โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

"กล้วย" ไม่ควรกินคู่กับอะไร? กินผิดบ่อยๆกลายเป็นโทษ โดยเฉพาะ "คนกลุ่มนี้" ต้องระวัง!

sanook.com

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook

กล้วยมีประโยชน์ แต่กินผิดวิธีอาจไม่สบายท้อง เช็กอาหารที่ควรระวัง และใครบ้างไม่ควรกินเยอะ

กล้วยเป็นผลไม้ที่หลายบ้านมีติดครัว เพราะกินง่าย อิ่มท้อง ราคาจับต้องได้ และมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินบี 6 วิตามินซี แมกนีเซียม และโพแทสเซียม จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนมองว่ากล้วยเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่กินได้ทุกวัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กล้วยไม่ใช่อาหารที่เหมาะกับทุกคนในปริมาณมาก และไม่ใช่ว่ากินคู่กับอะไรก็ไม่ส่งผลต่อร่างกายเลย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต เบาหวาน หรือมีปัญหาระบบย่อยอาหาร ควรระวังปริมาณและวิธีกินให้เหมาะสม

กรณีของหญิงชาวจีนวัย 56 ปีรายหนึ่ง กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึง หลังเธอกินกล้วยทุกวัน และมักนำกล้วยไปจับคู่กับอาหารหลายชนิด เช่น สมูทตี้กล้วยนมสด กล้วยกับลูกพลับ รวมถึงกล้วยกับแตงโมใส่น้ำแข็งในวันที่อากาศร้อน หลังทำต่อเนื่องเกือบ 1 เดือน เธอเริ่มมีอาการท้องอืด กรดไหลย้อน ปวดท้องส่วนบน และท้องเสีย จนต้องไปพบแพทย์ระบบทางเดินอาหาร

แม้กรณีลักษณะนี้ไม่ควรสรุปว่า “กล้วยเป็นอันตราย” เพราะอาการทางเดินอาหารอาจเกิดจากหลายปัจจัย แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคนกลับมาสำรวจว่า กินกล้วยแบบไหนที่ควรระวัง และความเชื่อเรื่องอาหารที่ห้ามกินคู่กับกล้วย ข้อใดจริง ข้อใดควรฟังอย่างมีเหตุผล

กล้วย 1 ลูกให้สารอาหารอะไรบ้าง?

โดยทั่วไป กล้วยสุกขนาดกลาง 1 ลูกให้พลังงานประมาณ 100-110 กิโลแคลอรี มีคาร์โบไฮเดรตราว 27-28 กรัม ใยอาหารประมาณ 3 กรัม และโพแทสเซียมประมาณ 400-450 มิลลิกรัม ทั้งนี้ ปริมาณสารอาหารอาจแตกต่างกันตามขนาดและความสุกของกล้วย

กล้วยจึงเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างดี เหมาะกับคนทั่วไปที่ต้องการของว่างก่อนออกกำลังกายหรือเพิ่มพลังงานระหว่างวัน แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือโพแทสเซียม การกินกล้วยหลายลูกต่อวันอาจไม่เหมาะนัก

5 อาหารที่ควรระวังเมื่อกินคู่กับกล้วย จริงแค่ไหน?

ในโลกออนไลน์มักมีการแชร์ว่า กล้วยห้ามกินคู่กับอาหารบางชนิด เพราะอาจทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือเกิดอันตรายรุนแรง อย่างไรก็ตาม หลายข้อเป็นเพียงความเชื่อหรือเป็นคำแนะนำที่ต้องดูบริบท ไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับทุกคน

1. กล้วยกับนมสดหรือโยเกิร์ต

สมูทตี้กล้วยนมหรือกล้วยโยเกิร์ตเป็นเมนูที่หลายคนคุ้นเคย และสำหรับคนทั่วไปไม่ได้ถือว่าเป็นอาหารต้องห้าม หลักฐานทางโภชนาการไม่ได้ยืนยันว่าการกินกล้วยคู่กับนมจะทำให้เกิดพิษหรือทำลายระบบย่อยอาหารในคนสุขภาพดี

อย่างไรก็ตาม คนที่ย่อยแลคโตสไม่ได้ แพ้นมวัว หรือมีลำไส้ไวต่ออาหารบางชนิด อาจมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือถ่ายเหลวหลังดื่มนมหรือกินโยเกิร์ตได้อยู่แล้ว หากนำไปปั่นกับกล้วยและเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือไซรัป อาจยิ่งเพิ่มพลังงานและน้ำตาลมากเกินจำเป็น

ดังนั้น เมนูนี้กินได้ แต่ควรเลือกนมจืดหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาลมาก และสังเกตอาการของตัวเองหลังรับประทาน

2. กล้วยกับแตงโม

กล้วยและแตงโมเป็นผลไม้ที่กินร่วมกันได้ในคนทั่วไป แต่หากกินในปริมาณมาก หรือกินพร้อมน้ำแข็งจำนวนมากในช่วงที่ท้องว่าง บางคนอาจรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือถ่ายเหลวได้ โดยเฉพาะคนที่มีระบบย่อยอาหารไว

แตงโมมีน้ำสูง ส่วนกล้วยมีแป้งและใยอาหาร เมื่อกินรวมกันมาก ๆ อาจทำให้บางคนรู้สึกอึดอัดท้อง ไม่ได้หมายความว่าทุกคนกินแล้วอันตราย แต่ควรกินในปริมาณพอดี และหลีกเลี่ยงการกินผลไม้หลายชนิดในปริมาณมากแทนมื้ออาหารเป็นประจำ

3. กล้วยกับมันฝรั่ง เผือก หรือมันเทศ

กล้วย มันฝรั่ง เผือก และมันเทศ ล้วนเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตค่อนข้างสูง หากกินพร้อมกันในปริมาณมาก อาจทำให้ได้รับแป้งและพลังงานสูงเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักหรือระดับน้ำตาลในเลือด

สำหรับบางคน การกินอาหารกลุ่มแป้งหลายชนิดในมื้อเดียว อาจทำให้รู้สึกแน่นท้องหรือมีแก๊สได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินคู่กันเพียงเล็กน้อยจะเป็นอันตราย สิ่งสำคัญคือปริมาณรวมของคาร์โบไฮเดรตในมื้อนั้น ๆ

4. กล้วยกับลูกพลับ

ลูกพลับ โดยเฉพาะลูกพลับดิบหรือชนิดที่มีรสฝาด มีสารแทนนินสูง ซึ่งมีรายงานทางการแพทย์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเกิดก้อนอาหารแข็งในกระเพาะ หรือ phytobezoar ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อกินลูกพลับฝาดจำนวนมากหรือกินบ่อย

ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดจากกล้วยโดยตรง แต่หากกินลูกพลับฝาดร่วมกับอาหารที่มีใยอาหารสูงหลายชนิดในปริมาณมาก อาจเพิ่มภาระต่อระบบย่อยอาหารในบางคนได้ ผู้ที่มีปัญหากระเพาะอาหาร เคยผ่าตัดกระเพาะ หรือมีภาวะกระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้า ควรระวังเป็นพิเศษ

คำแนะนำคือควรกินลูกพลับที่สุกดี ไม่ฝาด และไม่กินมากเกินไป โดยเฉพาะขณะท้องว่าง

5. กล้วยกับอาหารทะเล

ความเชื่อที่ว่า “กินกล้วยหรือวิตามินซีกับอาหารทะเลแล้วจะเกิดพิษอาร์เซนิก” เป็นข้อมูลที่ควรระวัง เพราะหน่วยงานด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญหลายแห่งเคยชี้แจงว่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับว่า การกินอาหารทะเลร่วมกับวิตามินซีในมื้ออาหารปกติจะทำให้เกิดพิษอาร์เซนิกในร่างกาย

สิ่งที่ควรระวังจริง ๆ คืออาหารทะเลที่ไม่สด ปนเปื้อน ปรุงไม่สุก หรือแพ้อาหารทะเล เพราะอาจทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนกล้วยเองไม่ได้เป็นตัวทำให้อาหารทะเลกลายเป็นพิษรุนแรงตามที่มักแชร์กัน

ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการกินกล้วยหลังอาหารทะเล แต่ควรเลือกอาหารทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ปรุงให้สุก และหลีกเลี่ยงหากมีประวัติแพ้

5 กลุ่มคนที่ควรจำกัดปริมาณกล้วย

แม้กล้วยจะมีประโยชน์ แต่บางกลุ่มควรกินอย่างระมัดระวัง เพราะสารอาหารบางอย่างในกล้วยอาจไม่เหมาะกับสุขภาพของตนเอง หากไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน

1. ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่ต้องจำกัดโพแทสเซียม

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง สำหรับคนทั่วไป โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท แต่ในผู้ป่วยโรคไตบางราย ร่างกายอาจขับโพแทสเซียมได้ไม่ดี ทำให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อหัวใจได้

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ไตวาย หรือผู้ที่แพทย์สั่งจำกัดโพแทสเซียม ไม่ควรกินกล้วยเป็นประจำหลายลูกต่อวัน และควรยึดคำแนะนำของแพทย์หรือทีมโภชนาการเป็นหลัก

2. ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาล

กล้วยมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลตามธรรมชาติ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินกล้วยได้ในหลายกรณี แต่ควรคุมปริมาณและนับรวมเป็นคาร์โบไฮเดรตในมื้อนั้น ๆ โดยเฉพาะกล้วยสุกงอมที่มีรสหวานและย่อยได้ง่ายกว่า

วิธีที่เหมาะกว่าคือกินกล้วยในปริมาณพอดี เลือกผลไม่ใหญ่มาก และอาจกินร่วมกับอาหารที่มีโปรตีนหรือไขมันดีเล็กน้อย เช่น ถั่วในปริมาณเหมาะสม เพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลขึ้นช้าลง แต่ควรปรับตามแผนอาหารของแต่ละคน

3. ผู้ที่มีอาการท้องอืด กรดไหลย้อน หรือระบบย่อยอาหารไว

กล้วยไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นกรดไหลย้อนในทุกคน และบางคนยังรู้สึกว่ากล้วยช่วยให้อิ่มสบายท้อง แต่ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารไว หากกินกล้วยปริมาณมาก กินตอนท้องว่าง หรือกินร่วมกับอาหารหลายชนิดในมื้อเดียว อาจเกิดอาการแน่นท้อง เรอ ท้องอืด หรือไม่สบายท้องได้

หากพบว่ากินกล้วยแล้วมีอาการซ้ำ ๆ ควรลดปริมาณ เปลี่ยนเวลาการกิน หรือปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการกรดไหลย้อนเรื้อรัง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนบ่อย น้ำหนักลด หรือถ่ายดำ

4. ผู้ที่ท้องเสีย หรือมีอาการลำไส้แปรปรวนบางช่วง

กล้วยมีใยอาหารและแป้งที่อาจส่งผลต่อการขับถ่ายแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนกินแล้วช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น แต่บางคนอาจท้องอืดหรือถ่ายเหลว โดยเฉพาะเมื่อกินร่วมกับนม น้ำแข็ง หรือผลไม้หลายชนิดในปริมาณมาก

หากกำลังมีอาการท้องเสียรุนแรง อาเจียน หรือขาดน้ำ ควรเน้นการดื่มน้ำเกลือแร่ตามคำแนะนำแพทย์และกินอาหารอ่อนย่อยง่าย ไม่ควรกินผลไม้จำนวนมากโดยหวังว่าจะช่วยแก้อาการเอง

5. ผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนหรือไวต่ออาหารบางชนิด

กล้วยสุกมากอาจมีสารบางชนิด เช่น ไทรามีน ในปริมาณที่แตกต่างกันตามความสุกและการเก็บรักษา ซึ่งบางคนที่เป็นไมเกรนอาจไวต่ออาหารบางชนิดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม กล้วยไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนในทุกคน

หากสังเกตว่ากินกล้วยสุกงอมแล้วปวดศีรษะบ่อย ควรจดบันทึกอาหารและอาการ เพื่อดูความเชื่อมโยงของตนเอง แทนการงดกล้วยทันทีโดยไม่มีเหตุผล เพราะตัวกระตุ้นไมเกรนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

กินกล้วยอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์

สำหรับคนสุขภาพทั่วไป การกินกล้วยวันละ 1 ลูกมักเป็นปริมาณที่เหมาะสมในภาพรวม แต่ควรดูร่วมกับอาหารทั้งวัน ขนาดของกล้วย และโรคประจำตัวของแต่ละคน ไม่ควรกินกล้วยหลายลูกแทนอาหารมื้อหลักเป็นประจำ

ควรเลือกกล้วยที่สุกพอดี ไม่สุกงอมเกินไปหากต้องควบคุมน้ำตาล และหลีกเลี่ยงการปั่นกล้วยกับน้ำหวาน นมข้น ไซรัป หรือท็อปปิงหวาน ๆ เพราะอาจทำให้เมนูสุขภาพกลายเป็นเครื่องดื่มน้ำตาลสูงโดยไม่รู้ตัว

เพราะฉะนั้น กล้วยเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และกินได้ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่ใช่ทุกคนควรกินในปริมาณมาก และไม่ใช่ทุกความเชื่อเรื่อง “อาหารห้ามกินคู่กับกล้วย” จะเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด บางข้อเป็นเพียงเรื่องของปริมาณ ความไวของระบบย่อยอาหาร หรือโรคประจำตัวของแต่ละคน

สิ่งที่ควรจำคือ ผู้ป่วยโรคไตควรระวังโพแทสเซียม ผู้ป่วยเบาหวานควรนับคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่มีปัญหากระเพาะหรือลำไส้ควรสังเกตอาการตัวเอง และไม่ควรเชื่อข้อมูลสุขภาพจากโซเชียลโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะคำเตือนที่อ้างว่าอาหารบางคู่ทำให้เกิดพิษรุนแรงทันที เพราะหลายเรื่องอาจเป็นความเข้าใจผิดมากกว่าข้อห้ามจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...