โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กมธ.อว. ดัน “AI for All” วาระแห่งชาติ ชูแผน AI ใหม่ปี 2571 พลิกขีดแข่งขันไทย

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กมธ.อว. ชู “AI for All” เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ เสนอใช้การยกร่างแผน AI แห่งชาติฉบับใหม่เป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง “แนวทางขับเคลื่อน AI for All เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตประชาชน” โดยเชิญผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เข้าร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการขับเคลื่อน AI for All และรวบรวมข้อเสนอสำหรับการจัดทำ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2571

นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแข่งขันระดับโลก เพราะในอนาคตการแข่งขันจะไม่ได้ตัดสินกันด้วยต้นทุนแรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่จะตัดสินกันด้วย คุณภาพของทุนมนุษย์ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ

จากการรับฟังข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุม ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนา AI ในหลายด้าน ทั้งการวิจัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การประยุกต์ใช้ในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ซึ่งประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญ สะท้อนถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมาธิการ อว. เห็นว่า ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่การที่แต่ละหน่วยงานดำเนินงานได้ดีเพียงลำพัง แต่คือการสร้าง การบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาภาครัฐ ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

“ประเทศไทยไม่ได้ขาดหน่วยงานที่ทำงานด้าน AI แต่สิ่งที่เราต้องเร่งสร้างคือกลไกที่ทำให้ทุกภาคส่วนมีเป้าหมายร่วมกัน เปลี่ยนศักยภาพของแต่ละองค์กรให้กลายเป็นพลังร่วมของประเทศ และเปลี่ยนความพร้อมด้าน AI ให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของชาติ” นางฐิติมา กล่าว

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการติดตามความคืบหน้าของนโยบาย AI for All แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการยกร่าง แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 ซึ่งควรเป็นมากกว่าแผนด้านเทคโนโลยี แต่ต้องเป็น ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจ การสร้างนวัตกรรม การลดความเหลื่อมล้ำ และการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในทศวรรษหน้า

ด้าน ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า บทเรียนจากประเทศชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา สิงคโปร์ หรือเกาหลีใต้ สะท้อนตรงกันว่า การลงทุนด้าน AI ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดไม่ใช่การลงทุนกับเทคโนโลยี แต่คือ การลงทุนกับทุนมนุษย์ (Human Capital)

ดร.ประเสริฐ เห็นว่า นโยบาย AI for All ของประเทศไทยจึงควรเน้นการสร้าง AI Literacy และ Digital Literacy ให้กับประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ครู นักศึกษา แรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ การทำงาน การประกอบธุรกิจ และการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem Builder) โดยทำหน้าที่สร้างและส่งเสริมระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ผ่านการเปิดข้อมูลภาครัฐ การส่งเสริม Open Innovation การสนับสนุน Regulatory Sandbox และการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และ Startup เพื่อเร่งการสร้างการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ

ดร.ประเสริฐ ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้าง AI Sovereignty หรืออธิปไตยด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้าง ใช้ และกำกับดูแล AI ด้วยศักยภาพของตนเอง ทั้งในด้านบุคลากร ภาษาไทย ฐานข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และระบบนิเวศนวัตกรรม

ด้าน คุณ อนุตตมา อมรวิวัฒน์ ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดอาจไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและภาคธุรกิจได้เร็วที่สุด

การผลักดัน AI Adoption จึงควรเป็นวาระสำคัญของประเทศ ผ่านการพัฒนาทักษะ การสร้างระบบให้คำปรึกษา การสนับสนุนการทดลองใช้ AI และการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคเศรษฐกิจ

“AI จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ก็ต่อเมื่อออกจากห้องทดลองและเข้าไปอยู่ในโรงงาน ร้านค้า ฟาร์ม โรงพยาบาล และสำนักงานของผู้ประกอบการไทย การทำให้ธุรกิจไทยทุกขนาดสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างนวัตกรรมได้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” คุณ อนุตตมา กล่าว

โดยคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอจากการประชุมครั้งนี้ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโอกาสต่อๆไป เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่บูรณาการการพัฒนาทุนมนุษย์ การยกระดับภาคธุรกิจ การสร้าง AI Sovereignty การส่งเสริม AI Adoption และการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจใหม่ ยกระดับผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...