โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

คุม3ผู้ต้องหาแก๊ง"พ่อไทยทิพย์"พิมพ์ลายนิ้วมือปิดปากเงียบฝากขังพรุ่งนี้

Amarin TV

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ตร.คุมตัวพิมพ์ลายนิ้วมือ

ตร.คุมตัวพิมพ์ลายนิ้วมือ "ศิริพร-สุนีย์-ประจวบ" ขบวนการแจ้งเกิดเท็จพ่อไทยทิพย์เด็กต่างด้าว ปิดปากเงียบ จ่อนำตัวฝากขังศาลพรุ่งนี้

กรณี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.และพล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ปปท., ปปง. และ ตำรวจชุดสืบสวนนครบาล เปิดปฎิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" กวาดล้างขบวนพ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ศาลได้ออกหมายจับจำนวน 40 หมาย และ 42 หมายค้น โดยกลุ่มผู้ต้องหามีเจ้าหน้าที่เขต 1 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ซึ่งพบว่ามีการขายแพ็คเกจ รับแจ้งเกิดเด็กให้ได้สัญชาติไทย ด้วยค่าตอบแทนกว่า 9 หมื่นบาท จากการขยายผลจับกุมนายเฉิน ยินไล สัญชาติจีน สแกมเมอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินหมุนเวียนในบัญชี กว่า 7 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 10 ก.ค. ที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ พนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ทยอยนำตัวผู้ต้องหาออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ประกอบด้วย นางสาวศิริพร เจ้าหน้าที่นายทะเบียนสำนักงานเขต, นายองอาจ (พ่อทิพย์) และนายประจวบ (พ่อทิพย์) ที่มีชื่อเป็นนอมินีกรรมการบริษัท ไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด จากคดีตึก สตง.ถล่มและนางสาวสุนีย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบกลาง ในคดีแจ้งเกิดเท็จสวมสัญชาติ ถูกคุมตัวออกจากห้องขังเพื่อมาทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ

เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนางสาวศิริพร ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้นางสาวศิริพรชี้แจง แต่ปรากฏว่านางสาวศิริพร ไม่ยอมพูดจาใดๆ หรือตอบคำถามกับสื่อมวลชน ซึ่งจากการสังเกตใบหน้าของนางสาวศิริพร มีอาการเคร่งเครียด ก่อนถูกนำตัวกลับเข้าห้องคุมขัง

ขณะที่บรรยากาศที่ สน.บางยี่เรือ หลังจากที่ตำรวจได้ขยายผลจับกุมขบวนการแจ้งเกิดเท็จ โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมดที่ รวม 19 คน แบ่งแบ่งเป็นพ่อทิพย์ 10 คน หญิงจีน 7 คน และ นางสาวสุนีย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชน และนางสาวศิริพร นายทะเบียนสำนักงานการเขต ทั้งหมดถูกนำตัวมายังห้องควบคุมขัง สน.บางยี่เรือ ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี

โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีลูกสาวของนายองอาจ 1 ในผู้ต้องหาซึ่งเป็นพ่อทิพย์ เดินทางมาเยี่ยม โดยลูกสาวบอกว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วคุณพ่อ มีภรรยาใหม่ ทำงานอยู่ย่านสำเพ็งและภรรยาพ่อ แนะนำให้พ่อลูกรู้จักกับนางหลี่เหย่น คนจีน และได้มีการให้ไปเซ็นเอกสารทะเบียนสมรส กับคนจีน ซึ่งเธอไม่ทราบเหตุผลที่ไปจด เพราะตอนนั้นยังเด็ก

จากนั้นเธอก็ได้ไปสอบถามกับพ่อ โดยพ่อก็บอกว่าไม่รู้ตอนนั้นภรรยาใหม่ (คนไทย) ให้ไปเซ็นทะเบียนสมรสกับสาวจีน ซึ่งพ่อ ไม่รู้เรื่องเอกสาร จึงเซ็นไปโดยไม่รู้ว่ามีการสอดไส้ให้มีการเซ็นรับรองบุตรด้วยหรือไม่ และตอนนั้น พ่อได้เงินค่าเซ็นจำนวน 2 พันบาท และเมื่อถามว่า ตอนนั้นนางหลี่เหย่นท้อง หรือยัง เธอบอกว่า ยังไม่ได้ท้อง เพิ่งจะมาท้องเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง และหลังจากเซ็นทะเบียนสมรสก็มีการหย่ากับนางหลี่เหย่น ซึ่งเธอไม่รู้เหตุผลของการหย่าในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน

จนกระทั่งเกิดเรื่อง และเมื่อถาม ภรรยาหญิงไทยที่เป็นภรรยาของพ่อตอนนั้น เขาบอกปัดไม่รู้เรื่อง ส่วนเธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้จึงได้เดินทางมาที่สน.บางยี่เรือเพื่อติดต่อเรื่องขอประกันตัวพ่อ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไปประกันตัวในชั้นศาล "ลูกสาว นายองอาจ" กล่าว.

ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น.ขณะที่เจ้าหน้าที่คุมตัวนายองอาจ ไชยกุกลาบ พิมพ์ลายนิ้วมือ ผู้สื่อข่าว พยายามสอบถามถึงคดีดังกล่าว

นายองอาจ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ยอมจดทะเบียนสมรสกับ “หลี่เหย่น เจิ้ง” หญิงชาวจีน เนื่องจากหญิงคนดังกล่าวเป็นเพื่อนของแฟนตน จึงไว้ใจและยอมช่วยเหลือ โดยอีกฝ่ายให้เหตุผลว่าต้องการอาศัยอยู่ในประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้รับค่าจ้างจากการจดทะเบียนสมรสแต่อย่างใด

เมื่อถูกถามว่าทราบหรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย นายองอาจ ยอมรับว่า รู้สึกกลัวเช่นกัน และมองว่าตนเองเหมือนถูกบังคับให้ดำเนินการ และยอมรับว่า เคยลงนามรับรองบุตรให้เด็ก 2 คน ซึ่งเป็นบุตรของ “หลี่เหย่น เจิ้ง” กับชายชาวจีน โดยระบุว่า หลังจากจดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีนได้ประมาณ 5 ปีก็ได้หย่ากัน ต่อมาเมื่อหญิงชาวจีนคลอดบุตรและไม่มีผู้ใดลงนามรับรอง ญาติของหญิงชาวจีนจึงมาขอให้ตนช่วยเซ็นรับรองบุตร ซึ่งบุตรคนแรกนั้นปัจจุบันมีอายุประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่แฟนของตนในขณะนั้นรับรู้เรื่องทั้งหมด เพราะรู้จักหญิงชาวจีนในฐานะเพื่อน

นายองอาจ กล่าวว่า อยากกล่าวขอโทษต่อสังคมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า แม้ช่วงเช้าวันนี้จะยังไม่ได้พูดคุยกับลูกสาวของเมียเก่าตน แต่เชื่อว่าลูกสาวน่าจะทราบเรื่องแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยปิดบังเรื่องต่าง ๆ กับลูก และคาดว่าลูกสาวคงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รู้จักหรือมีความผูกพันกับกลุ่มชาวจีนดังกล่าวเป็นการส่วนตัว และไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกับหญิงชาวจีนคนนั้น

ส่วนการลงนามรับรองบุตรทั้ง 2 ครั้ง นายองอาจ ระบุว่า มีบุคคลที่สามเป็นผู้ประสานเรื่องทั้งหมด โดยไปลงนามที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเป็นใคร ซึ่งเด็กทั้งสองคนคลอดที่โรงพยาบาลดังกล่าว

สำหรับค่าตอบแทน นายองอาจ ยืนยันว่า ไม่ได้รับค่าจ้างในการเซ็นรับรองบุตร แต่ได้รับเพียงเงินชดเชยค่าเสียเวลาในการหยุดขับรถแท็กซี่และค่าเช่ารถ เป็นเงินสดครั้งละ 2,000 บาท โดยลงนามรับรองบุตรทั้งหมด 2 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 ปี

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวนายประจวบ ศิริเขตร ออกจากห้องคุมขัง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายประจวบในประเด็นต่างๆ ว่า อยากชี้แจงอะไรหรือไม่, รู้จักคนจีนหรือไม่ รู้จักได้อย่างไร, ทำไมถึงยอมเซ็นรับรองบุตร, เซ็นไปแล้วกี่คน, กรณีคดีความเก่าประเด็นตึกสตง.ถล่ม เกิดขึ้นก่อนระหว่างที่จะเป็นกรรมการ, มีความกังวลหรือไม่, ทนายความสั่งห้ามพูดหรือเปล่า แต่นายประจวบไม่ได้ตอบคำถามใดๆ สื่อมวลชน เช่นเดียวกับนางสาวสุนีย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน ที่ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ

เบื้องต้นสำหรับผู้ต้องหาที่เป็น "พ่อทิพย์" ทั้งหมด ถูกแจ้งในข้อหา "สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นโดยมิชอบและสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ" และจะถูกนำตัวไปขออำนาจศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตลิ่งชันมฝากขังในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ค.)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...