โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"กล้วยต้ม" ยังมีประโยชน์ไหม? เทียบสารอาหาร "กล้วยสด" แบบไหนเหนือกว่า รู้คำตอบแล้วอึ้ง

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
กล้วยต้มยังมีประโยชน์ไหม? เปิดความจริง ต้มแล้วสารอาหารหายไหม เมื่อเทียบกล้วยสด แบบไหนดีกว่า

กล้วยต้มยังมีประโยชน์ไหม? เปิดความจริง โดนความร้อนแล้วสารอาหารหายไหม เมื่อเทียบกล้วยสด แบบไหนดีกว่า

กล้วยต้ม เป็นเมนูพื้นบ้านที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าดิบหรือกล้วยห่ามที่นำมาต้มกินเป็นของว่างหรือกินคู่กับอาหารมื้อหลัก หลายคนเชื่อว่ากล้วยต้มช่วยให้อิ่มท้อง ดีต่อระบบขับถ่าย และเหมาะกับคนที่อยากกินอาหารง่าย ๆ ไม่ปรุงแต่งมาก

แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลายคนก็สงสัยว่า เมื่อผลไม้ผ่านความร้อนแล้ว สารอาหารจะหายไปหมดหรือไม่ และกล้วยต้มยังมีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกล้วยสดหรือเปล่า คำตอบคือ กล้วยต้มไม่ได้สูญเสียสารอาหารทั้งหมด แม้ว่าวิตามินบางชนิดที่ไวต่อความร้อนอาจลดลง แต่แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารอาหารสำคัญหลายอย่างยังคงอยู่

ดังนั้น กล้วยต้มยังถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ได้ หากต้มอย่างเหมาะสม กินในปริมาณพอดี และไม่เติมน้ำตาลหรือกะทิมากเกินไป โดยเฉพาะกล้วยดิบหรือกล้วยห่ามที่มีแป้งทนต่อการย่อย ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพลำไส้

กล้วยต้มทำให้สารอาหารหายหมดไหม?

คำตอบคือ ไม่หายหมด การต้มอาจทำให้วิตามินบางชนิดลดลง โดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและไวต่อความร้อน หากต้มในเวลานานเกินไป หรือแช่กล้วยไว้ในน้ำร้อนหลังต้มเสร็จ อาจทำให้วิตามินซีสูญเสียมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สารอาหารอื่น ๆ ในกล้วย เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี 6 ใยอาหาร และคาร์โบไฮเดรต ยังไม่ได้หายไปทั้งหมดเพียงเพราะผ่านการต้ม โดยเฉพาะแร่ธาตุอย่างโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนง่ายเหมือนวิตามินบางชนิด

สิ่งที่ควรจำคือ การปรุงอาหารทุกแบบอาจทำให้สารอาหารเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับความร้อน ระยะเวลา และปริมาณน้ำที่ใช้ หากต้องการรักษาคุณค่าทางอาหารให้ได้มากขึ้น ควรต้มให้สุกพอดี ไม่ต้มจนเละ และไม่แช่น้ำทิ้งไว้นาน

กล้วยมีสารอาหารอะไรบ้าง?

กล้วยเป็นผลไม้ที่ให้คาร์โบไฮเดรตตามธรรมชาติ จึงช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีโพแทสเซียม วิตามินบี 6 ใยอาหาร แมกนีเซียม วิตามินซี และแมงกานีส ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท การย่อยอาหาร และสมดุลของร่างกาย

ข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ระบุว่า กล้วยขนาดกลาง 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 110 กิโลแคลอรี มีใยอาหารประมาณ 3 กรัม และโพแทสเซียมประมาณ 450 มิลลิกรัม จึงเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานพอเหมาะและช่วยให้อิ่มได้ดีในมื้อว่าง

เมื่อกล้วยถูกนำไปต้ม พลังงานจากกล้วยไม่ได้หายไป แต่เนื้อสัมผัสจะนุ่มขึ้น กินง่ายขึ้น และเหมาะกับบางคนที่ต้องการอาหารอ่อนหรืออาหารย่อยง่าย อย่างไรก็ตาม หากกินกล้วยต้มพร้อมน้ำตาล กะทิ หรือน้ำเชื่อม พลังงานรวมของเมนูนั้นจะเพิ่มขึ้นทันที

กล้วยดิบต้มดีต่อลำไส้อย่างไร?

จุดเด่นของกล้วยดิบหรือกล้วยห่ามคือมี แป้งทนต่อการย่อย หรือ resistant starch มากกว่ากล้วยสุกจัด แป้งชนิดนี้ไม่ถูกย่อยทั้งหมดในลำไส้เล็ก แต่จะเดินทางไปยังลำไส้ใหญ่ และทำหน้าที่คล้ายอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้

แป้งทนต่อการย่อยจึงถูกพูดถึงในฐานะคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพลำไส้ เพราะอาจช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเรื่องการขับถ่าย และทำให้อิ่มนานขึ้น

การต้มกล้วยดิบช่วยให้เนื้อกล้วยนุ่ม กินง่าย และลดความฝาดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าสารอาหารทุกอย่างจะหายไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปริมาณแป้งทนต่อการย่อยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความสุกของกล้วย วิธีต้ม และเวลาที่ใช้ความร้อน

กล้วยต้มกับสุขภาพหัวใจ

กล้วยเป็นแหล่งโพแทสเซียมตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทต่อสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และการควบคุมความดันโลหิต เมื่อกินร่วมกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดยรวม เช่น ผัก ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี และลดโซเดียมมากเกินไป ก็อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้

อย่างไรก็ตาม กล้วยต้มไม่ใช่ “ยารักษาโรค” และไม่ควรกินเพื่อหวังลดความดันหรือรักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยตรง การดูแลสุขภาพหัวใจยังต้องพึ่งพาพฤติกรรมหลายอย่างร่วมกัน ทั้งอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย การนอนหลับ และการติดตามสุขภาพตามคำแนะนำแพทย์

ต้มกล้วยอย่างไรให้คงคุณค่าทางอาหารมากขึ้น?

หากอยากกินกล้วยต้มให้ได้ประโยชน์และลดการสูญเสียสารอาหาร ควรใส่ใจวิธีต้มตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะเรื่องเวลาและการใช้ความร้อน

  • ต้มให้สุกพอดี ไม่ต้มนานจนกล้วยเละเกินไป
  • ถ้าใช้กล้วยดิบ ควรต้มทั้งเปลือก เพื่อช่วยลดการสูญเสียสารอาหารลงในน้ำ
  • ต้มเสร็จแล้วนำขึ้นจากน้ำร้อนทันที ไม่แช่ทิ้งไว้นาน
  • เลี่ยงการเติมน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือกะทิมากเกินไป เพราะทำให้พลังงานสูงขึ้น
  • กินคู่กับอาหารหลากหลาย เช่น โปรตีน ผัก หรือถั่ว เพื่อให้มื้ออาหารสมดุลมากขึ้น

ใครบ้างที่ควรกินกล้วยต้มอย่างระวัง?

แม้กล้วยต้มจะเป็นอาหารง่าย ๆ และมีประโยชน์ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนควรกินในปริมาณมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้จำกัดโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนกินกล้วยจำนวนมาก เพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง

คนที่มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืดง่าย หรือไวต่ออาหารที่มีใยอาหารบางชนิด ควรเริ่มกินในปริมาณน้อยก่อน เพราะการเพิ่มใยอาหารเร็วเกินไปอาจทำให้แน่นท้อง มีแก๊ส หรือไม่สบายท้องได้ในบางคน

สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือระดับน้ำตาลในเลือด ควรกินกล้วยต้มในปริมาณพอดี และหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล เพราะกล้วยยังเป็นอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตและพลังงาน ไม่ใช่อาหารที่กินได้ไม่จำกัด

กล้วยต้มเหมาะกับใคร?

กล้วยต้มเหมาะกับคนที่ต้องการของว่างอิ่มท้อง อาหารที่ไม่ผ่านการทอด หรืออาหารพื้นบ้านที่เตรียมง่าย โดยเฉพาะเมื่อกินแบบไม่เติมน้ำตาลมาก และเลือกกล้วยดิบหรือกล้วยห่ามในปริมาณพอดี

นอกจากนี้ กล้วยต้มยังเหมาะกับคนที่อยากลดขนมหวานแปรรูป เพราะให้ความหวานตามธรรมชาติและมีใยอาหารมากกว่าขนมหวานทั่วไป แต่ควรกินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรกินแทนอาหารหลักทุกมื้อ

สรุป

กล้วยต้มยังมีประโยชน์ และไม่ได้สูญเสียสารอาหารทั้งหมดหลังผ่านความร้อน แม้ว่าวิตามินซีบางส่วนอาจลดลงจากการต้ม แต่โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินบี 6 ใยอาหาร และคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานยังคงอยู่ในระดับที่มีคุณค่าต่อร่างกาย

โดยเฉพาะกล้วยดิบหรือกล้วยห่ามที่มีแป้งทนต่อการย่อย ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนสุขภาพลำไส้ได้ หากต้มอย่างพอดี ไม่เติมน้ำตาลมาก และกินในปริมาณเหมาะสม กล้วยต้มจึงเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ทั้งอิ่มท้องและมีประโยชน์ แต่ผู้ที่มีโรคไตหรือจำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินในปริมาณมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...