ส่องดีลประวัติศาสตร์ MOU "ยุติสงคราม" สหรัฐฯ – อิหร่าน
การเจรจา “สหรัฐฯ – อิหร่าน” ภายใต้การลงนามในบันทึกความเข้าใจ MOU 14 ข้อเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารและบรรเทาความตึงเครียดในภูมิภาค เป็นข้อตกลงครั้งแรกภายใต้กรอบการเจรจา 60 วัน โดยสหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรน้ำมัน และปลดล็อกทรัพย์สินที่อิหร่านถูกอายัดไว้
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 นายอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ข้อมูลหลังการเจรจาในสวิตเซอร์แลนด์สิ้นสุดลงว่า มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของอิหร่านถูกยกเลิก และทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศบางส่วนได้รับการปล่อยคืนแล้ว
ผศ.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายว่า MOU ฉบับนี้นับเป็นพัฒนาการความก้าวหน้าที่น่าสนใจ เป็นบันทึกความเข้าใจว่าจะร่วมมือกันอย่างไรให้เกิดการยุติความเป็นปรปักษ์โดยสิ้นเชิง แต่หากมองย้อนกลับไปความเป็นปรปักษ์ที่เกิดขึ้นนับมาตั้งแต่ปี 1979 หลังอิหร่านได้เปลี่ยนผ่านจากการปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้ราชวงศ์ปาห์ลาวิ ไปสู่ "สาธารณรัฐอิสลาม" จุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น ทำให้โครงสร้างความขัดแย้งยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งอิสราเอลด้วย
ดังนั้น MOU ฉบับนี้ มีสองความหมายต่อสันติภาพ ความหมายแรกจะเป็นการลดระดับความขัดแย้ง จากสงครามตึงเครียดให้ถอยร่นลงมา ความหมายที่สอง หากดูการสื่อสารทั้ง 3 ฝ่าย “สหรัฐฯ - อิหร่าน และปากีสถาน” ข้อตกลง 14 ข้อ ชัดเจนว่า MOU นี้ ไม่ใช่ข้อตกลงเพื่อยุติความเป็นปรปักษ์ ไม่ใช่ข้อตกลงเพื่อสร้างสันติภาพ แต่เป็นข้อตกลงที่กำหนดโรดแมป (Roadmap) ซึ่งหมายถึงแผนที่นำทางไปสู่สันติภาพร่วมกัน
“MOU” ไม่ใช่การยุติสงครามถาวร “สหรัฐฯ - อิหร่าน”
แน่นอนว่า ยังมีห้วงระยะเวลาในการต้องทำงานร่วมกันอีกหลายประเด็น ซึ่งจุดเปราะบางก็คือบทบาทของ “อิสราเอล” ที่ไม่พอใจต่อข้อเจรจาในขั้นแรกที่จะยุติปฏิบัติการทางการทหารในทุกแนวรบโดยรวม “เลบานอน” ไปด้วย ดังนั้นจึงยังเห็นว่า อิสราเอลวันนี้ก็ยังไม่ได้ยุติปฏิบัติการในเลบานอนตอนใต้อยู่ แถมยังท้าทายมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ จนทำให้พิธีเปิดตัว MOU ที่มีกำหนดครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. 2569 ทั้งปากีสถาน สหรัฐฯ อิหร่าน ต่างไม่มาทั้งสิ้น แม้ในตอนหลังจะมีการคุยเรียบร้อยแล้วในวันที่ 21 มิ.ย. 2569
ถ้าไม่รวมเอาอิสราเอล มาอยู่ในการต่อรองด้วย ประชาคมสหรัฐฯ ต้องกดดันอิสราเอลให้ยอมรับในข้อตกลง มิเช่นนั้นสงครามนี้ แน่นอนว่าลดระดับลง แต่ก็จะกลายสภาพไปเป็นสงครามระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอลต่อ ซึ่งสหรัฐฯ จะถอยออกมาจากสงครามดังกล่าว
“ผศ.อาทิตย์” ประเมินว่า ต่อให้อิสราเอลยังเดินหน้า ปฏิบัติการต่อเลบานอน ด้วยการพยายามตีรวนกระบวนการ กรอบการทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังเดินหน้าไปได้อยู่ ดังนั้นตัวแปรอย่างอิสราเอล น่าจะไม่ได้มีผลในส่วนนี้เท่าไหร่ หากสหรัฐฯ ภายใต้เงื่อนไขไม่สนับสนุนอิสราเอลอีกต่อไปในสงครามที่อิสราเอลจะทำต่อจากนี้
เปิดช่องแคบ “ฮอร์มูซ” ตัวแปรกระบวนการ MOU
จุดเปราะบางมากกว่าเรื่องอิสราเอล ที่เป็นตัวแปรของกระบวนการ MOU กลับเป็นกรณีการเปิด “ช่องแคบฮอร์มูซ” เนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่าน สื่อสารไม่ตรงกัน ด้วยสหรัฐฯ บอกว่าจะกลับมาเปิดให้เดินเรือได้อย่างเสรีเสมือนช่วงก่อนสงคราม ตามกรอบกฎหมายทางทะเล ในขณะที่อิหร่าน ได้เจรจากับโอมาน รวมทั้งซาอุดิอาระเบีย เพื่อจัดตั้งระบบบริหารจัดการและเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการจัดระเบียบการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
“อิหร่าน มีการสื่อสารออกมาว่า จะให้มีการใช้โดยเสรี ไม่เก็บเงิน ในช่วง 30 - 60 วัน แต่หลังจากนั้นจะคิดค่าธรรมเนียม ที่เรียกว่าเป็นค่าบริการการเดินเรือผ่านทางช่องแคบ ซึ่งก็ชัดเจนว่าอิหร่านจงใจจะเลี่ยงบาลี เพราะว่าตามกฎหมายทางทะเล ช่องแคบลักษณะนี้เป็นช่องแคบธรรมชาติ ที่ถูกนิยามว่าเป็นช่องแคบระหว่างประเทศนั้นจะเก็บค่าผ่านทางไม่ได้” ดังนั้นต้องดูเป้าประสงค์ที่ไม่ตรงกันจะเดินหน้าไปอย่างไรต่อ
“อิสราเอล” เสียประโยชน์ ถอยล่นพ้น เลบานอน
…ถามว่า ? หากกระบวนการอิสลามาบัด หรือ กรอบข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดินหน้าไปถึงโรดแมปที่ 4… “อิสราเอล” น่าจะเป็นฝ่ายที่เสียประโยชน์ที่สุด ในการต้องถอยร่นออกจากเลบานอน จึงพยายามที่จะเดินหน้าเต็มกำลังเพื่อสลายโครงสร้างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่อยู่ทางตอนใต้ของเลบานอนให้ได้มากที่สุด เพื่อประกันความมั่นคงของประเทศ
“หากเดินไปตามแผนโรดแมป อิสราเอลก็จะไม่บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งยังไม่นับถึงการดำรงอยู่ และฟื้นขึ้นมาทางอำนาจของอิหร่านจากการปลดล็อคมาตรการคว่ำบาตรและการคืนสินทรัพย์ที่อายัดเอาไว้ รวมถึงการพัฒนาขีปนาวุธ โครงการพัฒนานิวเคลียร์ หากเอาตาม 14 ข้อตกลง ก็นับเป็นการเปิดช่องให้อิหร่านยังคงพัฒนาต่อไปได้ แต่ไม่ใช่การทหารเท่านั้น ซึ่งอิสราเอลไม่ต้องการให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้ว่าจะทางการทหาร หรือทางสันติก็ตาม ฉะนั้นอิสราเอลจะเป็นฝ่ายที่ไม่ได้อะไรเลยจากสงครามครั้งนี้”
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลในวันนี้ ค่อนข้างตึงเครียด แต่เป็นความตึงเครียดที่ยังหนีกันไม่พ้น เนื่องจากเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นที่สุดในโลก โดยยึดโยงกับผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่านิยมประชาธิปไตยร่วมกัน และการสนับสนุนทางการทหารจากสหรัฐฯ ดังนั้น“อิสราเอล” จึงถูกคาดหวังในเป็นเสมือนตัวแทนที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ร่วมกันกับสหรัฐฯ
ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ ที่กำลังเดินทางไปสู่การเลือกตั้งกลางเทอม อิสราเอลเองก็เดินทางใกล้เข้าไปสู่การเลือกตั้งเช่นเดียวกัน ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์ จะสลัด “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อสนับสนุนกลุ่มคนอื่นที่มีอิทธิพลต่อประชาชนได้มากกว่า และไม่กระด้างกระเดือง หรือออกนอกลู่นอกทางพาสหรัฐฯ ไปติดกับดักสงครามอย่างเช่นในปัจจุบัน
ขั้วอำนาจเปลี่ยน สัมพันธ์ “สหรัฐฯ - อิสราเอล” ไปต่อ?
ผศ.อาทิตย์ มองว่า ขั้วอำนาจการเมืองอิสราเอลน่าจะเปลี่ยน “พรรคลิคุด” น่าจะเสียหายจากสงครามครั้งนี้ไม่ว่าจะจบอย่างไรก็แล้วแต่ โดยธรรมชาติระบบการเลือกตั้ง และระบบการเมืองตามกฎหมายพื้นฐานของอิสราเอล เอื้อต่อการเกิดรัฐบาลแบบผสมที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพอยู่แล้ว กลุ่มที่เป็นขวาสุดโต่งที่ไม่ได้ดั่งใจกับเบนจามิน เนทันยาฮู ก่อนหน้านั้นที่ไปตกลงสันติภาพกับเลบานอน ที่วอชิงตัน ทั้งที่ยังสลายโครงสร้างฮิตบาเราะไม่สำเร็จ ทั้งยังมีกลุ่มที่เป็นสายชาบัด (Chabad) สายศาสนาที่สายซ้ายชาตินิยม กลุ่มเหล่านี้น่าจะรวมตัวกันเหมือนที่เคยล้มเมธันยาฮูมาได้ทุกครั้งก่อนหน้านั้น เพราะฉะนั้นเชื่อว่าแนวร่วมนี้น่าจะมาทวงอำนาจอีกครั้ง
บทบาทของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันตกน่าจะลดน้อยถอยลงอย่างแน่นอน ด้วยธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระดับโลกในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้ในแวดวงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ IR (International Relations) ได้มีการพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่สงครามเย็นจบลงว่าขั้วอำนาจโลกเปลี่ยนแล้ว ว่าในมิติการทหาร ความมั่นคงสหรัฐฯ อาจจะยังเป็นขั้วอำนาจเดี่ยว แต่ในทางเศรษฐกิจมีหลายขั้วอำนาจ และเราก็พูดกันมาตลอด ๆ ว่า สถานะความเป็นเบอร์หนึ่งในความเป็นความมั่นคงทางสหรัฐฯ ยังคงอยู่ไหม
วันนี้เราดูอาวุธยุทโธปกรณ์อาจจะยังเป็นเบอร์ 1 แต่ถูกไล่ตีตื้นมาเรื่อย ๆ โดยฝั่งจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะสงครามอิหร่านยิ่งพิสูจน์ตอกย้ำว่าสหรัฐฯ ถดถอยลงอย่างแท้จริงทางด้านการทหาร เพราะไม่บรรลุเป้าหมาย ทั้งยุทธศาสตร์ก็ไม่มีความชัดเจน
“ฉะนั้นสงครามครั้งนี้อาจจะตอบสนองต่อสภาพทางดุลอำนาจของโลกที่เป็นไลน์ขั้วอำนาจอยู่แล้ว แต่สหรัฐฯ ไม่สามารถที่จะควบคุมกลุ่มอิทธิพลเหนือภูมิภาคเอเชียตะวันตกได้เสมือนช่วงสงครามเย็นอีกต่อไป”
คลี่คลายขัดแย้งโลก “ไทย” บทบาทเชิงสร้างสรรค์
…ที่ผ่านมาประเทศไทย ได้วางตัวในลักษณะที่ค่อนข้างเป็นกลาง หลังจากนี้สามารถที่จะเข้าไปตักตวงผลประโยชน์อะไรกับแนวทางที่กำลังจะเป็นอยู่ตาม MOU นี้ได้บ้างหรือไม่?…
ผศ.อาทิตย์ กล่าวว่า ในเชิงการทูต บทบาทความเป็นกลางของไทยควรจะชัด และใช้ประโยชน์จากบทบาทตั้งรับเป็นบทบาทเชิงรุก ความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อาจจะไปสนับสนุนกระบวนการอิสลามาบัด เพื่อให้เห็นว่าไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายความขัดแย้งให้กับโลก
ในเชิงทางเศรษฐกิจ กระแสลมเริ่มเปลี่ยนทิศ เศรษฐกิจเริ่มมีน้ำหนักอยู่ในกลุ่ม BRICS มากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรมหาศาล โดยในปี 2026 ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็น ประเทศหุ้นส่วน ของ BRICS แล้ว ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการค้าและการลงทุนของไทยในระดับโลก ฉะนั้นเศรษฐกิจระหว่างประเทศวันนี้ จะต้องให้น้ำหนักกับการกระจายไปหาเพื่อนประเทศต่าง ๆ ให้มากขึ้น มากกว่าจะพึ่งพากับตลาดใหญ่อยู่เพียงตลาดเดียว
“ที่สำคัญ ค่อนข้างมั่นใจว่าหากแผนการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพในกรอบโรดแมป อิสรามาบัดเดินหน้า ปิโตรเคมีของอิหร่านจะได้รับการเปิด หรือปลดล็อคจากมาตรการคว่ำบาตรก่อนเพื่อน ไทยจึงควรเข้าไปตั้งแต่แรก เพื่อกระจายการนำเข้าน้ำมันด้วยโครงสร้างพลังงานของไทยที่วางอยู่บนยุทธศาตร์การนำเข้าเป็นหลัก”
อ่านข่าว:
ทลาย "นอมินี" ภูเก็ต วัดฝีมือ "โชตินรินทร์ -เขตรัฐ" สายตรงคลองหลอด