โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

บิ๊กต่อ เตรียมลุยล้างบาง วัดดัง จ.เลย รุกป่า 755 ไร่ พบพิรุธ พระ-แม่ชีต่างชาตินับร้อยขัดขืนคำสั่งศาลฎีกา

สยามนิวส์

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ผู้สื่อข่าวนครบาล
กองบัญชาการสอบสวนกลาง - มหากาพย์รุกป่าสงวนแห่งชาติกว่า 10 ปี ถึงคราวปิดฉากอย่างเด็ดขาด ล่าสุด พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เตรียมเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ นำกำลังตำรวจ บก.ปทส., บก.ปปป., บก.ป. และ ตม.ผนึกกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และกรมบังคับคดี เพื่อเข้าบังคับคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของ

กองบัญชาการสอบสวนกลาง - มหากาพย์รุกป่าสงวนแห่งชาติกว่า 10 ปี ถึงคราวปิดฉากอย่างเด็ดขาด ล่าสุด พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เตรียมเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ นำกำลังตำรวจ บก.ปทส., บก.ปปป., บก.ป. และ ตม.ผนึกกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และกรมบังคับคดี เพื่อเข้าบังคับคดีและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของ "วัดดังในจังหวัดเลย” หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็ดขาดให้รื้อถอน

รายงานระบุว่า แม้ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่รุกล้ำ แต่ปัจจุบันยังพบว่ามีกลุ่มพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ ทั้งชาวจีนเกาหลีและเวียดนาม รวมๆ ประมาณ 300 รูป ยังคงปักหลักอาศัยอยู่และไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ทางกรมป่าไม้จึงได้ร้องขอมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หากบุคคลใดยังฝ่าฝืนไม่ออกจากพื้นที่ จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

ด้าน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเขตกับเจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) และ กอ.รมน. จังหวัดเลย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบผลสแกนพื้นที่ล่าสุดเทียบกับมาตราส่วน 1:4,000 พบข้อเท็จจริงดังนี้

-พื้นที่ถูกต้อง วัดมีเอกสารสิทธิ์ประเภท น.ส.3 ที่ถูกต้องเพียง 45 ไร่ เท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เจ้าหน้าที่จะไม่แตะต้อง

-พื้นที่บุกรุก มีการก่อสร้างกุฏิ ศาลาลานธรรม สระน้ำ และที่พักผู้ปฏิบัติธรรม รุกล้ำขยายเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่า พ.ศ. 2484 รวมเนื้อที่สูงถึง 755 ไร่ "ความศรัทธาต้องอยู่ภายใต้ความถูกต้อง และไม่ควรอ้างศาสนามาอยู่เหนือกฎหมาย" นายชัยวัฒน์ ยืนยันย้ำชัด

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติอย่างรุนแรงของกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ โดยระบุว่า ศาลฎีกาได้มีคำตัดสินเด็ดขาดในคดีนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 ทว่าในปี 2561 กลับมีการออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่รวม 217 ไร่ ทับซ้อนลงในพื้นที่พิพาทดังกล่าว

แม้ในเวลาต่อมา ส.ป.ก. จังหวัดเลย จะมีคำสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ทั้ง 7 แปลงนั้นเนื่องจากเป็นการออกโดยมิชอบ แต่นายชัยวัฒน์ได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการในอดีตว่า การออกเอกสารสิทธิ์ทับคำสั่งศาลฎีกาเกิดขึ้นได้อย่างไร และการที่ผู้ได้รับสิทธิ ส.ป.ก. นำที่ดินไปมอบให้วัด ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะหากไม่ใช้สิทธิทำกิน จะต้องคืนพื้นที่ให้รัฐเพื่อนำไปจัดสรรให้เกษตรกรรายอื่น

ประเด็นที่สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับชุมชนรอบข้าง คือสภาพภายในวัดแห่งนี้ที่ไม่มีอุโบสถ และไม่มีการออกบิณฑบาตตามกิจของสงฆ์ทั่วไป แต่กลับพบว่ามีชาวต่างชาติกว่า 22 สัญชาติ จำนวนนับ 1,000 คน เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยในจำนวนนี้มีพระภิกษุและแม่ชีชาวต่างชาติ (จีนเกาหลีและเวียดนาม) รวมอยู่ด้วยประมาณ 300 รูป นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ และที่มาของแหล่งเงินทุนหมุนเวียนมหาศาลภายในวัดแห่งนี้ รวมถึงตั้งคำถามไปถึงฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนในอดีตว่า ปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร

ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ของวัดดังได้ออกมาเคลื่อนไหวโต้แย้งก่อนหน้านี้ โดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกันสร้างหลักฐานเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง

นายชัยวัฒน์ เผยทิ้งท้ายว่า ในระยะต่อไปตนจะทยอยนำเสนอข้อมูลเจาะลึกในแต่ละประเด็นเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ประกอบด้วย

1.ที่มาของการก่อตั้งวัด

2.การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

3.การอ้างอิงแนวเขตของข้างเคียง

4.ความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 (ปี 2561) ทับคำพิพากษาศาลฎีกา (ปี 2560)

5.หลักปฏิบัติ กิจของสงฆ์ และที่มาของเงินหมุนเวียนมหาศาลภายในวัด

6.รายละเอียดคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม

7.การชี้แจงตอบโต้ข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่วัดที่ระบุว่าป่าไม้สร้างหลักฐานเท็จ

ความคืบหน้าของปฏิบัติการยึดคืนผืนป่า 755 ไร่ และการเข้าจัดการกลุ่มชาวต่างชาติที่ขัดคำสั่งศาลในครั้งนี้ ทางสำนักข่าวจะรายงานให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ว่าฯ เลย ได้สั่งจัดระเบียบขั้นเด็ดขาด ทวงคืนป่าสงวน จากวัดดังแห่งนี้มาแล้ว

นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบังคับคดีทวงคืนป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูค้อ-ป่าภูกระแต และป่า 2484) เนื้อที่รวมกว่า 700กว่าไร่ หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยมีมาตรการเด็ดขาด 2 เรื่องหลัก ดังนี้

ตรวจสอบสาวกต่างชาติ: สั่งการให้ ตม. และตำรวจ ตรวจสอบประวัติและสถานะการพำนักของสาวกและแรงงานต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นชาวเกาหลี จีน และเวียดนาม) ประมาณ 100 กว่าราย รวมถึงสาวกชาวไทยที่เข้ามาปลูกบ้านพักในพื้นที่วัดอย่างเข้มงวดขับไล่บริวารและเพิกถอน ส.ป.ก. มิชอบ สั่งสำนักงานบังคับคดีเร่งเคลื่อนย้ายกลุ่มสาวกและบริวารที่ไม่มีสิทธิ์ออกนอกพื้นที่ป่าโดยด่วน พร้อมยืนยันว่าจังหวัดได้สั่งเพิกถอนเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 7 แปลง (เนื้อที่ 217 ไร่) ที่แอบออกโดยมิชอบหลังศาลมีคำตัดสินแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังรอขั้นตอนทางกฎหมาย

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ เลย จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ของจังหวัดเพื่อวางแนวทางจัดการขั้นเด็ดขาดให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...