โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“สิงคโปร์” รื้อฟื้นเทคโนโลยีอายุ 140 ปี เร่งขยาย “เมืองเย็นใต้ดิน” รับมือโลกร้อน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

"สิงคโปร์" รื้อฟื้นเทคโนโลยีอายุ 140 ปี เดินหน้าขยายระบบทำความเย็นส่วนกลาง (District Cooling) ผ่านเครือข่ายท่อน้ำเย็นใต้ดินทั่วเมือง รับมือโลกร้อน

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ลึกลงไปใต้ย่านปังโกล (Punggol) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสิงคโปร์ เครือข่ายท่อโลหะใต้ดินความยาวกว่า 5 กิโลเมตรกำลังทำงานตลอดเวลา เพื่อสูบน้ำเย็นไปหล่อเลี้ยงอาคารสำนักงาน โรงเรียน และที่พักอาศัยบนพื้นดิน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศแบบดั้งเดิม

เทคโนโลยีดังกล่าวเรียกว่า “District Cooling System” หรือระบบทำความเย็นส่วนกลาง ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 140 ปี กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในสิงคโปร์ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอุณหภูมิของประเทศเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 2 เท่า ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับคลื่นความร้อนในอนาคต

ข้อได้เปรียบสำคัญของระบบนี้คือการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าระบบปรับอากาศแบบแยกอาคาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสิงคโปร์ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจากต่างประเทศ

ปัจจุบัน สิงคโปร์ได้วางเครือข่ายท่อส่งน้ำเย็นใต้ดินแล้วอย่างน้อย 8 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือระบบทำความเย็นในย่านมารีนา เบย์ (Marina Bay) ซึ่งเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2006 และได้รับการยกย่องว่าเป็นระบบ District Cooling ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

รัฐบาลมีแผนเชื่อมต่ออาคารเพิ่มเติมเข้าสู่เครือข่ายดังกล่าว ขณะเดียวกันบริษัทเอกชนหลายแห่ง เช่น Keppel EaaS และ Engie ก็กำลังพัฒนาระบบลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นของประเทศ

การเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านความเย็นเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่อาจทำให้อุณหภูมิในปีนี้สูงเป็นพิเศษ

ระบบ District Cooling กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลาง และมีการคาดการณ์ว่าตลาดดังกล่าวอาจเติบโตแตะมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2034

ลี โป๋ว เส็ง หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) กล่าวว่า ความต้องการระบบทำความเย็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งการขยายตัวของเมือง รายได้ที่สูงขึ้น สภาพอากาศร้อนจัด และการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เชิงพาณิชย์

เขาระบุว่า หากสิงคโปร์สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบ District Cooling สามารถตอบโจทย์ด้านพลังงาน การใช้น้ำ การลดคาร์บอน ความสะดวกสบาย ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้จริงภายใต้สภาพอากาศร้อนชื้น ก็อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้กับประเทศอื่นในภูมิภาค

ด้านบริษัท Engie ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการระบบทำความเย็นส่วนกลางรายใหญ่ของโลก ประเมินว่าตลาด District Cooling ของสิงคโปร์อาจเติบโตเป็นสองเท่าภายใน 10 ปีข้างหน้า จากกำลังการผลิตความเย็นปัจจุบันที่ราว 323,000 ตันความเย็น (Refrigeration Tons)

ปัจจุบัน Engie ดำเนินงานระบบในย่านปังโกลจำนวน 2 แห่ง ซึ่งสามารถให้บริการความเย็นแก่ที่อยู่อาศัยของรัฐได้ประมาณ 8,000 ยูนิต และมองเห็นโอกาสในการเพิ่มกำลังการผลิตในสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้อีกเท่าตัวภายในทศวรรษหน้า

สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้เครื่องปรับอากาศต่อหัวสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่งผลให้เกิดวงจรย้อนแย้ง เนื่องจากเครื่องปรับอากาศเองก็เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งยิ่งทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเพิ่มความต้องการใช้งานเครื่องปรับอากาศมากขึ้นไปอีก

เพื่อลดปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดทำแผนมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปกป้องประเทศจากผลกระทบของอุณหภูมิที่สูงขึ้นและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น โดยระบบ District Cooling เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของแผนดังกล่าว

หลักการทำงานของระบบค่อนข้างเรียบง่าย โดยโรงงานผลิตความเย็นจะลดอุณหภูมิน้ำลงเหลือประมาณ 7 องศาเซลเซียส จากนั้นส่งผ่านท่อใต้ดินไปยังอาคารต่าง ๆ ภายในอาคาร น้ำเย็นจะถ่ายเทความร้อนผ่านเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน ทำให้อากาศภายในเย็นลง ก่อนถูกกระจายกลับเข้าสู่พื้นที่ใช้งาน ส่วนเมื่อน้ำอุ่นขึ้นก็จะถูกส่งกลับไปยังศูนย์กลางเพื่อทำความเย็นใหม่อีกครั้ง

แนวคิดระบบทำความเย็นส่วนกลางมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1889 ที่เมืองเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ก่อนจะพัฒนามาใช้ระบบส่งน้ำเย็นในสหรัฐฯ และยุโรปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960

ไบรอัน วาด มาเธียเซน ศาสตราจารย์ด้านระบบพลังงานจากมหาวิทยาลัยอัลบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก ระบุว่า ระบบ District Cooling มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงกว่าระบบปรับอากาศทั่วไปประมาณ 30-50% เนื่องจากอาศัยประโยชน์จากขนาดของระบบที่ใหญ่กว่า

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการก่อสร้างระบบเหล่านี้อาจสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ

นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังต้องเผชิญความท้าทายใหม่จากการแข่งขันด้านทรัพยากรน้ำ เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลกต้องใช้น้ำจำนวนมากในการระบายความร้อน จนเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่

ตัวอย่างเช่น รัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ติดกับสิงคโปร์ ได้ระงับการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลบางประเภท เนื่องจากกังวลเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ

ในด้านการดำเนินงานเอง ระบบ District Cooling ก็ยังมีความท้าทายทางเทคนิค โดยหลังจากสิงคโปร์เปิดใช้ระบบทำความเย็นส่วนกลางสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยสาธารณะในปี 2566 มีผู้อยู่อาศัยบางส่วนร้องเรียนปัญหาน้ำรั่วและลมร้อนจากระบบ

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว วิศวกรจะติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์จากศูนย์ควบคุม ทั้งอุณหภูมิน้ำ ประสิทธิภาพปั๊ม และสภาพการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญอย่างมากกับประสิทธิภาพพลังงานและความมั่นคงของระบบ

ฌาคส์ บูเนน กรรมการผู้จัดการฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานท้องถิ่นของ Engie ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า สิงคโปร์มีความพร้อมโดดเด่นในการวางแผนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถผลักดันเทคโนโลยีลักษณะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นในภูมิภาคในอนาคต

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...