โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดประวัติ ความเป็นมา "พระที่นั่งพิมานรัตยา" สถานที่ประดิษฐานพระศพ-ถวายสักการะพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ"

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

เปิดประวัติ ความเป็นมา "พระที่นั่งพิมานรัตยา" สถานที่ประดิษฐานพระศพ-ถวายสักการะพระศพ "เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ"

12 มิ.ย. 2569 เพจเฟซบุ๊ก โบราณนานมา โพสต์ข้อความระบุว่า “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย”

“พระที่นั่งพิมานรัตยา” เป็นพระที่นั่งก่ออิฐถือปูน ทาสีขาว ยกพื้นสูง มีเสาลอยรับหลังคาโดยรอบ พระที่นั่งองค์นี้เชื่อมต่อกับพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทด้วยห้องโถงที่เรียกว่า "มุขกระสัน" ลักษณะเป็นห้องโถงยาวทอดยาวไปทางทิศใต้ เป็นพระที่นั่งยกสูง มีระเบียง 3 ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออก ตะวันตกและด้านทิศใต้ รอบระเบียงเป็นเสาราย มีหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น ทรงไทยมุงด้วย กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ประดับ หน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารเป็นซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจก

จุดกำเนิดของ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” สืบเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญในรัชกาลรัชกาลที่ 1 เมื่อปี 2332 เกิดฟ้าผ่าบริเวณหน้ามุขเด็จ “พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท” จนเพลิงลุกลามไหม้เครื่องบน หลังคา และองค์พระมหาปราสาท ตลอดจนพระปรัศว์ด้านซ้ายได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนซากอาคารและก่อสร้างพระมหาปราสาทขึ้นใหม่ โดยมิได้จำลองรูปแบบเดิมทั้งหมด หากแต่ทรงปรับเปลี่ยนลักษณะสถาปัตยกรรมบางประการ พร้อมโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ด้านหลังองค์พระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา”

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ได้บันทึกไว้ว่า “…ปราสาทองค์ก่อนนั้นสูงใหญ่เท่าพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท กรุงเก่า มุขหน้ามุขหลังนั้นยาวกว่ามุขข้าง และมุขเบื้องหลังนั้นอยู่ที่ข้างใน ยาวไปจดถึงพระปรัศว์ซ้ายพระปรัศว์ขวา พระมหาปราสาทใหม่นี้ ยกออกมาตั้ง ณ ที่ข้างหน้าทั้งสิ้น มุขทั้ง 4 นั้นก็เสมอกันทั้ง 4 ทิศ ใหญ่สูงเท่าพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ กรุงเก่ายกปะราลีเสียมิได้มีเหมือนองค์ก่อน แต่มุขเด็จยอดทั้ง 4 มุมนั้นยกทวยเสีย ใช้รูปครุฑเข้าแทนแล้วให้ฐาปนาพระที่นั่งขึ้นใหม่ข้างใน ต่อมุขหลังเข้าไปอีกหลัง 1 พอเสมอด้วยมุขปราสาทองค์เก่า พระราชทานนามว่า พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทำพระปรัศว์ซ้ายขึ้นใหม่คงตามเดิม หลังคาปราสาทและมุข กับทั้งพระที่นั่งพิมานรัตยา พระปรัศว์ ดาดด้วยดีบุกเหมือนอย่างเก่าทั้งสิ้น ครั้นการพระมหาปราสาทลงรักปิดทองเสร็จแล้ว จึงพระราชทานนามปราสาทองค์ใหม่ว่า พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท…”ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีและราชประเพณีของราชสำนักไทย ในอดีตเคยใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เคยเสด็จมาประทับเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ในระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาแห่งนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจึงถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะมีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพมาโดยตลอด แต่ไม่เคยปรากฏการใช้เป็นสถานที่ “ประดิษฐานพระศพ” ของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน

กระทั่งในวาระการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งแห่งนี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพเจ้านาย อันถือเป็นหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทยและประวัติศาสตร์ของพระที่นั่งพิมานรัตยา ขอบคุณภาพจาก : พิกุลบรรณศาลา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...