โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

“ทวี สอดส่อง” ชี้ทางรอดเกษตรกรจากบุรีรัมย์ ดันท่องเที่ยวเกษตรมูลค่าสูง ปลดล็อกปมที่ดิน-ฝ่ากำแพง EUDR สู่ตลาดโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 29 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ ติดตามศักยภาพภาคเกษตรและรับฟังปัญหาจากเกษตรกร พร้อมเสนอแนวทางผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมายที่ดิน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลก

การลงพื้นที่ครั้งนี้เริ่มต้นที่ “สวนทองมาลี” แหล่งปลูกทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ด้วยจุดเด่นของดินภูเขาไฟที่อุดมด้วยแร่ธาตุ ส่งผลให้ทุเรียนหมอนทองมีเนื้อละเอียด นุ่มละมุน กลิ่นไม่ฉุน ให้ผลตอบแทนสูงถึงต้นละกว่า 15,000 บาทต่อปี

พ.ต.อ.ทวี มองว่า ทุเรียนน้ำแร่ภูเขาไฟไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจ แต่เป็น “ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่สามารถต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน หากภาครัฐสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

จากนั้น หัวหน้าพรรคประชาชาติได้หารือกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางแห้งคุณภาพสูง กระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดกลิ่นรบกวนชุมชน ได้รับมาตรฐาน GMP และ มาตรฐาน iso 9001:2015 จนสามารถส่งออกสู่ตลาดอุตสาหกรรมรายใหญ่ได้ แต่กลับเผชิญอุปสรรคใหม่จากมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้าเกษตรต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้อย่างชัดเจน

เสียงสะท้อนจากเกษตรกรระบุว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่คุณภาพผลผลิต แต่อยู่ที่ข้อจำกัดด้านเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากทำกินในพื้นที่มาเป็นเวลานาน แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการรับรองตามเงื่อนไขการส่งออกได้ แม้พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่พื้นที่บุกรุกป่าก็ตาม

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยเฉพาะกรณีการโอนสิทธิ์หรือการตกทอดทางมรดก ซึ่งบางรายต้องรอนานหลายปี ส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งทุน การพัฒนาธุรกิจ และการสืบทอดอาชีพสู่คนรุ่นใหม่

พ.ต.อ.ทวี เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งปรับแนวทางการตรวจสอบตามมาตรการ EUDR โดยใช้ระบบแผนที่และข้อมูลผังเมืองเป็นเครื่องมือยืนยันพื้นที่เพาะปลูกแทนการยึดติดเฉพาะเอกสารสิทธิ์ที่ดิน เพราะสามารถพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็วว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และจะช่วยให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากสามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้ทันที

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการที่ดิน ส.ป.ก. ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และลดขั้นตอนทางราชการ รวมถึงสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้กลับมาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรม ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้สินและลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการภาคเกษตร

พ.ต.อ.ทวี ยังเห็นว่า พื้นที่โนนสุวรรณและจังหวัดบุรีรัมย์มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับนานาชาติ จากความโดดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร และองค์ความรู้ของชุมชน ซึ่งหากได้รับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล

“เราไม่ควรปล่อยให้ข้อจำกัดทางกฎหมายหรือความล่าช้าของระบบราชการ กลายเป็นอุปสรรคต่อสินค้าคุณภาพของเกษตรกรไทย รัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความท้าทายของภาคเกษตรไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงเรื่องต้นทุนการผลิตหรือราคาสินค้า แต่รวมถึงโครงสร้างกฎหมายและระบบบริหารจัดการของรัฐที่จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อมาตรฐานการค้าโลก หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...