โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทย-มาเลเซียเดือด จับตา “สุริยะ” ปิดจบสงคราม “กุ้งแลกปลากะพง”

Thairath Money

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที!!

เมื่อทางการมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ห้ามนำเข้า “กุ้ง 5 สายพันธุ์” ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย และกุ้งน้ำเงิน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดควบคุมการนำเข้า “ปลากะพงขาว” จากไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป

ทำให้ราคากุ้งไทยร่วงหนัก เพราะขณะนี้เป็นช่วงจับกุ้งขายพอดี และมาเลเซีย เป็นตลาดสำคัญ ที่ไทยส่งออกเดือนละ 300-400 ตัน หรือประมาณเดือนละ 44 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งมาก และรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ต้องร่วมกันหาทางแก้ปัญหา และหามาตรการช่วยเหลือโดยด่วน

แม้การใช้มาตรการนี้ มาเลเซียอ้างว่า “ใช้แบบชั่วคราว” เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารของมาเลเซีย และ “ตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (Reciprocal) ไทย

เพราะก่อนหน้านี้ ไทยเปิดปฏิบัติการ “ตรวจเข้ม 100% ปลากะพงขาว” นำเข้าจากมาเลเซีย เนื่องจากพบปนเปื้อนสารเคมีและยาปฏิชีวนะต้องห้าม จนกระทบต่อการส่งออก และเกษตรกรของมาเลเซียเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มาเลเซีย พร้อมจะประเมินมาตรการนี้ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ไทย ตอบคำถามในแบบสอบถามด้านมาตรฐานความปลอดภัย ส่งให้มาเลเซียอย่างครบถ้วนแล้ว แต่ “คำมั่น” จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

มาเลเซียห้ามนำเข้า “กุ้ง” ตอบโต้ไทย

สำหรับชนวนเหตุของการตอบโต้ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเมื่อปลายปี 2568 ไทยตรวจพบว่า “ปลากะพง” นำเข้าจากมาเลเซีย มี “ไนโตรฟูแรน” ตกค้าง ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะต้องห้าม เพราะก่อให้เกิดมะเร็ง

ทั้งที่ “โครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ” (CODEX) จัดขึ้นโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำแนะนำ “ห้ามพบ” ปนเปื้อนในสินค้าปศุสัตว์ หรือสัตว์น้ำเด็ดขาด หากพบเพียงเล็กน้อย จะถือว่าสินค้านั้น “ไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค” และ “ขัดต่อมาตรฐานสากล”

ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเลิกใช้ไนโตรฟลูแรนกันแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ ยกเลิกใช้ในสัตว์ที่จะทำเป็นอาหารในช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา แม้แต่ไทยเอง ได้เลิกใช้ทั้ง ไนโตรฟลูแรน และคลอแรมฟินิคอล ในการเลี้ยงปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี

ดังนั้น ไทยจึง “มีสิทธิ์” ที่จะ “กักปลากะพงมาเลเซีย 100%” หรือทุกล็อต เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของผู้บริโภคไทย ไม่ใช่แค่การสุ่มตรวจ โดยไทยได้ดำเนินมาตรการตรวจการนำเข้าจากเบาไปหาหนัก ตรวจสอบอย่างถูกต้องตามขั้นตอน และดำเนินการร่วมกับมาเลเซียมาโดยตลอด

แต่การห้ามนำเข้ากุ้งไทย ของมาเลเซีย ที่ถือเป็น “กลยุทธ์เอาคืน” เพื่อบีบให้ไทยยกเลิก หรือผ่อนปรนการตรวจเข้มปลากะพงมาเลเซียนั้น มาเลเซียดำเนินการแบบกระชั้นชิด ไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจง และกำหนดมาตรการรองรับ มีเพียงการแจ้งเป็นหนังสือ โดยสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงวันที่ 28 พ.ค.69 ถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทย และสำเนาถึงรมว.เกษตรและสหกรณ์เท่านั้น

ส่งผลให้ไทยสามารถฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) และอาเซียนได้ เพราะเป็นการใช้มาตรการที่ไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า และไม่โปร่งใส

ราคากุ้งดิ่งหนัก เกษตรกรใต้อ่วม

มาตรการดังกล่าวของมาเลเซีย ส่งผลให้ขณะนี้ ราคากุ้งไทย โดยเฉพาะในภาคใต้แหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญ เช่น จังหวัดสงขลา สตูล ตรัง ลดลงอย่างรุนแรงทุกวัน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคากุ้งขาวปากบ่อ ขนาด 65 ตัว/กิโลกรัม (กก.) อยู่ที่กก. ละ 120 บาท จากปกติกก.ละ 150-155 บาท แต่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่กก.ละ 135 บาท

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ “เอกพจน์ ยอดพินิจ” นายกสมาคมกุ้งไทย ที่ระบุว่า ขณะนี้ ราคากุ้งในประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะมาเลเซีย นำเข้าราวปีละ 10,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากภาคใต้

ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย ผ่อนปรนมาตรการโดยเร็วที่สุด และร่วมกันกำหนดแนวทางการตรวจสอบที่เหมาะสม โปร่งใส เป็นสากล เพื่อไม่ให้นำประเด็นมาตรฐานความปลอดภัย มาใช้เป็น “มาตรการกีดกันทางการค้า” อีกในอนาคต

ขณะเดียวกัน ขอให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2569 - 2573” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมกุ้งแบบครบวงจร ครอบคลุมการพัฒนาสายพันธุ์ ควบคุมโรคระบาด ลดต้นทุนการผลิต และขยายตลาด ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้และรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน ที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 2 ล้านคน

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญปัญหารุมเร้าหลายด้าน ทั้งโรคระบาด ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขาดแคลนคำสั่งซื้อ เพราะสงครามในหลายประเทศ การผลักดันแผนปฏิบัติการฯ ให้เป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถให้กุ้งไทยกลับมาเป็นสินค้าส่งออกหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศได้อีกครั้ง”

“สุริยะ” บินเคลียร์มาเลย์ 17 มิ.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2569 “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรฯ ได้ยืนยันอีกครั้งหลังจากมาเลเซียยกเลิกการเจรจากับไทย ที่เดิมกำหนดวันที่ 8 มิ.ย. ว่า ได้ประสานขอหารือกับดาโต๊ะซรี มูฮัมหมัด ซาบู รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างถาวร และตนพร้อมเดินทางไปเจรจาวันที่ 17 มิ.ย.นี้

“ถ้าเราแก้ปัญหาได้ จะถือว่า Win-Win ทั้ง 2 ฝ่าย เพราะไทยจะสามารถส่งออกกุ้งไปมาเลเซียได้ และผู้บริโภคมาเลเซียจะกินกุ้งได้ถูกลง ขณะที่มาเลเซียก็จะส่งออกปลากะพงมาไทยได้ และผู้บริโภคไทยจะกินปลากะพงได้ถูกลงเช่นกัน”

แต่ในระหว่างนี้ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นเจรจากันนั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้ง และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบไว้แล้ว โดย “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่า เบื้องต้นได้เตรียมไว้ 13 มาตรการ มีเป้าหมายดูดซับกุ้งได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน

ประกอบด้วย การจัดหาแหล่งนำเข้าทดแทน โดยเฉพาะตลาดสำคัญ อาทิ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และหาตลาดใหม่ในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมาและสิงคโปร์ จัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้งในประเทศ ผ่านโครงการธงฟ้า และไทยช่วยไทยพลัส, ร่วมกับห้างท้องถิ่น ดึงผลผลิตออกจากแหล่งผลิต และเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงนำผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ, กิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ เป็นต้น

“แต่หาก 2 ประเทศไม่สามารถเจรจาแก้ปัญหานี้ได้ กระทรวงพาณิชย์ก็พร้อมยกระดับปัญหาขึ้นสู่ WTO และอาเซียนทันที” ศุภจีกล่าวทิ้งท้าย

ดังนั้น ต้องจับตาการเจรจาของไทย และมาเลเซีย วันที่ 17 มิ.ย.นี้ จะได้ข้อสรุปแบบ Win-Win ที่สมประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย หรือจะกลายเป็น “สงครามการค้า” ที่ไม่มีใครยอมใคร และพังกันทั้ง 2 ฝ่าย!!

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทย-มาเลเซียเดือด จับตา “สุริยะ” ปิดจบสงคราม “กุ้งแลกปลากะพง”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...