โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

พลังงานจ่อปลดล็อกส่งออกน้ำมัน เล็งศึกษาสำรองเชิงยุทธศาสต์รับวิกฤต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้จัดงานเสวนา เสวนา “The Big issue new solutions : ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อหาทางออกวิกฤตพลังงานนร่วมกัน

น้ำมันเต็มคลัง จ่อปลดล็อกส่งออก

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความยืดเยื้อต่อเนื่อง จะยังส่งผลให้สถานการณ์ราคาพลังงานมีความผันผวนสูง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งในส่วนนี้ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปดูแล ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากนัก ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระสะสมติดลบอยู่กว่า 63,746 ล้านบาท โดยมีเงินไหลออกเฉลี่ยวันละกว่า 100 ล้านบาท

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน

ขณะที่ข้อกังวลถึงการขาดแคลนน้ำมันนั้น ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านปริมาณสำรองที่แข็งแกร่ง โดยหากนับรวมทุกส่วนแล้วไทยมีน้ำมันใช้ได้ มากกว่า 100 วัน แบ่งเป็น การสำรองตามกฎหมายและการค้าภายในประเทศ 55 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ 30 วัน น้ำมันที่ทำสัญญาซื้อขายแล้วแต่อยู่ระหว่างรอการขนส่ง 25-30 วัน รวมๆ กว่า 100 วัน ถือว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะมีการสั่งซื้อน้ำมันมาเติมในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากมาตรการป้องการขาดแคลน ทำให้โรงกลั่นน้ำมันมีการเดินเครื่องเกินกว่ากำลังการผลิต จนส่งผลให้การกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปเวลานี้เกินกว่าความต้องการใช้ในประเทศ (Over Supply) จนคลังน้ำมันใกล้เต็มขีดจำกัดความปลอดภัย (Tank Top) ในการจัดเก็บที่ระดับ 70% ทำให้โรงกลั่นอย่าง PTTGC ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง 15% เพื่อป้องกันน้ำมันล้นถัง รวมถึงโรงกลั่นอื่นๆ อาจจะต้องปรับลดกำลังผลิตลงมาอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มโรงกลั่นได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอปลดล็อกการส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องบิน (Jet A1) เพื่อช่วยผ่องถ่ายน้ำมันออกจากระบบและรักษาสมดุลในการเก็บสำรอง ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างกำลังพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในช่วงนี้ ภาครัฐพยายามผลักดันให้ประชาชนเห็นมาใช้กลุ่มน้ำมันชีวภาพมากขึ้น ทั้งแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้ส่วนหนึ่ง โดยการเพิ่มส่วนต่างของราคาน้ำมันในแต่ละประเภทให้มีความแตกต่างกันมากขึ้น ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ประมาณ 42.20 บาทตค่อลิตร แต่รัฐบาลได้ใช้นโยบายอุดหนุนจนทำให้ B20 มีราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 35.20 บาทต่อลิตร ซึ่งมีส่วนต่างจากน้ำมันปกติถึง 7 บาท

เช่นเดียวกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ที่มีราคาอยู่ในระดับ 37.90 บาทต่อลิตรต่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 7 บาทต่อลิตร ถือเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ใช้น้ำมัน อีกทั้งยังส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรไทยและช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวได้ด้วย

กองทุนน้ำมันฯพร้อมอุ้มราคา-ช่วยเหลือภารกิจอื่น

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงมีบทบาทในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังมีความผันผวนสูง ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพเพียงพอในการเข้าไปช่วยเหลือ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต

พรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.)

“กองทุนน้ำมันฯเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ภาครัฐใช้รักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยยังมีเครื่องมืออื่น ๆ อีกหลายด้าน ทั้งมาตรการภาษีหรือการใช้งบประมาณ แต่กองทุนน้ำมันฯถือเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า และสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว จึงถูกนำมาใช้ในการบริหารสถานการณ์ราคาพลังงานอยู่เสมอ”

อย่างไรก็ตาม การใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ อยากจะให้มองตามบริบทของแต่ละช่วงเวลา เพราะกองทุนน้ำมันฯ มีหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือเชื้อเพลิงทุกประเภทที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เลือกช่วยเฉพาะน้ำมันชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่หลายฝ่ายอาจมองว่าไปอุ้มดีเซล อุ้มเบนซิน หรืออุ้มก๊าซ แต่จริง ๆ แล้วต้องดูว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้นกระทบอะไร และจำเป็นต้องเข้าไปช่วยตรงไหน

นายพรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันฯ ยังมีบทบาทอื่นเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือการดำเนินมาตรการการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ในส่วนนี้ หากฐานะกองทุนกลับมาแข็งแรง ก็พร้อมที่จะกลับมาผลักดันภารกิจเหล่านี้อีกครั้งตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างประหยัด รวมถึงการสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการอุดหนุนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการผลักดันพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ได้ถูกระบุไว้ในกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อปี 2562 เนื่องจากขณะนั้นโลกยังไม่ได้เปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานฯ ได้รวบรวมข้อเสนอและประเด็นต่างๆ เพื่อเตรียมนำเข้าสู่กระบวนการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้สอดรับกับบริบทพลังงานในอนาคต

เร่งแผน PDP ปรับตัวเลขพยากรณ์ใช้ไฟฟ้าสอดคล้องเติบโตเศรษฐกิจ

นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศ ปัจจุบัน สนพ.อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะไปกำหนดประเภทของเชื้อเพลิงหรือมีโรงไฟฟ้าประเภทใดบ้าง

วัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

“ขณะนี้ทางหน่วยงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์โมเดลที่แม่นยำเพื่อให้ได้ตัวเลขสุดท้ายที่ชัดเจนก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)ต่อไป”

นายวัชรินทร์ กล่าวอีกว่า ทิศทางพลังงานของประเทศยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันก็ต้องมีการจัดการด้านปลายทางควบคู่กันไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังขาดการบริหารจัดการที่ดี ยกตัวอย่างเช่น การทำโรงไฟฟ้าขยะที่ยังไม่มีระบบการคัดแยกขยะที่มีประสิทธิภาพ การจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

สำหรับแนวทางพลังงานในอนาคตนั้นมองว่า จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การพัฒนา Smart Grid การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบ ทั้งเทคโนโลยี Geothermal ที่อาจต้องมีกลไกอุดหนุนในช่วงแรก เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ประเทศไทยมีศักยภาพจากแหล่งพลังงานในประเทศและเศษเหลือใช้ทางการเกษตร รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ โดยทุกอย่างจะมาผสมผสานกันเป็นชุดในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการแข่งขันและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...