โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย: ข้าวราคาลด กากถั่วเหลือง-ไก่-ไข่ปรับขึ้น จับตาตลาดโลกส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศ

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 6-10 กรกฎาคม 2569 กำลังเผชิญกับคลื่นความผันผวนรอบใหม่จากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะกลไกตลาดโลก ภัยธรรมชาติ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดในรอบสัปดาห์นี้คือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของภาคการผลิต ที่ด้านหนึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาสินค้าเกษตรส่งออกหลักอย่างข้าวกลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล ขณะที่กลุ่มสินค้าปศุสัตว์เริ่มมีการขยับราคาเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและรักษาสมดุลของระบบการเลี้ยง

หากพิจารณาจากฐานรากของห่วงโซ่อุปทานอย่างกลุ่มพืชไร่ที่เป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ จะพบว่าสถานการณ์ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ โดยราคา ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ทรงตัวอยู่ที่หาบละ 792 บาท อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) กลับบ่งชี้ถึงแนวโน้มขาขึ้นอย่างรุนแรง โดยสัญญาข้าวโพดรอบส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ดีดตัวขึ้นถึง 1.42% ปิดที่ระดับ 4.6425 ดอลลาร์ต่อบุชเชล ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดจากความกังวลของเหล่านักลงทุนต่อสภาพอากาศร้อนจัดทางตะวันตกของมิดเวสต์และเขตที่ราบเกรตเพลนส์ในสหรัฐฯ ซึ่งดันให้เกิดความเสี่ยงในช่วงที่ต้นข้าวโพดกำลังผสมเกสร แม้กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) จะรายงานคุณภาพผลผลิตในเกณฑ์ดีถึงดีเยี่ยมคงที่ระดับ 67% ก็ตาม ซ้ำร้ายราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากเหตุโจมตีเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนทางอ้อมที่ดันราคาข้าวโพดในฐานะวัตถุดิบพลังงานชีวภาพ (Biofuel) ให้สูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยอาจมีการปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

ในทิศทางเดียวกัน กลุ่มกากถั่วเหลืองนำเข้าได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วจากกิโลกรัมละ 15.80 บาท เป็น 16.00 บาท สอดรับกับตลาด CBOT ที่สัญญาถั่วเหลืองรอบส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ขยับขึ้น 0.46% ปิดที่ 11.9775 ดอลลาร์ต่อบุชเชล แม้การเพาะปลูกในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มที่ดี แต่แรงซื้อเก็งกำไรจากกลุ่มกองทุน ประกอบกับแรงขับเคลื่อนมหาศาลจากการที่ COFCO ผู้ค้าพืชผลรายใหญ่ของรัฐบาลจีน ได้ส่งคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ล่วงหน้าอย่างน้อย 5 ลำเรือ หรือราว 300,000 เมตริกตัน ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ราคาในตลาดโลกทะยานขึ้น ท่ามกลางความเปราะบางของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิรักและสหรัฐฯ ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะที่แหล่งโปรตีนสำคัญอีกชนิดอย่างปลาป่น แม้ว่าประเทศผู้ผลิตหลักอย่างเปรูจะยังคงอยู่ในช่วงมาตรการห้ามจับปลา โดยคาดว่าจะกลับมาเปิดฤดูกาลสั้น ๆ ได้ช่วงปลายเดือนนี้ ส่งผลให้สต็อกปลาป่นที่ท่าเรือประเทศจีนปรับตัวลดลงแต่ราคายังคงทรงตัวสูง สำหรับในประเทศไทย ราคาปลาป่นในสัปดาห์นี้จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยปลาป่นเกรดกุ้งยืนราคาที่กิโลกรัมละ 63 บาท ปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนมากกว่า 60% อยู่ที่ 57.70 บาท ส่วนเกรดต่ำกว่า 60% อยู่ที่ 52.70 บาท ขณะที่ปลาป่นเบอร์ 2 ชนิดโปรตีนสูงกว่า 60% และโปรตีน 56-60% ยืนราคาที่ 54.20 บาท และ 51.70 บาทตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะยังคงทรงตัวต่อเนื่องในระยะสั้น

สวนทางกับกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ตึงตัว ตลาดข้าวไทยกลับเผชิญกับภาวะราคาปรับลดลง ทั้งในส่วนของตลาดซื้อขายในประเทศและตลาดส่งออก โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานว่า ราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากกระสอบละ 1,470 บาท ลงมาอยู่ที่ 1,420 บาท ขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ยังคงยืนราคาที่กระสอบละ 1,230 บาท เช่นเดียวกับราคาส่งออกฟรอนท์ออนบอร์ด (F.O.B.) ท่าเรือกรุงเทพฯ ที่ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ร่วงลงจากตันละ 490 เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 473 เหรียญสหรัฐฯ และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงมาอยู่ที่ 415 เหรียญสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดโลกและการปรับสมดุลของอุปสงค์อุปทาน ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ราคาข้าวไทยจะเริ่มเข้าสู่ระยะทรงตัวเพื่อรอดูทิศทางตลาดอีกครั้ง

ความผันผวนของต้นทุนและการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าเกษตรขั้นต้น ได้ส่งแรงกระเพื่อมมาถึงภาคปศุสัตว์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนของตลาดสุกร สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในสัปดาห์ที่ 28 ของปี 2569 ว่ายังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเนื่องจากความต้องการบริโภคไม่ได้หวือหวา อย่างไรก็ตาม ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดมีความอ่อนไหวสูง ทำให้ผู้เลี้ยงพยายามผลักดันราคาให้พ้นจากภาวะขาดทุน ส่งผลให้หลายภูมิภาคมีการปรับฐานราคาขึ้นมา 2 บาทต่อกิโลกรัม โดยภาคเหนือและภาคใต้แตะระดับสูงสุดที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม อีสานอยู่ที่ 68 บาท และภาคตะวันออกอยู่ที่ 66 - 69 บาท ส่วนลูกสุกรขนาด 16 กิโลกรัมทรงตัวที่ 1,600 บาท ซึ่งคาดว่าราคาเนื้อสุกรจะยังรักษาระดับทรงตัวนี้ไว้เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

ปิดท้ายด้วยกลุ่มสัตว์ปีกและไข่ไก่ที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยกลุ่มเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ แจ้งว่าราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 40 บาท เป็น 41 บาท สอดคล้องกับราคาลูกไก่เนื้อที่ขยับขึ้นเป็นตัวละ 18.50 บาท ขณะที่ฝั่งไข่ไก่ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์ จากเดิมฟองละ 3.60 บาท เป็น 3.80 บาท เพื่อชดเชยต้นทุนการจัดการและสภาพอากาศที่ส่งผลต่ออัตราการออกไข่ การปรับตัวขึ้นของทั้งราคาไก่และไข่ไก่ในสัปดาห์นี้ถือเป็นการจัดระเบียบราคาตามกลไกตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริง และคาดว่าราคาสินค้าปศุสัตว์ทั้งสองชนิดนี้จะเริ่มทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวในระยะต่อไป สถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในสัปดาห์นี้จึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า แม้ตลาดในประเทศจะพยายามสร้างเสถียรภาพ แต่ปัจจัยเร่งเร้าจากสภาพภูมิอากาศโลกและตัวเลขการซื้อขายของมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจที่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันท่วงที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...