“รูเบิลรัสเซีย” กลายเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าสุดในโลก แรงหนุนราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม
"รูเบิลรัสเซีย" กลายเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าสุดในโลกเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดยแข็งค่ากว่า 12% นับตั้งแต่เดือนเมษายน แรงหนุนราคาน้ำมันพุ่งจากสงคราม
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.44 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย กลายเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสนี้ หลังได้รับแรงหนุนจากรายได้สกุลเงินต่างประเทศจากการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูง
ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า รูเบิลแข็งค่าขึ้นราว 12% นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน มาอยู่ที่ระดับประมาณ 72.6 รูเบิลต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566
การแข็งค่าครั้งนี้ยังสวนทางกับทั้งคาดการณ์ของรัฐบาลและตลาด ซึ่งก่อนหน้านี้มองว่าเงินรูเบิลจะอ่อนค่าลง ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มมองว่า ค่าเงินรัสเซียอาจแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ความแข็งแกร่งของรูเบิลเริ่มกลายเป็นลักษณะถาวรของเศรษฐกิจรัสเซียในช่วงสงคราม ซึ่งเกิดจากทั้งความไม่สมดุลในตลาดการเงินจากมาตรการคว่ำบาตร และนโยบายดอกเบี้ยสูงของธนาคารกลางที่ใช้ควบคุมเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายมหาศาลของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนสงครามในยูเครน
แม้ค่าเงินแข็งค่าจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ก็เริ่มกระทบรายได้ของภาคส่งออก รวมถึงรายได้ภาษีของรัฐบาล
Iskander Lutsko ผู้จัดการกองทุนจาก Istar Capital กล่าวว่า หากเศรษฐกิจรัสเซียในอนาคตกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังสงคราม ค่าเงินรูเบิลก็อาจกลับสู่ระดับที่สมเหตุสมผลมากขึ้น แต่ในระยะสั้นเงื่อนไขต่าง ๆ ยังเอื้อต่อการแข็งค่าต่อไป
ด้าน Maxim Reshetnikov รัฐมนตรีเศรษฐกิจรัสเซีย กล่าวเมื่อเดือนก่อนว่า ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งจำกัดการไหลออกของเงินทุน ค่าเงินรูเบิลอาจแข็งกว่าที่หลายคนต้องการไปอีกหลายปี
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ความต้องการเงินตราต่างประเทศภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ จากอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่สูง และการนำเข้าที่อ่อนแอ โดยเกือบ 60% ของการนำเข้ารัสเซียปัจจุบันชำระด้วยเงินรูเบิล หลังรัสเซียปรับตัวต่อมาตรการคว่ำบาตรภายหลังการบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565
ในอีกด้าน รายได้สกุลเงินต่างประเทศของรัสเซียกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หลังราคาพลังงานพุ่งจากสงครามในตะวันออกกลาง และการผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนของสหรัฐจากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ธนาคารกลางรัสเซีย เปิดเผยว่า ยอดขายเงินตราต่างประเทศสุทธิของผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในเดือนเมษายน มาอยู่ที่ 7.3 พันล้านดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันดิบ Urals ปรับขึ้นจากเฉลี่ย 44.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนก่อนหน้า เป็น 77 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และเพิ่มเป็นเฉลี่ย 94.9 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน
ภายใต้กฎการคลังของรัสเซีย รายได้จากน้ำมันที่สูงกว่า 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะถูกนำไปซื้อเงินตราต่างประเทศเข้ากองทุน National Wellbeing Fund ซึ่งใช้รองรับงบประมาณในช่วงราคาน้ำมันตกต่ำ
แม้รัฐบาลรัสเซียจะกลับมาซื้อเงินตราต่างประเทศและทองคำเข้ากองทุนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่า 110,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังน้อยกว่ายอดขายเงินตราต่างประเทศของภาคส่งออกมาก
Lutsko มองว่า การซื้อดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะกดค่าเงินรูเบิลให้อ่อนลง และไม่แปลกหากรูเบิลจะแข็งค่าต่อไปสู่ระดับ 65-70 รูเบิลต่อดอลลาร์
ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่ธนาคารกลางรัสเซียจะชะลอการลดดอกเบี้ย หากความตึงเครียดเกี่ยวกับอิหร่านยังยืดเยื้อไปถึงการประชุมครั้งหน้าในเดือนมิถุนายน ซึ่งจะยิ่งช่วยหนุนค่าเงินรูเบิลให้แข็งค่ามากขึ้นอีก
ผู้กำหนดนโยบายการเงินของรัสเซียส่งสัญญาณในช่วงที่ผ่านมาว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางถือเป็นความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาวที่สำคัญ และกำลังจำกัดพื้นที่ในการลดต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ
แม้รัฐบาลรัสเซียจะเพิ่งปรับคาดการณ์ค่าเงินเฉลี่ยปีนี้ขึ้นเป็น 81.5 รูเบิลต่อดอลลาร์ จากเดิม 92.2 รูเบิล แต่ก็ยังอ่อนค่ากว่าระดับปัจจุบันมาก
อย่างไรก็ตามค่าเงินรูเบิลที่แข็งขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออก เพราะรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นรูเบิลจะลดลง ส่งผลต่อกำไร เงินปันผล และรายได้ภาษีของรัฐบาล
ด้าน Anton Siluanov รัฐมนตรีคลังรัสเซีย กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังไม่กังวลกับค่าเงินที่แข็งค่ามากนัก ตราบใดที่ราคาน้ำมันเมื่อคิดเป็นเงินรูเบิลยังสูงเพียงพอต่อเป้าหมายรายได้งบประมาณของรัฐบาล
อ้างอิง : www.bloomberg.com