โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KBTG ชูยุทธศาสตร์ 2026 ‘The Next Chapter of Financial Services’ นำทัพ AI สร้าง Real Value & Impact ให้ภาคธุรกิจ [Advertorial]

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
KBTG ชูยุทธศาสตร์ 2026 ‘The Next Chapter of Financial Services’ นำทัพ AI สร้าง Real Value & Impact ให้ภาคธุรกิจ [Advertorial]

กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ปักหมุดหมายใหม่เดินหน้าสู่ The Next Chapter of Financial Services: AI, Data & Regional Growth ขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI-First มุ่งสร้างมูลค่าจริง พร้อมเตรียมรับมือกับการมาถึงของควอนตัม

นอกจากนี้ยังนำเสนอทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในแง่ของเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย โดยมี KBTG เป็นขุมพลังสำคัญที่คอยซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ไปจนถึงเจาะลึกทิศทางการเดินหน้าด้าน AI ของ KBTG ว่าจะปักธงลงตรงไหน พร้อมสำรวจความเสี่ยงที่ทุกองค์กรกำลังเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องของ Cybersecurity ภัยคุกคามจาก Quantum Computing รวมถึงประเด็นความปลอดภัยอื่นๆ ที่อุตสาหกรรมการเงินต้องเตรียมพร้อมรับมือ

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 1

วิสัยทัศน์ 2026 ขับเคลื่อนการเงินยุคใหม่ ยกระดับ AI สู่ผู้สร้างผลลัพธ์จริงในโลกธุรกิจ

วรนุช เดชะไกศยะ Executive Chairman KBTG ฉายภาพให้เห็นว่าเทรนด์การลงทุนในโลก IT ทั่วโลกยังเติบโตต่อเนื่อง จากสถิติจะเห็นว่าแต่ละปีเม็ดเงินลงทุนในส่วนของ IT Service, Data Center และ Software ยังคงขยายตัวต่อเนื่องทุกปี

กลับมาดูที่ KBTG ปัจจุบันมีการเติบโตสูง ปัจจัยมาจากปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ และการวางพื้นฐานด้านความปลอดภัย

ในแง่การเติบโตของธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทยยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน KBank มีสาขาและเครือข่ายครอบคลุมทั้งใน จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, กัมพูชา และสปป.ลาว รวมถึงการทำ Joint Venture ร่วมกับ Bank Maspion ในอินโดนีเซีย โดยล่าสุดได้การย้ายเฮดควอเตอร์จากเมืองสุราบายาไปอยู่ที่จาการ์ตา

ฝั่ง KBTG ก็มีออฟฟิศที่ใช้คนท้องถิ่นทำงานอยู่ที่เวียดนามและเซินเจิ้น เพื่อซัพพอร์ตธุรกิจธนาคารในภูมิภาคโดยตรง

ซูมดูความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์ K PLUS มีบัญชีผู้ใช้งานราว 24.5 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของธุรกรรมโมบายแบงก์กิ้งทั้งประเทศ ส่วน MAKE by KBank ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มีผู้ใช้งานราว 4 ล้านบัญชี และยังมีแอปเหมียวจดที่ช่วยอ่านสลิปและ QR Code เพื่อสรุปค่าใช้จ่ายให้เห็นภาพรวมการเงินทั้งหมด

“อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำออกขายในตลาดคือ AINU เทคโนโลยีจดจำใบหน้าสำหรับการพิสูจน์ตัวตน ที่ทั้ง K PLUS และพันธมิตรของธนาคารเริ่มนำมาใช้แล้ว”

สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้ วรนุชแบ่งออกมาให้เห็นภาพชัดผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่

  • Operational Excellence ที่ให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบ
  • Cybersecurity & Fraud Prevention ป้องกันความเสี่ยงเรื่อง Fraud Transaction อย่างต่อเนื่อง
  • Technology Benefit & Legacy Replacement บริหารต้นทุนเทคโนโลยีจากงบลงทุนปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทให้เกิด Productivity สูงสุด เฟ้นหาเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนถูกลง แต่ศักยภาพในการรองรับงานพุ่งสูงขึ้น
  • Productivity & Cost Effectiveness มุ่งเน้นเรื่อง Productivity ในการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคนหรือเม็ดเงินลงทุนต่างๆ

“สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำคือ การทำงานที่จะประสานพลังกันได้อย่างไร้รอยต่อ ต้องมั่นใจก่อนว่าเรามี ‘คนที่มีคุณภาพ’ ฉะนั้น นอกเหนือจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นหัวใจหลักของ KBTG เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธนาคารสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”

วรนุช พาย้อนกลับไปก่อนปี 2016 ในยุคที่งานเทคโนโลยีทั้งหมดของธนาคารกสิกรไทยให้ Outsource ดูแล ก่อนจะตัดสินใจดึงงานด้านเทคโนโลยีกลับมาดูแลเองทั้งหมดแบบ Insourcing และสปินออฟจัดตั้งกลุ่มบริษัท KBTG เพื่อวางระบบ Application Service ให้มีความต่อเนื่องและทำงานคู่กับธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปี 2019 – 2023 คือจุดท้าทายสำคัญเพราะต้องรับมือกับการมาถึงของ PromptPay และวิกฤตโควิด-19 ที่ดันให้ธุรกรรมออนไลน์พุ่งขึ้นกว่า 30 เท่าตัว จนเกิดปัญหาระบบล่มในบางช่วง

“โจทย์ตอนนั้นคือเราต้องทำ Redefine Basic Architecture รื้อและวางระบบโครงสร้างใหม่หมดเพื่อรองรับวอลุ่มมหาศาล พร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการ One KBTG รวมบริษัทในเครือให้เป็นหนึ่งเดียว ตลอดจนจัดตั้งออฟฟิศที่เมืองเซินเจิ้นและโฮจิมินห์ เพื่อดึง Local Tech Talent เข้ามาร่วมทีม เป็นช่วงเดียวกับที่เราเริ่มลงทุนจริงจังด้าน AI Transformation ทั้ง Machine Learning และ Data”

วรนุชบอกว่า จริงๆ แล้ว KBTG ปูรากฐานเรื่อง Machine Learning และ Data มานานแล้ว โดยในช่วงปี 2024 จะเน้นไปที่การทำ POC (Proof of Concept) และการทดสอบระบบไอทีและโมเดล AI ในสเกลย่อยเพื่อดูความเป็นไปได้

“โจทย์วันนี้คือ เราจะใช้ AI สร้าง Business Value และเข้าไปช่วยแก้ปัญหาของธุรกิจในจุดไหนได้อย่างไร”

การจะเดินหน้าสเกลเรื่อง AI อย่างมั่นคง ระบบฐานรากหลักของธนาคารต้องแข็งแกร่งและยืดหยุ่น ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา KBTG อัปเกรดระบบ Core Banking ให้กลายมาเป็นระบบสถาปัตยกรรมแบบ Cloud Native หรือ Cloud First การยกเครื่องครั้งนั้นเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมขึ้นถึง 10 เท่าตัว

“ปัจจุบันระบบขุมพลังใหม่ช่วยให้เราบริหารจัดการปริมาณ Transaction ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันได้อย่างราบรื่น เรามองไกลไปอย่างน้อยปี 2030 มั่นใจได้เลยว่าระบบของเราจะยังคงเสถียรและรองรับธุรกรรมของประเทศได้อย่างราบรื่น”

นอกจากระบบ Core Banking KBTG ยังเดินหน้าอัปเกรดเทคโนโลยีในแพลตฟอร์มสำคัญอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบกองทุนรวม (Mutual Fund), ระบบบริหารจัดการองค์กรหลังบ้าน (ERP) ตลอดจนการยกระดับระบบ Data Center ทั้งหมดให้ล้ำสมัย พร้อมรองรับสมรภูมิธุรกิจยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

คำถามสำคัญคือ AI จะสร้าง Business Value ตรงไหนได้บ้าง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง นั่นคือโจทย์ที่วรนุชมองว่าเป็นความท้าทายอย่างมาก

“เวลาเราพูดถึงการลงทุนใน AI หลายคนมักจะบอกว่ามันคือการลงทุน แต่ในทางการเงิน เม็ดเงินที่จ่ายไปกับ AI ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายไม่ใช่สินทรัพย์ที่รอตัดค่าเสื่อม เมื่อมันเป็นค่าใช้จ่ายความกดดันคือ ต้องรีบพิสูจน์และสร้างผลลัพธ์ออกมาให้เห็นเร็วที่สุด”

วรนุชโชว์ตัวเลข 240 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากการประเมินว่าถ้าใช้ AI ช่วยลดเวลาเขียนโปรแกรมลงประมาณ 20% จะแปลงเป็นมูลค่าได้เท่าไรเมื่อเทียบกับปริมาณงาน Coding ทั้งปี คำถามที่ตามมาคือตัวเลขนี้จริงแค่ไหน และจะสะท้อนกำไรขาดทุนของธนาคารได้อย่างไร เพราะถ้า AI ช่วยให้ทำงาน 8 ชั่วโมงเหลือ 6 ชั่วโมง อีก 2 ชั่วโมงที่เหลือควรเอาไปทำอะไรต่อ นี่คือคำถามที่ทั้งฝั่งธุรกิจและฝั่งเทคโนโลยีต้องตอบให้ได้เหมือนกัน

หากวัดความสำเร็จที่จับต้องได้ KBTG ถือว่าทำคะแนนได้ดีเกินเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น การได้รับการจัดอันดับเป็น Top 3 ของโลกในด้านผลกระทบของ Data & AI โดย Forrester และได้รับรางวัล FinTech ที่สร้างนวัตกรรมสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) จาก Global Finance

ด้าน Business Impact ช่วยลดภาระงานด้วย AI Assistants และสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมผ่านโมเดลการวิเคราะห์ขั้นสูง

หรือ In-House Tech เช่น THaLLE ซึ่งเป็น Financial LLM ตัวแรกของไทย และ AINU ที่ได้รับการรับรองระดับ iBeta Level 2 รวมไปถึงการเปิดตัว AthenaMind แพลตฟอร์ม Multi-Agent ที่มี AI Agents ใช้งานจริง 7 ตัว ครอบคลุมงานด้านการเขียนโปรแกรม (Coding), ไซเบอร์ (Cyber) และความปลอดภัยทั่วทั้งธนาคาร

รวมไปถึงการลงทุนใน Human Capital พนักงานกว่า 2,600 คนของ KBTG มีความรู้ด้าน AI Literacy เต็ม 100% มีวิศวกร AI ภายในองค์กร 267 คน และการใช้เครื่องมือ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงสุดถึง 50%

สุดท้ายเรื่องความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล KBTG มีส่วนร่วมในการเขียน WEF AI Playbook และเป็นสมาชิก Global AI Alliance ร่วมกับองค์กรระดับโลกอย่าง IBM, Microsoft และ Google เพื่อร่วมกำหนดนโยบาย AI ในระดับสากล

“คำถามสำคัญสำหรับพวกเราทุกคนในวันนี้คือ แล้วเราจะเดินหน้าไปต่อยังไง และปีนี้เราจะโฟกัสที่เรื่องอะไร”

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 2

ทิศทางและเป้าหมายหลักของ KBTG ในปีนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 2 แกนคือ การ Optimize Core Banking Management โจทย์คือการเฟ้นหาแนวทางในการทำ Optimize เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบให้สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการปรับปรุงระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันต่างๆ ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานในปัจจุบัน และยุทธศาสตร์ AI 5+P และการปรับรื้อระบบใหม่ (Re-Architect) ครอบคลุมตั้งแต่

  • AI for KBank การนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจธนาคารในทุกจุด
  • AI for IT หันมาใช้ AI ลดต้นทุนของฝั่งเทคโนโลยีเอง ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Top 3 ค่าใช้จ่ายของธนาคาร
  • Platformization & Governance ทำแพลตฟอร์มส่วนกลางควบคู่ไปกับการวางกรอบธรรมาภิบาลการกำกับดูแลที่รัดกุม
  • Ecosystem Partnership จับมือสร้างพันธมิตรร่วมกับภายนอกเพื่อผสานพลังและสร้างประโยชน์สูงสุด
  • People & Use Cases พัฒนาศักยภาพคนควบคู่ไปกับการหยิบยก Use Case จริงขึ้นมาขับเคลื่อน

“สิ่งที่เรากำลังโฟกัสคือการปรับรื้อสถาปัตยกรรมระบบใหม่ เพราะต้องยอมรับว่าระบบแบบเดิมๆ ผ่านการเชื่อมต่อ Interface และการ Integrate กันมาอย่างสลับซับซ้อนตามรูปแบบขององค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งการจะเข้าไปดีไซน์และ Optimize โครงสร้างเหล่านี้ให้ยืดหยุ่นและพร้อมรับกับเทคโนโลยี AI ต้องใช้ทั้งเวลา การวางแผนที่รอบคอบ และการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ”

“อีกเรื่องที่อยากเน้นย้ำคือ เรายังคงเป็นธนาคารที่ใส่ใจเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยต้องไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้งาน”

หลักการสำคัญของโครงการอรชุนมุ่งสร้างความทนทานของระบบหรือ Resilience โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาหรือตรวจจับปัญหาเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การคาดการณ์ล่วงหน้าว่าปัญหาอะไรจะเกิดขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเกิดปัญหาแล้วต้อง Recovery ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่แค่แก้โปรแกรมแต่ต้องดึงระบบกลับมาให้ทำงานได้ตามปกติโดยเร็ว

นอกเหนือจากบทบาทหลักของ KBTG ในการเป็น Tech Arm ของธนาคารกสิกรไทย ยังมีบทบาทในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ การลงทุนและการวิจัย และเข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าภาพใน AI Forum และ Tech Association ต่างๆ เพื่อแชร์องค์ความรู้ใหม่ๆ ร่วมกัน

“จากวันแรกจนถึงวันนี้ KBTG ยังคงนิยามตัวเองชัดเจนว่าเราคือ Tech Company ระดับแนวหน้าของประเทศไทย และวิสัยทัศน์รวมถึงผลงานที่ผ่านมาคือสิ่งพิสูจน์ชั้นดีว่าเราได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในเวทีไทยและระดับสากล บุคลากรของเราหลายคนเติบโตไปคว้ารางวัลผู้นำเทคโนโลยีในหลากหลายเวที”

ในปีนี้ AI Adoption จะเป็นทั้งความหวังและอาวุธชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตของธนาคารกสิกรไทย ควบคู่ไปกับการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดให้กับลูกค้า

KBTG ยังคงมองตัวเองเป็น Tech Company ไม่ใช่แค่หน่วยสนับสนุนของธนาคาร และรางวัลที่ได้รับจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะจาก Forrester หรือ Asian Banker ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเส้นทางที่ผ่านมาได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งที่ท้าทายกว่ารางวัลคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า AI ที่ลงทุนไปสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้แล้วรู้สึกว่าทำงานเร็วขึ้น

“สำหรับ KBTG AI ไม่ใช่ ‘ค่าใช้จ่าย’ แต่มันคือ ‘การลงทุนเพื่ออนาคต’ ที่จะงอกเงยเป็นมูลค่ามหาศาลให้กับองค์กรและประเทศต่อไป” วรนุชกล่าวทิ้งท้าย

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 3

เมื่อ AI ต้องพิสูจน์ Value และสร้าง Impact ได้จริง

กลยุทธ์ของ KBTG จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร ดร. ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director KBTG มองว่า มูลค่าที่จับต้องได้คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จของปีนี้ การประยุกต์ใช้ AI จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะจุดไปสู่การยกระดับกระบวนการทั้งระบบ

“เทรนด์โลกปีนี้ เปลี่ยนมาตั้งคำถามเรื่อง AI ROI หรือผลตอบแทนจากการลงทุน สุดท้ายมันสร้าง Value และ Impact ให้กับธุรกิจได้อย่างไร”

สิ่งที่ KBTG ต้องทำในฐานะ Tech Arm ของ KBank คือต้องเข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำมาทำเป็น Applied AI และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง โดยไม่สูญเสียความไว้วางใจจากลูกค้า

“หมุดหมายสำคัญคือการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่การเป็น AI-Infused KBTG หรือการเป็นบริษัทที่มี AI ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของทุกการทำงาน”

ดร. ทัดพงศ์ เน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ Human-First x AI-First “เรานำ AI เข้ามาปรับใช้กับทุกสิ่งก็จริง แต่ “คน” ต้องเป็นศูนย์กลางเสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI คือเทคโนโลยี และเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เทรนด์ AI เปลี่ยนทุกปี แล้ว KBTG จะปรับตัวอย่างไรกับ Value Trend ที่กำลังจะเกิดขึ้น และเราจะขับเคลื่อนพันธกิจ Human First x AI First ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร”

ที่ผ่านมาความสำเร็จของ KBTG วัดผลผ่านรางวัลและ Business Impact แต่วันนี้โลกกำลังมองหา ‘Real Impact’

หากดูสถิติจะพบว่า กว่า 95% ขององค์กรที่นำ AI มาใช้ไม่สามารถสร้าง Impact ได้จริง และในองค์กรขนาดใหญ่มีเพียง 30% ที่ทำสำเร็จ

ดร. ทัดพงศ์ บอกว่า ต้องกลับมาทำความเข้าใจก่อนว่า Value จาก AI มีหลายแบบ แต่ละแบบจะสร้างมูลค่าได้อย่างไร เพื่อนำสิ่งนั้นมาเป็นเข็มทิศในการเลือกเครื่องมือและวางเป้าหมายการลงทุน

หน่วยงานวิจัยระดับโลกอย่าง Forrester ได้แบ่ง AI Value ออกเป็น 9 รูปแบบ โดยตัดกัน 2 แกน

แกนแรกคือ Value Creation ว่า Value เกิดขึ้นที่ส่วนใดขององค์กร แบ่งเป็น Productivity ในฝั่ง Back Office, Engagement ในฝั่ง Front Office และ Strategy ในระดับวางแผนของ Top Office

ส่วนแกนที่สองคือ Value Capture ว่า Value ที่เกิดขึ้นนั้นวัดผลออกมาในรูปแบบใด ได้แก่ Top-line คือการเพิ่มรายได้ Bottom-line คือการลดรายจ่าย และ Risk Management คือการลดความเสี่ยง

“สิ่งที่ KBTG ทำคือการนำ Initiative ด้าน AI ทุกตัวมาวางบนตารางเพื่อให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว Value ไปเกิดที่ไหน และหน้าตาเป็นอย่างไร”

เช่น Copilot SRE / IT Agent ที่ช่วยงานหลังบ้านลดรายจ่าย หรือ ส่วน Ayunho โมเดลธุรกิจใหม่ที่เกิดจากการนำ AI มาวางแผนใหม่ทั้งระบบ ปัจจุบันมีผู้ใช้เกือบ 30 ล้านคน และขยายไปให้บริการลูกค้า Enterprise กว่า 40 สถาบัน จัดอยู่ในกลุ่ม Strategy ที่สร้างรายได้ใหม่ ในขณะที่การนำ OCR มาตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารจัดอยู่ในกลุ่ม Risk Management

“ตอนนี้เวลาเราจะทำ Initiative อะไร เราจะมอง Value เป็นหลัก เวลาผู้บริหารถามว่าโปรเจกต์ที่จะทำเสี่ยงมั้ย เราตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดคือ ความสำเร็จหน้าตาเป็นยังไง แล้วจะวัดผลมันด้วยวิธีไหน” ดร. ทัดพงศ์ กล่าว

เทรนด์ถัดมาคือเรื่องของ People หรือ Workforce ในอนาคต AI จะทำงานเหมือนมนุษย์มากขึ้น และมนุษย์เราเองก็ต้องเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า Inter-skills หรือทักษะการทำงานร่วมกัน

“ต่อไปในหนึ่งออฟฟิศจะมีทั้ง Digital Worker และ Human Worker นั่งทำงานด้วยกัน”

ดร. ทัดพงศ์มองว่าองค์กรต้องเริ่มทำ Skill Taxonomy เพื่อรู้ว่าทักษะใด AI ทำแทนได้ ทักษะใดต้องเป็นของมนุษย์ และจะประสานกันอย่างไร

สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนจาก Task เดี่ยวๆ ไปสู่การออกแบบ Process ใหม่ทั้งระบบ เพราะการ Automate อย่างเดียวไม่เพียงพอ องค์กรต้อง Orchestrate ให้คนและ AI ทำงานร่วมกันเป็นทีม

KBTG นำหลักคิดนี้ไปใช้กับ IT Process ในรูปแบบ AI SDLC คือการ Revisit กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งสาย ตั้งแต่การรับ Requirement การ Design การ Develop การ Test ไปจนถึงการ Deploy โดยมองว่าจุดไหนที่ AI Agent เข้ามาช่วยคนได้ ผลลัพธ์จากการปรับ Process แบบนี้ในปีที่ผ่านมาคือ Productivity ของกลุ่ม IT เพิ่มขึ้นราว 8% คิดเป็น Cost Avoidance ประมาณ 300 ล้านบาท และปีนี้ KBTG ตั้งเป้าเพิ่ม Target ขึ้นไปถึง 25% แน่นอนว่า KBTG ยังคงยึดหลัก Human in the Loop คือการให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมและตัดสินใจขั้นสุดท้าย ควบคู่ไปกับการยกระดับทักษะแรงงานและการพัฒนาแพลตฟอร์ม

สุดท้ายแม้จะวัด Value อย่างจริงจัง แต่ KBTG ยังคงไม่ละทิ้งจิตวิญญาณของ Innovation และ Experimentation

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 4

ดร. ทัดพงศ์เล่าว่า KBTG มี Sandbox ให้คนทดลองใช้ AI ก่อนตัดสินใจ Scale และมี Platform ภายในชื่อ AI Playground ที่ช่วยลดเวลาทดลองจาก 45 วันเหลือเพียงวันเดียว นอกจากนี้ยังมีการจัด Hackathon ต่อเนื่อง จนตกผลึกออกมาเป็น Capability 4 ด้านที่กำลัง Scale อยู่ ได้แก่

  • Q&A Chatbot ใช้ Gen AI สร้างระบบ Knowledge Management เพื่อตอบคำถามได้แม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง
  • ·AI Advisory บัดดี้ที่คอยช่วยทำงาน ช่วยวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมลูกค้า ตลอดจนแนะนำแนวทางต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์
  • Back Office & Document Processing เป็น Core Capability ส่วนกลาง
  • Voice AI ที่ยังจำเป็นเพราะการสื่อสารระหว่างคนส่วนใหญ่ยังเป็นเสียงพูด

กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ถูกตกผลึกออกมาเป็น “สูตรสำเร็จแห่งอนาคต” V = (P + P + P)^E ที่ KBTG จะใช้เดินหน้าองค์กรต่อจากนี้

“Value จะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดจากการนำกระบวนการ (Process) คน (People) และแพลตฟอร์ม (Platform) มาบูรณาการเข้าด้วยกัน โดยมีการทดลอง (Experimentation) เป็นตัวคูณ (ยกกำลัง) ที่ช่วยเร่งการสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

ดร.ทัดพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของ KBTG คือการเป็น Regional AI Infused Powerhouse ที่สร้าง Business Value ให้กับบริษัทในเครือทั้งหมด โดยฝั่งของ Banking Business เราอยากจะ Embed AI เข้าไปอยู่ในทุกๆ ข้อต่อของทุก Business Domain ในเชิงของ Engineering เราตั้งเป้าเพิ่ม Overall IT Productivity ให้ได้ 15%

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 5

แผนรับมือความท้าทายของ AI และ Quantum Computing ของ KBTG ก่อนถึงปี 2030

ถ้า Quantum Computer ถอดรหัสได้ในไม่กี่นาที ธนาคารจะปกป้องเงินคุณอย่างไร? นี่เป็นคำถามที่ ชัชวัฒน์ อัศวรักวงศ์ Vice Chairman & Group CISO KBTG พาให้เราฉุกคิด พร้อมฉายภาพให้เห็นว่าองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในโลกไซเบอร์อย่างไรบ้าง

ความท้าทายแรกคือ ‘Emerging Threat’ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เติบโตคู่กับ AI จากเดิมที่มิจฉาชีพต้องใช้เวลานานในการปลอม Phishing Email ให้แนบเนียน ตอนนี้ AI ช่วยร่นเวลาให้สั้นลงมาก และยังถูกนำไปใช้สร้าง Deepfake เพื่อปลอมตัวตนในระบบยืนยันตัวตนต่างๆ ด้วย

“คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ธนาคารจะรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าไว้ได้อย่างไรในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างของจริงกับของปลอมบางลงทุกวัน” ชัชวัฒน์กล่าว

ความท้าทายที่สองคือ ‘New Technology’ กลายเป็นดาบสองคม การให้พนักงานใช้ AI มาพร้อมความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล ถ้าไม่มีการควบคุมว่าพนักงานป้อนข้อมูลแบบไหนเข้าไปใน AI ได้บ้าง ข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอาจหลุดออกไปโดยไม่รู้ตัว

สุดท้ายคือความเสี่ยงจาก ‘Third Party’ หรือ Business Partner ซึ่งเป็นต้นตอของการรั่วไหลข้อมูลที่เกิดขึ้นบ่อยทั่วโลก องค์กรอาจป้องกันระบบตัวเองได้ดี แต่ถ้าคู่ค้าที่เชื่อมต่อข้อมูลด้วยถูกแฮก ข้อมูลก็รั่วไหลด้วยเช่นกัน

ชัชวัฒน์บอกว่า แนวทางในการรับมือความเสี่ยงที่ KBTG วางไว้มี 3 แนวทาง ได้แก่ เสริมความแข็งแกร่งของ Cyber Capability พื้นฐานและลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพราะสถิติการโจมตี Ransomware, Phishing หรือ Data Breach ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สิ่งที่ธนาคารต้องทำคือรู้ให้ชัดว่า Asset ของตัวเองอยู่ที่ไหน เพื่อป้องกันและตรวจจับการโจมตีได้เร็วที่สุด พร้อมทั้งนำ AI เข้ามาฝังในระบบป้องกันเพื่อให้ระบบสามารถตรวจจับและรับมือได้อย่างทันท่วงที

แนวทางที่สองคือเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับภัยที่กำลังจะมา ทั้งการควบคุมการใช้ AI ภายในองค์กรอย่างเหมาะสม มีนโยบายการใช้ AI ชัดเจนและเครื่องมือในการคัดกรองข้อมูลและการเตรียมตัวรับมือ Quantum Computing ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และแนวทางที่สามคือการทำงานร่วมกับ Third Party มีการซักซ้อมแผนรับมือล่วงหน้าว่าหากคู่ค้าถูกแฮก ธนาคารจะประเมินผลกระทบและจัดการความเสี่ยงต่อข้อมูลลูกค้าอย่างไร

โดย KBTG จะโฟกัสไปที่ 2 เรื่องหลักได้แก่ AI Governance และ Risk Management ซึ่งมีการทำนโยบายแยกเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้ AI ได้อย่างรัดกุมที่สุด

ยึด 6 แกนหลักของ Responsible AI ครอบคลุมตั้งแต่ความน่าเชื่อถือ จริยธรรม ความปลอดภัย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงความเป็นธรรมและปราศจาก Bias ไม่ว่าทีมไหนในธนาคารจะพัฒนา AI ขึ้นมาใช้งาน ก็ต้องยึดหลักการเดียวกันนี้ทั้งหมด

นโยบายถูกแบ่งเป็นระดับ Policy, Guideline และ Procedure อย่างชัดเจน เช่น ก่อนนำเครื่องมือ AI มาใช้ต้องประเมินคุณภาพข้อมูลและความเสี่ยงก่อนเสมอ มีขั้นตอนขออนุมัติ การตรวจสอบ และแผนเลิกใช้ที่ชัดเจน ที่น่าสนใจคือ KBTG มอง AI Agent เหมือนพนักงานคนหนึ่ง เมื่อมีการสร้าง โยกย้ายหน้าที่ หรือเลิกใช้ Agent ตัวใดตัวหนึ่ง ก็ต้องมีการ Revoke สิทธิ์ทิ้งเหมือนพนักงานลาออกจากองค์กรจริง

ในเชิงโครงสร้างการกำกับดูแล ธนาคารวางระบบ Three Lines of Defense ตั้งแต่ระดับคนปฏิบัติงาน คนรีวิวประเมินความเสี่ยง และคนตรวจสอบ พร้อมสื่อสารความรู้ให้พนักงานผ่าน E-learning อีเมล และเซสชันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพราะพนักงานที่ใช้ AI โดยไม่รู้ขอบเขตที่ถูกต้อง คือช่องโหว่ใหญ่ที่สุดที่มิจฉาชีพมักใช้เป็นจุดเริ่มต้นโจมตี ไม่ต่างจากความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ทั่วไป

ชัชวัฒน์ชวนมองเหรียญอีกด้านของ AI Security ผ่านผลสำรวจ World Economic Forum (WEF) Global Risks Report พบว่า CEO ทั่วโลกกังวลเรื่องของ Misinformation ข้อมูลบิดเบือน Cyber Insecurity ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ มากที่สุด ทั้งในระยะสั้นและลากยาวไปอีก 10 ปี

KBTG ประกาศยุทธศาสตร์ 2026 ขับเคลื่อน AI ในภาคบริการทางการเงิน 6

“ปัจจัยสำคัญมาจาก AI เพราะวันนี้ใครก็สามารถ Gen ข้อมูลปลอมได้ ทำให้ในโลกอินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูล Fake”

ในมุมของธนาคารการบริหารจัดการเรื่อง AI Security จึงต้องมองแบบรอบด้าน โดย KBTG แบ่งสถาปัตยกรรมความปลอดภัยด้าน AI ออกเป็น 2 ด้าน

  • Cybersecurity for AI: ทำให้ การใช้งาน พัฒนา และการดูแล AI ให้มีความปลอดภัย มีการควบคุมการใช้งานในระดับที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้ข้อมูลละเอียดอ่อนรั่วไหลผ่านการพิมพ์ Prompt และมีการทดสอบความปลอดภัยของโมเดลผ่าน AI Red Teaming อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบรับมือกับ Prompt Injection หรือ Data Poisoning ได้
  • AI for Cybersecurity: นำ AI มาใช้เสริมกำลังความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ตั้งแต่ประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ใหม่ การฝัง AI เข้าไปในระบบตรวจจับช่องโหว่ของ Source Code ควบคู่กับการออกแบบ Architecture แบบ Zero Trust เพื่อให้ระบบยังปลอดภัยอยู่แม้จุดใดจุดหนึ่งถูกเจาะ ไปจนถึงการใช้ AI จัดการงานซ้ำๆ อย่างการบริหารช่องโหว่และ Threat Intelligence ให้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ KBTG เตรียมความพร้อมรับมือกับ Quantum Computing เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มีพลังการประมวลผลมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงระบบการเข้ารหัสของไซเบอร์ซีเคียวริตี้ทั่วโลก

“Quantum Computer คือเทคโนโลยีใหม่ที่ยักษ์ใหญ่กลุ่ม Big Tech ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google หรือ IBM กำลังซุ่มพัฒนากันอย่างเข้มข้น และมีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2030 มันจะเริ่มถูกนำมาใช้งานได้จริง”

ชัชวัฒน์อธิบายต่อว่า จุดต่างคือ Quantum Computer ถนัดแก้สมการความซับซ้อนสูงได้รวดเร็วมาก ด้านดีของเทคโนโลยีนี้คือ ช่วยให้การประเมินความเสี่ยง การคำนวณ Credit Risk หรือการตรวจจับ Fraud ทำได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น

“แต่ภัยที่ตามมาก็คือ มันสามารถถอดรหัสการเข้ารหัสแบบ Two-Key Encryption หรือ RSA ที่ใช้ปกป้องข้อมูลทั่วโลกตอนนี้ได้ภายในไม่กี่นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี และมิจฉาชีพสามารถเก็บข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

ทางออกที่ทั่วโลกกำลังเร่งทำคือการเปลี่ยนวิธีเข้ารหัสไปสู่ Post-Quantum Cryptography หรือ PQC เป็นการเข้ารหัสรูปแบบใหม่ที่ทนทานต่อการโจมตีด้วย Quantum Computer ได้ ซึ่ง KBTG เตรียมแผนนี้ตั้งแต่ปี 2024 ร่วมกับ NECTEC และ สกมช. สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้ระบบสำคัญย้ายไปใช้ PQC แล้วเสร็จภายในปี 2029

“ในอดีต Y2K มีเส้นตายชัดเจนคือวันที่ 1 มกราคม 2000 แต่ภัยจาก Quantum Computing ไม่มีวันที่แน่นอนแบบนั้น เพราะไม่มีใครรู้ว่า Big Tech รายใดจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้สำเร็จเร็วกว่าที่คาดไว้หรือไม่ นี่คือเหตุผลที่องค์กรต้องเริ่มเตรียมตัวล่วงหน้าโดยไม่รอให้ภัยมาถึงประตูบ้าน”

แม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ KBTG ยังให้น้ำหนักกับการพัฒนาคนไซเบอร์ ผ่านการจัด Cyber Bootcamp เพื่อรีสกิลคนที่สนใจแต่ยังไม่มีพื้นฐานและสร้างคอมมูนิตี้คนไซเบอร์และส่งคนเหล่านี้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ธนาคารต้องการส่งมอบให้ลูกค้าคือ Digital Trust ความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล การสร้าง AI Governance, Post-Quantum และ Cybersecurity Foundation จึงจำเป็นต้องสร้างให้แข็งแกร่งก่อนที่ภัยไซเบอร์จะกลายเป็นวิกฤต

และทั้งหมดนี้คือหมุดหมายใหม่ของ KBTG ในการเดินหน้าสู่ The Next Chapter of Financial Services: AI, Data & Regional Growth ที่ย้ำชัดว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการพูดถึง ‘ผลกำไร ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย’ ที่ AI สามารถทำได้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...