โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทิ้งบอมบ์รัฐสภา! สว.ห่วงไทยเปิดการค้าเสรี ACFTA 3.0 คนไทยได้ผลกระทบ

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 มิถุนายน 2569 เวลา 1.48 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น”การยอมรับพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลกเพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง”ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ-ความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พิธีสารฉบับที่ 2เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ผลการพิจารณาที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ รวมถึง”พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน”ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ

โดยในส่วนของ พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสมาชิกรัฐสภาร่วมอภิปรายประมาณ 14 คน

ซึ่งมติที่ประชุม ทางที่ประชุมมีมติเห็นชอบพิธีสารฯดังกล่าว อย่างไรก็ตามก็มีการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาบางคนที่น่าสนใจเช่น “ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา “อภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา ระหว่างการพิจารณาพิธีสารยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA 3.0) โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การค้าไทย–จีนที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการลดการขาดดุลและแก้ปัญหานอมินีอย่างจริงจัง ก่อนที่การเปิดเสรีทางการค้าในระยะต่อไปจะสร้างผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME และเกษตรกร

“ผมไม่ได้คัดค้านการค้าเสรีและเห็นด้วยกับหลักการของ ACFTA แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับผลกระทบที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมและได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าอย่างแท้จริง มิฉะนั้นแล้ว คนไทยอาจจะตายกันหมด ยกเว้นทุนใหญ่”

สว.ชิบ อภิปรายย้ำว่า ไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึงประมาณ 2.2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ไทยขาดดุลการค้ากับจีนประมาณ 1.29 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 1.61 ล้านล้านบาทในปี 2567 และพุ่งสูงถึง 2.20 ล้านล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยปรากฏมา ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 เพียงครึ่งปีแรก ตัวเลขขาดดุลมีแนวโน้มแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนว่า แม้มูลค่าการค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่สมดุลทางการค้าก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สว.ชิบ ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างการค้าระหว่างสองประเทศยังมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบเป็นหลัก เช่น ทุเรียน มังคุด ยางพารา และมันสำปะหลัง ขณะที่จีนนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดไทยจำนวนมาก อาทิ เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ เคมีภัณฑ์ และยานยนต์ไฟฟ้า

"กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ประเทศไทยกำลังส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ แต่กำลังนำเข้าเทคโนโลยี เครื่องจักร และนวัตกรรมมูลค่าสูง นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องดุลการค้า แต่เป็นเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ" นายชิบกล่าว

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการค้าผ่านระบบ E-Commerce แบบ Cross-Border ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสินค้าจำนวนมากเข้าสู่ตลาดไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ และคลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Free Zone) เข้ามาแย่งตลาดผู้ประกอบการไทยโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดดุล E-Commerce กับจีนที่มีมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยมีข้อมูลจากภาคเอกชนสะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยในกว่า 23 กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งเหล็ก พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เสื้อผ้า และเฟอร์นิเจอร์ กำลังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สว.ชิบ ยังอภิปรายแสดงความกังวลถึงปัญหานอมินี ซึ่งเป็นรอยรั่วด้านการกำกับดูแลที่มองข้ามไม่ได้ โดยยกตัวอย่างกรณี "มิสเตอร์ห่าว" นายทุนจีนอายุ 35 ปี ที่จ้างสำนักงานกฎหมายเชิดเด็กสาวไทยอายุเพียง 24 ปี ให้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกรรมการบังหน้าในบริษัทนอมินีรวดเดียวถึง 31 บริษัท เพื่อกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และบ้านหรูใจกลางกรุงมูลค่านับร้อยล้านบาท

"คำถามคือ หากในปัจจุบันระบบเตือนภัยล่วงหน้าของรัฐยังไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น เมื่อการค้า การลงทุน และบริการขยายตัวมากขึ้นภายใต้ ACFTA 3.0 รัฐบาลจะมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรในการป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนแฝงเข้ามาคุมกลไกราคาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ" นายชิบตั้งคำถาม

ในประเด็น ACFTA 3.0 นายชิบระบุว่า แม้จะเป็นการยกระดับความตกลงเดิม แต่มีเนื้อหาครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจสีเขียว และการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มากขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ สว.ชิบ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือเรื่องแนวทางสร้างความสมดุลทางการค้ากับจีน แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ไม่มีหน่วยงานไหนเลย ที่มีการตั้งเป้าว่าไทยจะลดการขาดดุลการค้ากับจีนได้อย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาพร้อมกันนี้ ได้เสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการตรวจสอบสินค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) บังคับใช้มาตรฐาน สมอ. และ อย. อย่างเข้มงวด พร้อมพัฒนาระบบเปรียบเทียบราคากลางสินค้า เพื่อป้องกันการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง รวมถึง ยังเสนอให้จัดตั้งกลไกบูรณาการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร บก.ปอศ. ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามนอมินีในเชิงรุก โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมและระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือและปรับตัวทางการค้า (Trade Adjustment Assistance) เพื่อสนับสนุน SME เกษตรกร และอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี ให้สามารถปรับตัว ยกระดับเทคโนโลยี และแข่งขันได้ในระยะยาว

"การค้าเสรีจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเกษตรกรไทย ผู้ประกอบการไทย และแรงงานไทย ยังมีที่ยืนและได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีอย่างแท้จริง ประเทศไทยควรเข้าสู่ ACFTA 3.0 ด้วยความพร้อม มาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพราะหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงเปิดประตูการค้า แต่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยทุกภาคส่วนควบคู่กันไปด้วย”สว.ชิบระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...