โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

หอการค้าแนะรัฐรื้อระบบช่วยเฉพาะกลุ่ม-เพิ่มคลังสำรอง ทางรอดวิกฤตน้ำมันโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 00.42 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. เวลา 06.10 น.

นาย สุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวผ่านเวทีเสวนา "The Big issue new solutions ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน" จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญด้านพลังงาน 2 เรื่อง คือ “น้ำมันแพง น้ำมันพอ” และ “น้ำมันเถื่อน” ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

นาย สุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

โดยมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันจะปรับขึ้นหรือลง แต่คือประเทศไทยจะบริหาร “ความมั่นคงด้านพลังงาน” อย่างไร หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกด้านพลังงาน

ชี้สงครามดันต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่อง

นายสุรงค์ ระบุว่า แม้บางเส้นทางเดินเรือจะเริ่มกลับมาเปิดใช้งาน แต่ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งทุ่นระเบิดและภัยคุกคามทางทหาร ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันเรือ ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการจัดเก็บค่าผ่านทางขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งในอดีตเคยกำหนดไว้ราว 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ต่อเรือหนึ่งลำ และอาจถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสงคราม โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ที่เสียหายราว 20% และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน 4-5 ปี

ขณะเดียวกันบริษัทพลังงานระดับโลกอย่าง Chevron Corporation ประเมินว่า หลุมผลิตน้ำมันบางแห่งอาจไม่สามารถกลับมาผลิตได้เต็มประสิทธิภาพหลังหยุดดำเนินการในช่วงสงคราม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำมันในตลาดโลก

เตือนเอเชียรับผลกระทบหนัก ไทยต้องเร่งสร้างคลังสำรอง

นายสุรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำมันกว่า 80% ที่ส่งออกจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกส่งมายังเอเชีย ดังนั้นหากเกิดการหยุดชะงักในการขนส่ง ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะระบบพลังงานของไทยยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

พร้อมเสนอว่า ไทยต้องเร่งจัดทำ “แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน” และเพิ่มศักยภาพ Strategic Reserve หรือคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต หลังหลายประเทศทั่วโลกเริ่มดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ต่อเนื่องจนปริมาณสำรองลดลง

เสนอ Targeted Subsidy ดูแลเฉพาะกลุ่มจำเป็น

นายสุรงค์ มองว่า การบริหารพลังงานในระยะต่อไป ต้องคำนึงทั้งเรื่อง “ความเพียงพอ” และ “ความสามารถในการเข้าถึง” โดยภาครัฐควรกำหนดแนวทางดูแลพลังงานแยกตามกลุ่มผู้ใช้อย่างชัดเจน ทั้งภาคความมั่นคง กลุ่มเปราะบาง และธุรกิจใน Supply Chain สำคัญ เช่น ภาคโลจิสติกส์ ที่มีต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลัก

พร้อมเสนอให้ใช้แนวทาง “Targeted Subsidy” หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม แทนการตรึงราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและป้องกันไม่ให้ต้นทุนสินค้าปรับตัวสูงเกินไปในช่วงวิกฤตพลังงาน

“ในอนาคตประเทศไทยอาจไม่สามารถใช้ราคาพลังงานแบบราคาเดียวได้อีกต่อไป แต่ควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นจริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณของประเทศ”

นาย สุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

ชี้ปัญหา “น้ำมันเถื่อน” สะท้อนความต่างราคา

สำหรับปัญหาน้ำมันเถื่อน นายสุรงค์ ระบุว่า มีทั้งรูปแบบการหลีกเลี่ยงภาษี และการไหลของน้ำมันตามกลไกราคา โดยหลักการคือ “น้ำมันราคาถูกจะไหลไปหาราคาที่แพงกว่า”

หากราคาน้ำมันไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน น้ำมันเถื่อนจะไหลเข้ามาไทย แต่หากราคาน้ำมันไทยต่ำกว่า ก็จะเกิดการไหลออกนอกประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านพฤติกรรมบริเวณชายแดน เช่น ด่านสะเดา ที่รถจากมาเลเซียเข้ามาเติมน้ำมันฝั่งไทยก่อนเดินทางกลับ

โดยยกตัวอย่างว่า สิงคโปร์มีมาตรการควบคุมปัญหาดังกล่าวมานานแล้ว ด้วยการกำหนดให้รถที่จะเดินทางออกจากประเทศไปยังรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ต้องมีน้ำมันเหลือในถังไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เพื่อป้องกันการไหลออกของน้ำมันราคาถูก

นายสุรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดเสรีการค้าน้ำมัน เพื่อให้กลไกราคาสอดคล้องกับตลาดโลกและเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเสนอให้ใช้นโยบายสนับสนุนแบบเฉพาะกลุ่ม หรือ Target Subsidy เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่มีความจำเป็น อันจะช่วยรักษาต้นทุนสินค้าและเสถียรภาพด้านราคาของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...