โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามโปรฯ อสังหาฯ งัดมาตรการอุ้มกระแสเงินสด ทุบ Pain Point กู้ยาก ฝ่าแนวรบ “คนแห่เช่า”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงติดหล่มความท้าทายรอบด้าน ดีมานด์การซื้อทั่วประเทศชะลอตัวลง 6% สวนทางดัชนี “ความต้องการเช่า” ในกรุงเทพฯ พุ่งแรง 9% สะท้อนพฤติกรรม Generation Rent ยุคเศรษฐกิจตึงตัว 6 บิ๊กแบรนด์ขยับตัวแรง ปล่อยแคมเปญแจกดีลเด็ด ทั้งอยู่ฟรีสูงสุด 48 เดือน-ตรึงราคา-จับคู่ฐานข้อมูลรัฐ ปั๊มยอดครึ่งปีแรก

19 พฤษภาคม 2569 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เป็นเครื่องสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

จากข้อมูลเชิงลึกในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศชะลอตัวลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบได้รับผลกระทบหนักที่สุด บ้านเดี่ยวความต้องการซื้อหดตัว 17% QoQ และทาวน์เฮ้าส์ลดลง 16% QoQ มีเพียงตลาดคอนโดมิเนียมเท่านั้นที่ยังประคองตัวบวกได้ 4% QoQ เนื่องจากเป็นสินค้าแนวดิ่งที่มีราคาเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ได้หมายความว่าความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง แต่เป็นการปรับตัวตามข้อจำกัดทางการเงิน โดยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เทรนด์ “Generation Rent” อย่างชัดเจน

ดัชนีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% QoQ และพุ่งสูงถึง 9% QoQ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีอัตราเติบโตสูงสุดถึง 11% QoQ ขณะที่สัดส่วนการเช่าคอนโดมิเนียมยังคงครองตลาดสูงสุดถึง 85% ของตลาดเช่าทั้งหมด เนื่องจากตอบโจทย์ความยืดหยุ่นในการโยกย้ายและช่วยรักษาภาพรวมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

เปลี่ยนผ่านสู่ "ยุคเช่าเพื่อรักษาสภาพคล่อง" โอกาสใหม่ในวิกฤตของดีเวลลอปเปอร์

จากสภาวะการเงินที่ตึงตัวและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กลายเป็นโจทย์สำคัญให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเร่งปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจและรูปแบบการนำเสนอแคมเปญ เพื่อเปลี่ยนจากความต้องการซื้อในใจให้กลายเป็นยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่จับต้องได้จริง

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตามอง สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้หยุดฝันถึงบ้าน แต่กำลังคิดใหม่ว่า ‘เส้นทางสู่บ้าน’ ควรเป็นอย่างไรในยุคที่ความยืดหยุ่นทางการเงินมีคุณค่าไม่แพ้การเป็นเจ้าของ เทรนด์ Generation Rent จึงไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่คือการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแง่ของราคา รูปแบบสินค้า และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนดีมานด์ให้กลายเป็นยอดขายจริง”

แนวโน้มความต้องการในตลาดซื้อ-เช่ายังส่งผลให้หัวเมืองท่องเที่ยวระยะใกล้ที่มีระดับราคาจับต้องได้ง่ายเริ่มขยับตัวเด่นชัด โดยเฉพาะ “จังหวัดเพชรบุรี” ที่ความต้องการซื้อเติบโตถึง 61% QoQ และความต้องการเช่าพุ่งทะยานถึง 113% QoQ ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยระยองและภูเก็ต ขณะที่ทำเลในกรุงเทพมหานครเริ่มเห็นการกระจายตัวของดีมานด์ซื้อแนวดิ่งในเขตภาษีเจริญ (+43%) ประเวศ (+31%) และดินแดง (+25%) ยิ่งตอกย้ำว่าระดับราคา 1-3 ล้านบาท (ซึ่งมีสัดส่วนผู้ให้ความสนใจสูงสุด 44% ทั่วประเทศ) คือกลุ่ม Real Demand ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งหาโซลูชันทางการเงินเข้าไปปลดล็อก

6 บิ๊กแบรนด์อสังหาฯ อัดฉีดสิทธิประโยชน์อุ้มกระแสเงินสดผู้ซื้อ

เมื่อมาตรการรัฐและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มส่งสัญญาณบวก ประกอบกับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV ไปจนถึงมิถุนายน 2570 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำต่างพากันปล่อยมาตรการกระตุ้นยอดขายอย่างเข้มข้น โดยเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อที่มีความพร้อมตัดสินใจทันทีภายใต้ต้นทุนการผลิตเดิมก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

สงครามโปรฯ อสังหาฯ ฝ่าแนวรบ "คนแห่เช่า" ดีเวลลอปเปอร์งัดมาตรการอุ้มกระแสเงินสด ทุบ Pain Point กู้ยาก

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังคงติดหล่มความท้าทายรอบด้าน ดีมานด์การซื้อทั่วประเทศชะลอตัวลง 6%

สวนทางดัชนี “ความต้องการเช่า” ในกรุงเทพฯ พุ่งแรง 9% สะท้อนพฤติกรรม Generation Rent ยุคเศรษฐกิจตึงตัว

6 บิ๊กแบรนด์ขยับตัวแรง ปล่อยแคมเปญแจกดีลเด็ด ทั้งอยู่ฟรีสูงสุด 48 เดือน-ตรึงราคา-จับคู่ฐานข้อมูลรัฐ ปั๊มยอดครึ่งปีแรก

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เป็นเครื่องสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยตรง จากข้อมูลเชิงลึกในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศชะลอตัวลง 6% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบได้รับผลกระทบหนักที่สุด บ้านเดี่ยวความต้องการซื้อหดตัว 17% QoQ และทาวน์ّه้าส์ลดลง 16% QoQ มีเพียงตลาดคอนโดมิเนียมเท่านั้นที่ยังประคองตัวบวกได้ 4% QoQ เนื่องจากเป็นสินค้าแนวดิ่งที่มีราคาเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ได้หมายความว่าความต้องการที่อยู่อาศัยลดลง แต่เป็นการปรับตัวตามข้อจำกัดทางการเงิน โดยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เทรนด์ “Generation Rent” อย่างชัดเจน ดัชนีความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% QoQ และพุ่งสูงถึง 9% QoQ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะกลุ่มระดับราคาค่าเช่าไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีอัตราเติบโตสูงสุดถึง 11% QoQ ขณะที่สัดส่วนการเช่าคอนโดมิเนียมยังคงครองตลาดสูงสุดถึง 85% ของตลาดเช่าทั้งหมด เนื่องจากตอบโจทย์ความยืดหยุ่นในการโยกย้ายและช่วยรักษาภาพรวมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

เปลี่ยนผ่านสู่ "ยุคเช่าเพื่อรักษาสภาพคล่อง" โอกาสใหม่ในวิกฤตของดีเวลลอปเปอร์

จากสภาวะการเงินที่ตึงตัวและการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กลายเป็นโจทย์สำคัญให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเร่งปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจและรูปแบบการนำเสนอแคมเปญ เพื่อเปลี่ยนจากความต้องการซื้อในใจให้กลายเป็นยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่จับต้องได้จริง

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าจับตามอง สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคไม่ได้หยุดฝันถึงบ้าน แต่กำลังคิดใหม่ว่า ‘เส้นทางสู่บ้าน’ ควรเป็นอย่างไรในยุคที่ความยืดหยุ่นทางการเงินมีคุณค่าไม่แพ้การเป็นเจ้าของ เทรนด์ Generation Rent จึงไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่คือการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือโอกาสในการทบทวนและออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ ทั้งในแง่ของราคา รูปแบบสินค้า และประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเปลี่ยนดีมานด์ให้กลายเป็นยอดขายจริง”

แนวโน้มความต้องการในตลาดซื้อ-เช่ายังส่งผลให้หัวเมืองท่องเที่ยวระยะใกล้ที่มีระดับราคาจับต้องได้ง่ายเริ่มขยับตัวเด่นชัด โดยเฉพาะ “จังหวัดเพชรบุรี” ที่ความต้องการซื้อเติบโตถึง 61% QoQ และความต้องการเช่าพุ่งทะยานถึง 113% QoQ ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยระยองและภูเก็ต ขณะที่ทำเลในกรุงเทพมหานครเริ่มเห็นการกระจายตัวของดีมานด์ซื้อแนวดิ่งในเขตภาษีเจริญ (+43%) ประเวศ (+31%) และดินแดง (+25%) ยิ่งตอกย้ำว่าระดับราคา 1-3 ล้านบาท (ซึ่งมีสัดส่วนผู้ให้ความสนใจสูงสุด 44% ทั่วประเทศ) คือกลุ่ม Real Demand ที่ผู้ประกอบการต้องเร่งหาโซลูชันทางการเงินเข้าไปปลดล็อก

ผ่ากลยุทธ์ 6 บิ๊กแบรนด์อสังหาฯ อัดฉีดสิทธิประโยชน์อุ้มกระแสเงินสดผู้ซื้อ

เมื่อมาตรการรัฐและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มส่งสัญญาณบวก ประกอบกับการขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV ไปจนถึงมิถุนายน 2570 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำต่างพากันปล่อยมาตรการกระตุ้นยอดขายอย่างเข้มข้น โดยเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อที่มีความพร้อมตัดสินใจทันทีภายใต้ต้นทุนการผลิตเดิมก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

1. แสนสิริ (SANSIRI) : ผนึกสถาบันการเงิน ปล่อยดีล "ไม่ต้องผ่อนยาว 48 เดือน"

แสนสิริร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB) เดินเกมรุกครั้งใหญ่ภายใต้แคมเปญช่วยเหลือผู้ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮมรวมกว่า 100 โครงการ ระดับราคาตั้งแต่ 9 แสนบาทไปจนถึง 40 ล้านบาท ชูจุดขายข้อเสนอที่ดีที่สุดแห่งปีด้วยการยกเว้นการผ่อนชำระค่างวดสูงสุดนานถึง 48 เดือน เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างคล่องตัวท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

หรือเลือกรับส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาทพร้อมมาตรการ "Zero Cost" หรือลดภาระแรกเข้าให้เป็นศูนย์ ด้วยการฟรีค่าส่วนกลางสูงสุดนานถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นการตัดต้นทุนคงที่ ในการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ควบคู่ไปกับการแจกแพ็กเกจไลฟ์สไตล์ เช่น บัตรเติมน้ำมันฟรี เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งครบชุดพร้อมเข้าอยู่ทันทีโดยไม่ต้องสำรองเงินก้อนเพิ่ม

2. เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (Frasers Property) : เสิร์ฟ 2 โปรฯ แรง "อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี"

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ขนทัพโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ทำเลศักยภาพรวมกว่า 67 โครงการ ระดับราคา 2-40 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญคู่ขนาน “CUT OFF ตัดต้น ตัดดอก” ที่ออกแบบมาเพื่อทุบ Pain Point ของผู้กู้บ้านรายใหม่ โดยบริษัทจะเข้าไปรับภาระและอุดหนุน ทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยจ่ายในช่วงปีแรกๆ ส่งผลให้ยอดหนี้รวมในพอร์ตของธนาคารลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกที่โอนกรรมสิทธิ์ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสมในระยะยาวให้กับผู้ซื้อได้อย่างมหาศาล

และ “พักเปย์ พักผ่อน” เป็นมาตรการพักชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย โดยเฟรเซอร์สฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่างวดแทนลูกค้าส่งตรงไปยังสถาบันการเงินสูงสุดนาน 36 เดือน กลยุทธ์นี้เข้ามาตอบโจทย์กลุ่ม Real Demand ที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัยแต่ยังกังวลกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถล็อกทำเลและราคาบ้านในฝันได้ทันที โดยไม่มีรายจ่ายด้านที่อยู่อาศัยเข้ามารบกวนกระแสเงินสดตลอด 3 ปีแรก

“ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่ ‘ราคา’ แต่เป็นการแข่งขันด้าน ‘คุณภาพชีวิต’ และ ‘ความยืดหยุ่นทางการเงิน’ ของผู้บริโภค แคมเปญดังกล่าวจะเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับลูกค้า และปลดล็อกข้อจำกัดในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น”

3. เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) : ล็อกต้นทุนเดิม ส่งโมเดล "เช่าออมบ้าน" แก้วิกฤตกู้ยาก

เสนาฯ ส่งแคมเปญ “เสนา จำกัดความแพง” สวนกระแสต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น 5%-10% ด้วยการตรึงราคาโครงการพร้อมอยู่กว่า 50 โครงการ พร้อมทลายข้อจำกัดด้านการขอสินเชื่อด้วย 3 ทางเลือกหลัก คือ โปรโมชันจอง 0 บาท เพิ่มโอกาสกู้ 100% ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปี และไฮไลต์สำคัญอย่างนวัตกรรม “LivNex เช่าออมบ้าน” สำหรับกลุ่มที่ยังไม่พร้อมกู้ โดยให้เข้าอยู่อาศัยได้ทันทีและเปลี่ยนค่าเช่าเริ่มต้นล้านละ 4,100 บาทต่อเดือน ให้กลายเป็นเงินออมเพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อบ้านเมื่อพร้อมในอนาคต นอกจากนี้ยังสร้างสีสันด้วยโปรโมชัน "เทิร์นรถเก่า เป็นคอนโดใหม่" เพื่อเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายรถยนต์ให้เป็นสินทรัพย์ระยะยาว

“แคมเปญ ‘เสนา จำกัดความแพง’ สะท้อนแนวคิดของเสนา ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องราคา แต่ต้องการช่วยให้คนไทยเป็นเจ้าของบ้านได้จริง ในวันที่ทุกอย่างแพงขึ้น เสนาเลือก ‘จำกัดความแพง’ แทนการผลักภาระให้ลูกค้า พร้อมออกแบบโซลูชันที่ช่วยลดภาระทั้งวันซื้อและวันที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นมีบ้านได้ง่ายขึ้น ทั้งกลุ่มที่พร้อมซื้อ และกลุ่มที่ยังไม่พร้อมกู้ในวันนี้”

ชิงดีมานด์กลุ่มข้าราชการ-กระตุ้นโอนกรรมสิทธิ์ทันที

นอกเหนือจากการแข่งขันบนช่องทางตลาดทั่วไปแล้ว การเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่มีความมั่นคงทางรายได้สูงและการจัดอีเวนต์จำกัดเวลากลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการสร้างยอดรับรู้รายได้อย่างรวดเร็วในครึ่งปีแรก

4. แอสเซทไวส์ (AssetWise) : จับมือ กทม. เดินหน้าภารกิจ "BKK Housing Platform"

ASW เลือกขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ซึ่งผลสำรวจพบว่ากว่า 50% มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน และ 44.6% ยังต้องรับภาระค่าเช่าที่สูง โดยบริษัทส่ง 18 โครงการคุณภาพระดับราคา 1.39-4.99 ล้านบาท เข้าร่วมกลไก "Housing Matching Facilitator" ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอุปสงค์-อุปทานของสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย (สพอ.), การนำเสนอโครงการในราคาเอื้ออำนวย (Affordable Housing) และการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ BKK Housing Expo มอบดีลลดสูงสุด 800,000 บาท พร้อมฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปี

“ปัจจุบันคนทำงานในเมืองจำนวนมากต้องรับภาระค่าเช่าและค่าเดินทางในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง จากการอยู่อาศัยในทำเลนอกเมือง การร่วมมือกับ กทม. และสมาคมอสังหาฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการวางกลไกเชิงรุกเพื่อเชื่อมโยง และ Matching ความต้องการที่อยู่อาศัยของคนทำงานเข้ากับโครงการที่เหมาะสมทั้งทำเลและราคา เพื่อเปลี่ยนภาระรายเดือนให้กลายเป็นการสร้างสินทรัพย์ที่มั่นคง เพิ่มเวลา และส่งมอบคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนให้กับข้าราชการและคนทำงาน กทม. ทุกคน”

5. เอสซี แอสเสท (SC Asset) : ปล่อยหมัดเด็ด "SC is NOW" แจกบ้านแถมรถยนต์ไฟฟ้า

SC ปรับกลยุทธ์กระตุ้นการตัดสินใจซื้อภายในระยะเวลาที่จำกัดผ่านแคมเปญ “SC is NOW ซื้อบ้าน ต้องตอนนี้” ยกทัพโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมระดับราคา 2.09-55 ล้านบาท อัดฉีดโปรโมชันเต็มรูปแบบ ทั้งส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท อยู่ฟรี 3 ปีโดยบริษัทผ่อนให้ ฟรีค่าโอน ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 5 ปี ควบคู่ไปกับการแจกของรางวัลใหญ่เพื่อดึงดูดใจ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model Y L Premium มูลค่า 1.99 ล้านบาท บัตรเติมน้ำมัน ค่าน้ำ-ค่าไฟยาวนาน 60 เดือน และค่าทางด่วน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจองและเร่งโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสิ้นภายในช่วงครึ่งปีแรก

“นี่คือจังหวะที่ดีที่สุดในการซื้อบ้าน ลูกค้าจะได้ดีลที่คุ้มที่สุด ทั้งส่วนลดและสิทธิประโยชน์ที่เรารวมมาให้แบบไม่มีกั๊ก และไม่ได้มีบ่อย SC อยากให้คนที่กำลังมองหาบ้านไม่ต้องรอ เพราะข้อเสนอระดับนี้คือคำตอบของการตัดสินใจตอนนี้”

6. อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (Ananda) : ส่งแคมเปญ “คุ้มยกเมือง” เจาะตลาดคนเมือง Real Demand

ANAN ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ด้วยการส่ง 14 โครงการพร้อมเข้าอยู่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ทั้งแบรนด์ไอดีโอ, ไอดีโอ โมบิ และโครงการแนวราบ ระดับราคา 2.29-38 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “มูฟเลย” มอบข้อเสนอส่วนลดสูงสุด 10 ล้านบาท ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ฟรียกเซ็ท ฟรีค่าส่วนกลาง 2 ปี รับเงินคืน 200,000 บาท และเปิดโอกาสให้กู้ได้สูงสุดถึง 110% หวังสร้างมูลค่าและความคุ้มค่าในระยะยาวเหนือกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

“แคมเปญ คุ้มยกเมือง ไม่เพียงสะท้อนความคุ้มค่าในทุกมิติ แต่ยังตอกย้ำจุดยืนของ อนันดาฯ ในฐานะผู้นำที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ผ่านการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์คุณภาพครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ คุณภาพการอยู่อาศัย การออกแบบที่เข้าใจชีวิตเมือง และทำเลศักยภาพที่ต่อยอดได้ในอนาคต แคมเปญนี้จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นยอดขาย แต่เป็นการสะท้อนแนวคิดในการยกระดับชีวิตของลูกค้าให้ดีขึ้นได้จริง”

จากภาพรวมการเคลื่อนไหวของบิ๊กดีเวลลอปเปอร์ทั้งหมด ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าในสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการปรับตัวเข้าสู่เทรนด์เช่าของผู้บริโภค การงัดมาตรการทางการเงินที่ยืดหยุ่นและสามารถจับต้องได้ทันที คือเครื่องมือสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

เจาะลึกโครงสร้างหนี้ครัวเรือนและมาตรการสถาบันการเงิน: กำแพงสูงที่ขวางกั้นยอดโอนกรรมสิทธิ์

แม้ผู้ประกอบการจะอัดฉีดโปรโมชันอย่างดุเดือด แต่ปัญหาคอขวดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันกลับอยู่ที่ “อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ” (Rejection Rate) ของสถาบันการเงินที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงถึง 60%-70% ขณะที่กลุ่มระดับราคา 3-7 ล้านบาท เริ่มได้รับผลกระทบลามขึ้นมาตามลำดับ โดยมีอัตราปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 35%-40%

สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ที่ระดับเกือบ 90% ของ GDP ประกอบกับหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้นภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ธนาคารต่างเพิ่มความระมัดระวังในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Ratio: DSR) ของผู้กู้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับปานกลางถึงล่าง และกลุ่มอาชีพอิสระ (Freelance) ที่รายได้มีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจ

สรุปปัจจัยกดดันทางการเงิน (Pain Points) และมาตรการผ่อนปรนในตลาดอสังหาริมทรัพย์

หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเกือบ 90% ของ GDP

  • มาตรการและทางออก: สถาบันการเงินปรับเกณฑ์การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ (DSR) ให้เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้น
  • ผลกระทบ: ส่งผลให้ผู้กู้กลุ่มฐานรากและผู้มีรายได้ปานกลางเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้ยากลำบากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ต่ำกว่า 3 ล้านบาท พุ่งแตะ 70%

  • มาตรการและทางออก: ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาเปิดตัวโมเดลธุรกิจทางเลือก เช่น ระบบ Rent-to-Own หรือมาตรการ "เช่าออมบ้าน" เข้ามาทดแทน
  • ผลกระทบ: ช่วยประคองและรักษาฐานลูกค้ากลุ่ม Real Demand ให้มีระยะเวลาในการบริหารจัดการรายการเดินบัญชี (Statement) และเคลียร์หนี้สินเดิมก่อนยื่นกู้จริง

ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและอัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวในระดับสูง

  • มาตรการและทางออก: ดีเวลลอปเปอร์ยอมแบกรับต้นทุนเพื่อตรึงราคาขายของโครงการพร้อมอยู่ (สต็อกเดิม) พร้อมอัดแคมเปญช่วยเหลือค่าใช้จ่าย เช่น อยู่ฟรี หรือบริษัทผ่อนให้
  • ผลกระทบ: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายแรกเข้า (Entry Cost) และเงินดาวน์ของผู้ซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรมในวันโอนกรรมสิทธิ์

มาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ยังเป็นข้อจำกัดในการกู้สัญญาที่ 2

  • มาตรการและทางออก: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายระยะเวลาผ่อนคลายมาตรการและเงื่อนไขบางส่วนไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2570
  • ผลกระทบ: ช่วยกระตุ้นและเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อการลงทุนระยะยาว หรือผู้ที่ต้องการบ้านหลังที่สองตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...