“ไทยช่วยไทย พลัส” สิทธิ์เริ่มลดช้า เหลือ 5 ล้านกลุ่มตกหล่น
ปลัดคลัง ยัน ไทยช่วยไทย พลัส ให้ 30 ล้านสิทธิเพียงพอสำหรับคนอยากเข้าโครงการ ชี้สิทธิเริ่มลดลงช้าเพราะคนแห่ลงทะเบียนวันแรกหมดแล้ว ส่วน 5 ล้านสิทธิที่เหลือลุยเก็บตกกลุ่มติดขัดแอปฯ เป๋าตัง
26 พ.ค. 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วประมาณ 24 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสประมาณ18 ล้านคน และกลุ่มใหม่ผู้ที่รอการตรวจสอบสิทธิอีกประมาณ 6 ล้านคนซึ่งจะทราบผลภายใน 3 วัน
ทั้งนี้พบว่ามีผู้ลงทะเบียนไม่สำเร็จกว่า 400,000 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากคุณสมบัติไม่ครบตามเกณฑ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขณะที่มีประมาณ 100 คนที่เป็นผู้ที่โดนตัดสิทธิจากการทำผิดโครงการรัฐในช่วงที่ผ่านมา
“ตอนนี้มีกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐบางส่วนที่เข้าใจผิดมาลงทะเบียนในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งเขาร่วมโครงการไม่ได้อยู่แล้ว โดยกลุ่มผู้มีบัตร 13.2 ล้านคนจะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทแน่นอนในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 โดยไม่ต้องลงทะเบียน”
นายลวรณ เปิดเผยว่า ส่วนจำนวนสิทธิที่เหลือในระบบอีกประมาณ 5 ล้านสิทธิ มองว่าเพียงพอแล้วสำหรับคนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ โดยก่อนหน้านี้โครงการคนละครึ่งพลัส ให้สิทธิ 20 ล้านคน เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งจากข้อมูลการลงทะเบียนไทยช่วยไทย พลัส ครั้งนี้เห็นว่าคนที่ลงทะเบียนสำเร็จประมาณ 18 ล้านคนเป็นกลุ่มที่อยู่ในโครงการคนละครึ่งพลัส คือมาครบหมดแล้ว แต่ที่ไม่ครบ 20 ล้านคนคือกลุ่มที่อายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนอีก
6 ล้านคนคือกลุ่มใหม่ที่รอตรวจสอบหรือกลุ่มที่ลงคนละครึ่งพลัส รอบที่แล้วไม่ได้
“ตอนนี้คนที่อยากเข้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ลงทะเบียนไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ส่วน 5 ล้านสิทธิ ที่เหลือคือเรากำลังเก็บตกกลุ่มประชาชนที่อาจติดขัดเรื่องแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวันนี้สิทธิที่ลดลงไปแต่ละชั่วโมงจะลดลงช้ามากไม่ถึง100,000 สิทธิต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้แล้ว ถ้าหลังจาก 5 วันที่เปิดลงทะเบียนหากสิทธิไม่เต็ม30 ล้านสิทธิก็คือไม่เต็ม เพราะคนที่อยากร่วมเขาก็เข้ามาแล้วตั้งแต่ที่เปิดลงทะเบียนวันแรก”
นายลวรณ เปิดเผยถึงสาเหตุที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ให้ใช้สิทธิ1,000 บาท หมดภายใน 1 เดือน รัฐบาลต้องการให้เงินจำนวนนี้ไปช่วยแบ่งเบาภาระค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในแต่ละเดือนทันทีนอกจากนี้ จะไม่มีข้อกำหนดว่าต้องเริ่มใช้จ่ายภายใน 3 วัน หรือ 7 วันเพราะเป้าหมายไม่ใช่การเร่งใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ