โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ใหม่ พลิกบทบาท NIA จาก ‘ผู้ให้ทุน’ สู่ ‘ผู้ร่วมทุน’ ปลดล็อกคอขวดสตาร์ทอัพไทย

THE STANDARD

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ใหม่ พลิกบทบาท NIA จาก ‘ผู้ให้ทุน’ สู่ ‘ผู้ร่วมทุน’ ปลดล็อกคอขวดสตาร์ทอัพไทย

การประกาศใช้‘พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569’ เป็นการทลายกำแพงครั้งใหญ่ของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในประเทศไทย

ประเด็นสำคัญ

  • 3 สาระสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง
  • ย้อนรอยกลไกเดิมของ NIA และข้อติดขัด
  • เพิ่มอำนาจ NIA ‘จุดเปลี่ยนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ‘พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปลดล็อกและเพิ่มขีดความสามารถให้กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

3 สาระสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

  • ขยายบทบาทสู่เชิงพาณิชย์: ปรับเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ NIA มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนานวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงการนวัตกรรมในระยะหลังการวิจัยและพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ไปสู่เชิงพาณิชย์
  • ไฟเขียวถือหุ้นและร่วมลงทุนโดยตรง: เพิ่มอำนาจให้ NIA สามารถถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงานได้โดยตรง (โดยต้องไม่มีวัตถุประสงค์หลักในการมุ่งแสวงหากำไร)
  • เปิดทางร่วมทุนผ่านกองทรัสต์: เพิ่มอำนาจในการเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital Trust) ที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน เพื่อขยายโอกาสในการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ

สำหรับการกำกับดูแล ในส่วนของหลักเกณฑ์การถือหุ้น การเข้าเป็นหุ้นส่วน การเข้าร่วมทุน รวมถึงการกู้ยืมเงินดังกล่าว จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ ทำขึ้นเพื่อรองรับภารกิจในการพัฒนานวัตกรรมของประเทศสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อให้การบริหารงานและการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ย้อนรอยกลไกเดิมของ NIA และข้อติดขัด

ที่ผ่านมา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มีบทบาทหลักในฐานะ ‘ผู้ให้ทุนสนับสนุน’ (Grant หรือเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า)และผู้บ่มเพาะสร้างเครือข่าย โดยใช้โมเดลความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น:

  • ทุนอุดหนุนสมทบบางส่วน (Matching Grant): สนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ร้อยละ 50 ถึง 75 ของมูลค่าโครงการ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทางการตลาดและปรับปรุงผลิตภัณฑ์
  • ทุนโครงการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation): วงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อโครงการ ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมรายภูมิภาค
  • ทุนนวัตกรรมแบบมุ่งเป้า (Thematic Innovation): สนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จำเป็นต่อประเทศ

ข้อติดขัดที่เป็น ‘คอขวด’ สำคัญในอดีต

  • ไม่สามารถถือหุ้นได้

ภายใต้ข้อบังคับเดิม NIA ทำหน้าที่ได้เพียงผู้มอบเงินทุนอุดหนุนเพื่อการวิจัยและการทดลอง โดยไม่มีช่องทางทางกฎหมายที่เอื้อให้สามารถเข้าไปถือหุ้นหรือร่วมทุน (Equity Investment) ในบริษัทเอกชนหรือสตาร์ทอัพโดยตรงเพื่อสร้างความยั่งยืนได้

  • ขาดความต่อเนื่องทางการเงิน

ทุนอุดหนุนรูปแบบเดิมมีเงื่อนไขด้านระยะเวลาและกรอบวงเงินที่ค่อนข้างจำกัด เมื่อสตาร์ทอัพก้าวพ้นระยะเริ่มต้น (Seed Stage) และต้องการเงินทุนก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อขยายตลาด (Growth Stage) มักจะเจอปัญหาเงินขาดมือ เนื่องจากกลไกภาครัฐไม่สามารถอัดฉีดทุนในลักษณะถือหุ้นเพื่ออุ้มชูธุรกิจในระยะเติบโตได้

  • ความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะเคลมผลประโยชน์

เมื่อกลไกของรัฐในไทยทำได้เพียงการให้เงินทุนบางส่วน สตาร์ทอัพไทยที่เติบโตและต้องการทุนระดับ Series A หรือ B ขึ้นไป จึงจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาทุนจาก Venture Capital (VC) ต่างชาติ ทำให้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลกำไรจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ

เพิ่มอำนาจ NIA ‘จุดเปลี่ยนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย’

เมื่อ พ.ร.ฎ. ฉบับปี 2569 ปลดล็อกให้ NIA สามารถ ‘ถือหุ้น เข้าเป็นหุ้นส่วน หรือร่วมทุนโดยตรง’ รวมถึง ‘ร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (VC Trust)’ ได้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะตามมาสามารถแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก:

  • ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างความเชื่อมั่น
  • การที่หน่วยงานรัฐอย่าง NIA สามารถร่วมลงเงินซื้อหุ้นได้ จะทำหน้าที่เป็น ‘ตราประทับความน่าเชื่อถือ’ ให้กับสตาร์ทอัพรายนั้นๆ ช่วยดึงดูดให้ Corporate Venture Capital (CVC) ของกลุ่มทุนใหญ่ในไทยและ VC ต่างชาติ กล้าเข้ามาลงทุนสมทบเพิ่มขึ้น เพราะมั่นใจว่าโครงการผ่านการคัดกรองจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศแล้ว
  • ความคล่องตัวผ่านระบบกองทรัสต์: การเปิดทางให้ร่วมทุนผ่านกองทรัสต์ (VC Trust) จะช่วยสร้างกลไกการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมมีความยืดหยุ่นคล้ายคลึงกับโมเดลระดับโลก
  • ปลดล็อกงานวิจัยจาก ‘หิ้งสู่ห้าง’

จากเดิมที่เน้นสนับสนุนงบวิจัยเป็นหลัก การแก้ไขครั้งนี้ระบุชัดเจนถึงการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์ จะช่วยแปลงสินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Property) หรือเทคโนโลยี Deep Tech ที่ถูกทิ้งไว้ในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทำเงินได้จริง สร้าง New S-Curve ใหม่ให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง (Sustainability of Innovation Fund)

กลไกของ NIA จากนี้ไป จะเปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้เป็นสินทรัพย์ กล่าวคือ จากเดิมที่งบประมาณแผ่นดินถูกจ่ายออกไปในรูปแบบ ‘เงินให้เปล่า’ (Grant) ซึ่งใช้แล้วหมดไป จะเปลี่ยนไป งบประมาณส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสินทรัพย์ในรูปแบบ ‘หุ้น’ หรือ ‘หน่วยลงทุน’

เมื่อสตาร์ทอัพเหล่านั้นประสบความสำเร็จและเติบโต NIA ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลหรือกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้จะหมุนเวียนกลับมาเป็นทุนส่งเสริมสตาร์ทอัพรุ่นต่อไปได้ โดยลดการพึ่งพางบประมาณจากภาษีประชาชนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อจากนี้ คือรายละเอียดของหลักเกณฑ์จากคณะรัฐมนตรี ที่จะต้องกำหนดกรอบการลงทุน วงเงิน และกลไกการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้อำนาจใหม่นี้ถูกใช้ได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อสตาร์ทอัพไทยอย่างเสมอภาคและแท้จริง

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...