“ไทยช่วยไทย พลัส” สตาร์ทแรง! 3 ชม.แรก คนแห่ใช้สิทธิเฉียด 9 แสนราย เงินสะพัด 169 ล้าน
‘เอกนิติ’ ปลื้ม “ไทยช่วยไทย พลัส” วันแรกสตาร์ทแรง แค่ 3 ชม.คนแห่ใช้สิทธิเกือบ 9 แสนคน เงินสะพัดทั่วประเทศ 169 ล้านบาท จับตา 15 มิ.ย.นี้ “Food Delivery Platform” เปิดบริการ คาดจะช่วยดันยอดขายร้านอาหารรายเล็ก-Street food
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรี ติดตามและสำรวจการใช้จ่ายภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นแรกที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนได้ใช้สิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยรัฐบาลสนับสนุนเงิน 60% ช่วยจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการให้กับประชาชนไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน และไม่เกิน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน หากใช้สิทธิไม่ครบในแต่ละเดือนสิทธิคงเหลือจะไม่นำไปสมทบในเดือนถัดไป ทั้งนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และรักษากำลังซื้อของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน
สำหรับบรรยากาศภายในตลาดสดธนบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก โดย ดร.เอกนิติ และคณะได้ทักทาย และสอบถามประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” ตั้งแต่เช้า พบว่าการชำระเงินมีความสะดวกสบาย และรวดเร็ว หลังจากเปิดแอปฯ “เป๋าตัง” เติมเงินเข้า G Wallet เสร็จเรียบร้อย ก็กด “สแกนจ่าย” (ด้านล่าง) ไปยังที่ “คิวอาร์ โค๊ด” ในโทรศัพท์มือถือของผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการได้ง่ายผ่านแอปฯ “ถุงเงิน”
ที่น่าสนใจในวันนี้ กระทรวงการคลังได้นำเสนอข้อมูลสถิติการใช้สิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลาเริ่ม 6.00 – 9.00 น. พบว่า ปัจจุบันมีประชาชนที่ได้รับสิทธิสูงถึง 26,040,623 ราย นี่คือ “กำลังซื้อ” มหาศาลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เฉพาะแค่เวลา 9 โมงเช้าของวันแรก ก็มีประชาชนออกมาใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการสำเร็จมากถึง 896,933 คน มียอดการใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 169.20 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลช่วยจ่าย 99.59 ล้านบาท (60%) และประชาชนจ่ายเอง 69.61 ล้านบาท (40%) โดยมีร้านค้าที่ได้รับเงินจากการขายสินค้าและบริการแล้ว 219,776 ร้านค้า จากร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จ 812,603 ร้านค้า ซึ่งแบ่งเป็นร้านค้าเดิมที่เคยอยู่ในฐานข้อมูล “คนละครึ่ง” จำนวน 744,056 ร้านค้า กับร้านค้าใหม่ที่ลงทะเบียนสำเร็จอีก 68,547 ร้านค้า
และที่น่าจับตาคือตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะเปิดให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” สั่งซื้อสินค้า อาหาร และเครื่องดื่มผ่าน “Food Delivery Platform” ซึ่งช่องทางการจำหน่ายดังกล่าวนี้ น่าจะเป็น “ตัวเร่ง” ชั้นดี เพราะจะช่วยให้ประชาชนใช้สิทธิได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านค้าเพียงอย่างเดียว คาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารและเครื่องขนาดเล็ก ร้านสตรีทฟู้ด ที่เข้าร่วมกับ Food Delivery Platform สามารถแข่งขันได้ในโลกยุคดิจิทัล
ด้านนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)’ วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างดี จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ”
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า “ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง” เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปีไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด
ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปฯถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากร เพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลัง แบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี
“ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิ์ยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า”นางสาวพลอยทะเล กล่าว