นายกฯ หารือกรรมการผู้จัดการ WEF ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ
วันนี้ ( 6 กรกฎาคม 2569) เวลา 11.00 น. ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ
ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า
ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อัพเป้า GDP ไทย โต 2.1% จาก 1.9% ตะวันออกกลางพักรบ ดีมานด์ AI หนุน
- นายกฯ คิกออฟ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต”
- อนุทินลุยล้างระบบโกงสอบท้องถิ่น ย้ำเอาผิดถึงที่สุด เดินหน้าปฏิรูประบบสอบ
- ครม. ไฟเขียวขยายเวลาดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติ–สถานะ
- อนุทินตั้งทีมยกระดับ กต.ตร. เดินหน้าพัฒนาอาสาตำรวจบ้านยุคใหม่