โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกค้าเทตะกร้าทิ้ง 75% บีบแบรนด์หั่นงบสร้างภาพลักษณ์ โยกเงินซบ TikTok-Shopee คาดงบการตลาดไทยติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

THE STANDARD

อัพเดต 10 มิ.ย. เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. เวลา 02.57 น. • thestandard.co
ลูกค้าเทตะกร้าทิ้ง 75% บีบแบรนด์หั่นงบสร้างภาพลักษณ์ โยกเงินซบ TikTok-Shopee คาดงบการตลาดไทยติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

แวดวงการตลาดในไทยส่อเค้าอันตราย หลังนักการตลาดจำนวนมากตัดสินใจชะลอการลงทุน ส่งสัญญาณให้ตัวเลขงบติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนแรงและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ประเด็นสำคัญ

  • งบการตลาดติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

  • เปิดกลยุทธ์ 5 P การตลาดช่วงสงคราม

  • คาดเศรษฐกิจซึมยาว 3 ปี แนะโฟกัสกลุ่มกำลังซื้อสูง

ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ฉายภาพว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่เคยคาดหวังว่าจะขยายตัวได้เกือบ 3% ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่เพียง 1.8-1.9% แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศ

พร้อมเปรียบเทียบว่า แม้ตัวเลขที่หายไปอาจดูไม่มาก แต่ถ้าหากเทียบกับร่างกายมนุษย์ ก็เหมือนอุณหภูมิที่เพิ่มจาก 37.5 องศาเซลเซียส ไปแตะระดับ 39-40 องศา ซึ่งถือเป็นภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

งบการตลาดติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี

ผลกระทบในวงการเริ่มปรากฏชัดขึ้น หลังจากนักการตลาดกว่า 70% เลือกแช่แข็งงบประมาณ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมมีการปรับลดงบการตลาดลงเฉลี่ย 1% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี และที่น่าสนใจคือ แม้ในช่วงวิกฤตโควิด ที่ผ่านมา ภาพรวมงบการตลาดของประเทศก็ไม่เคยติดลบในลักษณะนี้มาก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ขณะเดียวกัน สื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ยังเจอแรงกดดันต่อเนื่อง เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณาที่ไหลออกไปยังแพลตฟอร์มดิจิทัลและช่องทางการขายออนไลน์มากขึ้น

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนไป คือพฤติกรรมผู้บริโภคในโลกออนไลน์ที่ซับซ้อนมากขึ้น จากข้อมูลพบว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อัตราการทิ้งตะกร้าสินค้าสูงถึง 75% ขณะที่การค้นหาแบรนด์ผ่าน Search Engine ลดลงกว่า 10%

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ Marketing Funnel แบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ผล เพราะลูกค้าหลุดออกจากกระบวนการตัดสินใจตั้งแต่ช่วงต้น ทำให้ต้นทุนที่จะปิดการขายสูงขึ้น และการสร้างยอดขายทำได้ยากกว่าเดิม

ถ้าหากย้อนไปในอดีต นักการตลาดจะให้น้ำหนักกับการสร้างคอนเทนต์และการรับรู้แบรนด์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่ถูกโยกไปสู่ช่องทาง Commerce Marketing หรือกิจกรรมที่มุ่งสร้างยอดขายโดยตรงมากกว่า และยิ่ง

ปัจจุบันงบการตลาดน้อยลง ส่วนใหญ่แล้วหลายองค์กรกว่า 40% จะใช้งบไปกับแพลตฟอร์มขายสินค้าอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop และวันนี้การแข่งขันบนแพลตฟอร์มดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้น ก็ส่งผลให้ต้นทุนทางการตลาดของแบรนด์เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

เปิดกลยุทธ์ 5 P การตลาดช่วงสงคราม

ในครึ่งปีหลังนี้ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จึงได้เสนอแนวคิด ‘การตลาดช่วงสงคราม’ หรือ 5 P เพื่อช่วยให้องค์กรอยู่รอด

1. แม่น (Precision Marketing) – เมื่อทรัพยากรมีจำกัด การตลาดต้องแม่นยำมากขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้งบแบบหว่านแห และหัวใจสำคัญคือการใช้ข้อมูล Data เพื่อเข้าใจลูกค้าและสื่อสารได้ตรงกลุ่มมากที่สุด พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำโฆษณา เนื่องจากสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยำและรวดเร็วกว่ามนุษย์

อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจาก SEO ไปสู่ GEO หลังผู้บริโภคเริ่มค้นหาข้อมูลผ่าน AI อย่าง ChatGPT, Claude, Perplexity และ NotebookLM มากขึ้น แทนการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจินแบบเดิม

2. หมอบ (Pause Marketing) – ในภาวะที่ความเสี่ยงสูง องค์กรต้องรู้จักชะลอและเลือกจังหวะให้ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเร่งเติบโตตลอดเวลา แต่ต้องกล้าหยุดกิจกรรมที่ไม่สร้างผลลัพธ์ โดยแนะนำให้แบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ งบที่ต้องหยุดทันที 10-15% ตามด้วยงบที่ควรลดลง 15-20% และนำทรัพยากรที่เหลือไปลงทุนในสิ่งที่จำเป็นจริง

3. มุ่ง (Put Marketing) – หากจะเดินหน้าลงทุน ต้องลงทุนในตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและมีโอกาสชนะสูงที่สุด กลยุทธ์สำคัญคือการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้พิการชาวเยอรมัน ร้านอาหารที่เน้นกลุ่มคุณแม่หลังคลอด หรือการพัฒนาเมนูและกิจกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ในโลกเกมออนไลน์ พร้อมย้ำว่าอย่าพยายามทำสินค้าที่ออกมาตอบโจทย์ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดแข่งขันสูง

4. มิตร (Partnership Marketing) – ยุคนี้การทำธุรกิจเพียงลำพังอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุน การทำแคมเปญร่วมกัน หรือการผสานจุดแข็งระหว่างแบรนด์ จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางการตลาด ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าเดิมผ่านระบบ CRM ยังเป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่หลายเท่า

5. มอบ (Planet Marketing) – แม้ต้องเจอภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ผู้บริโภคยังคงคาดหวังให้แบรนด์แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่สินค้าและบริการ แต่ยังให้ความสำคัญกับตัวตนที่แท้จริงขององค์กร หรือ True Color ของแบรนด์ ธุรกิจจึงต้องหาวิธีสร้างคุณค่าคืนกลับสู่สังคมควบคู่ไปกับการสร้างผลกำไร เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลัง สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมองว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและการตัดสินใจใช้จ่ายของภาคธุรกิจ

อีกด้านหนึ่งแม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่กลับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ SME ดร. เอกก์มองว่า เมื่อแบรนด์ขนาดใหญ่พร้อมใจกันลดงบประมาณทางการตลาด ช่องว่างในตลาดจะเปิดกว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินระดับหลายร้อยล้านบาทเพื่อสร้างการเติบโตเพียง 10% แต่ผู้ประกอบการ SME อาจใช้งบเพิ่มเพียงหลักหมื่นบาทก็สามารถสร้างการเติบโตในระดับเดียวกันได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการรายเล็กที่กล้าลงทุนในช่วงเวลานี้ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าช่วงปกติ

คาดเศรษฐกิจซึมยาว 3 ปี แนะโฟกัสกลุ่มกำลังซื้อสูง

นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยยังประเมินว่า ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจอาจยืดเยื้อไปอีกประมาณ 3 ปี จากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก กลยุทธ์สำคัญในช่วงนี้คือการมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลาง หรือกลุ่มที่มียอดขายราว 500 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับการช่วยเหลือน้อยมาก ทั้งที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะผู้จ้างงานรายใหญ่และเป็นคู่ค้าหลักของ SME และหากธุรกิจขนาดกลางจำนวนมากไม่สามารถประคองตัวได้ ผลกระทบจะลุกลามไปยังธุรกิจขนาดเล็กและห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

ท่ามกลางคลื่นเศรษฐกิจที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ยังได้ประเมินการทำงานของรัฐบาลยุคปัจจุบัน ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยให้คะแนนอยู่ที่ระดับ 7 เต็ม 10 หรือเกรด B เท่านั้น

ภาพ :Wachiwit / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...