10 ปีศาลโลกหยุดจีนขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ไม่ได้ สร้างเกาะ เอาคนไปอยู่
เมื่อปี 2559 ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก มีคำวินิจฉัยว่า การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ของจีนไม่มีฐานทางกฎหมาย นั่นสร้างความสบายใจให้แก่คู่กรณีที่ล้วนแย่งชิงอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว แต่ผ่านมานานถึง 10 ปี ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ จีนกลับยิ่งขยายอิทธิพลและควบคุมพื้นที่พิพาทได้มากกว่าเดิม จนหลายฝ่ายมองว่า "ข้อเท็จจริงในทะเล" ได้แซงหน้ากฎหมายระหว่างประเทศไปแล้ว
ทุกวันนี้ จีนสร้างอะไรในทะเลจีนใต้บ้าง
บนเกาะทรี (Tree Island) หรือ "จ้าวซู" ในหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนและเวียดนาม ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเกาะห่างไกลกลางทะเลอีกต่อไป แต่กลายเป็นชุมชนที่มีทั้งถนนลาดยาง อาคารราชการ บ้านพัก ร้านค้า โรงไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และเรือนจำ โดยจีนยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนได้ เพื่อสัมผัสพื้นที่ที่ถือว่าเป็นจุดใต้สุดที่พลเรือนจีนสามารถเดินทางมาถึงในทะเลจีนใต้
ระหว่างการเดินทาง เจ้าหน้าที่นำเที่ยวกล่าวกับนักท่องเที่ยวว่า "การเดินทางมายังหมู่เกาะแห่งนี้ คือการประกาศอธิปไตยเหนือแผ่นดินแม่ของเรา" คำพูดดังกล่าวได้รับเสียงปรบมือจากผู้โดยสารทั้งลำ สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบัน การท่องเที่ยวกลับถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตอกย้ำการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท
เกาะแห่งนี้ได้รับการถมทะเลขยายพื้นที่ครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างเกาะเทียมของจีนในทะเลจีนใต้ โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จีนได้ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ทั้งสนามบิน ท่าเรือ อาคารราชการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อสร้างการควบคุมพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจากสิงคโปร์ระบุว่า แม้คำตัดสินของศาลจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากไม่มีมาตรการบังคับใช้ กฎหมายก็แทบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ ขณะที่สิ่งที่จีนกำลังทำ คือการสร้าง "การควบคุมเชิงกายภาพ" เหนือทะเลจีนใต้ ซึ่งมีผลในทางปฏิบัติมากกว่าคำพิพากษา
ปัจจุบัน มีชาวประมงจากมณฑลไห่หนานราว 200 คน ได้รับบ้านพักจากรัฐบาลและอาศัยอยู่บนเกาะ โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องพักอาศัยบนเกาะอย่างน้อยปีละ 180 วัน และออกเรือประมงเมื่อทางการร้องขอ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นอกจากการสร้างสิ่งปลูกสร้างแล้ว จีนยังใช้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างการครอบครองพื้นที่ในระยะยาว
นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาเกาะหย่งซิง (Woody Island) ให้เป็นศูนย์กลางการบริหารของเมืองซานซา ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 เพื่อบริหารพื้นที่ที่จีนอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ โดยเกาะแห่งนี้มีประชากรราว 2,200 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งสนามบิน โรงพยาบาล ธนาคาร ไปรษณีย์ โรงภาพยนตร์ และศูนย์การค้า
ในหมู่เกาะสแปรตลีย์ จีนยังได้สร้างเกาะเทียมบนแนวปะการังอย่างน้อย 7 แห่ง โดยเฉพาะแนวปะการัง Fiery Cross, Mischief และ Subi ซึ่งถูกติดตั้งรันเวย์ทางทหาร ระบบขีปนาวุธ และท่าเรือรองรับเรือรบ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า จีนสามารถขยายอิทธิพลทางทหารและยุทธศาสตร์ในภูมิภาคได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน
สร้างเกาะเพื่อเปลี่ยนภูมิศาสตร์และดุลอำนาจในภูมิภาค
นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาความมั่นคงเอเชีย-แปซิฟิกในสหรัฐฯ ระบุว่า การสร้างเกาะเทียมถือเป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" ของทะเลจีนใต้ เพราะเปลี่ยนทั้งภูมิศาสตร์และดุลอำนาจในภูมิภาค พร้อมเตือนว่า จีนกำลังเข้าใกล้จุดที่สามารถควบคุมการสัญจรในทะเลจีนใต้ได้ตามต้องการ หากเกิดวิกฤตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งชี้ว่า ฐานทัพกลางทะเลของจีนยังมีข้อจำกัด ทั้งระยะทางที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ สภาพแวดล้อมทางทะเลที่กัดกร่อนสิ่งก่อสร้าง และความเสี่ยงหากเกิดสงครามกับสหรัฐฯ ซึ่งสามารถใช้ฐานทัพในฟิลิปปินส์เป็นจุดสนับสนุนปฏิบัติการได้
ขณะเดียวกัน เวียดนามก็เร่งถมทะเลและขยายฐานที่มั่นในหมู่เกาะสแปรตลีย์เช่นกัน ตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้การแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานในทะเลจีนใต้ทวีความเข้มข้นขึ้น แม้หลายฝ่ายประเมินว่า ในระยะสั้น เวียดนามยังไม่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจที่จีนสร้างขึ้นได้ก็ตาม
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กฎหมายระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ การสร้างข้อเท็จจริงบนพื้นที่พิพาทผ่านโครงสร้างพื้นฐาน กำลังทหาร และการตั้งถิ่นฐานของพลเรือน อาจกลายเป็นปัจจัยที่กำหนดดุลอำนาจเหนือทะเลจีนใต้มากกว่าคำตัดสินของศาลระหว่างประเทศเสียอีก