"ถ้ำกระดูก" จากร่องรอยไฮยีนาโบราณ สู่แหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งใหม่ของไทย
วันนี้ (23 มิ.ย.2569) กรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า ใต้เงาภูเขาหินปูนเขาถ้ำเพดาน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช บันทึกเรื่องราวสำคัญของโลกในอดีตเอาไว้ภายใน "ถ้ำกระดูก" ที่พาย้อนกลับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในคาบสมุทรไทยเมื่อราว 200,000 ปีก่อน
แหล่งซากดึกดำบรรพ์แห่งนี้ถูกค้นพบโดยประชาชนในพื้นที่เมื่อปี พ.ศ.2548 ภายในถ้ำกระดูกหรือเดิมชื่อว่าถ้ำสิงห์คุ้ม ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเขาถ้ำเพดาน ภูเขาหินปูนลูกโดดที่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ โดดเด่นอยู่ท่ามกลางพื้นที่ราบ ซึ่งล้อมรอบด้วยสวนยางพาราและสวนผลไม้
ลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเขาลูกนี้ ประกอบด้วยหินปูนสีเทาในกลุ่มหินราชบุรี อายุประมาณ 270 ล้านปี เกิดขึ้นในยุคเพอร์เมียนตอนกลาง ที่บ่งบอกว่าในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลโบราณมาก่อน
ภายในถ้ำพบซากดึกดำบรรพ์ ฟันและกระดูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลากหลายชนิด ได้แก่ ไฮยีนา หมู วัว เลียงผา กวาง แรด และเม่น รวมถึงกระดูกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดใหญ่ที่ฝังตัวอยู่ในตะกอนถ้ำสีแดง ซึ่งสะสมตัวเป็นตะกอนหนาประมาณ 2 เมตร จากอิทธิผลของทางน้ำโบราณ โดยมีสารประกอบของเหล็กและแมงกานีส ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานตะกอนเหล่านั้นไว้ ด้วยจำนวนซากดึกดำบรรพ์กระดูกที่พบเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกถ้ำที่ค้บพบนี้ว่า "ถ้ำกระดูก" ไปโดยปริยาย
ซากดึกดำบรรพ์ทั้งหมดมีอายุประมาณ 200,000 ปี อยู่ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีนตอนกลาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกมีสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก การค้นพบซากดึกดำ บรรพ์ไฮยีนา ร่วมกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่นๆ
นับเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ สามารถตีความสภาพแวดล้อมในอดีตได้ว่า พื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงเวลานั้นมีภูมิอากาศค่อนข้างหนาวและกึ่งแห้งแล้ง มีป่าดิบสลับกับทุ่งหญ้าสะวันนา ซึ่งเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ขนาดใหญ่หลากหลายชนิด ซึ่งในปัจจุบันไฮยีนาในธรรมชาติสามารถพบได้เฉพาะในทวีปแอฟริกาเท่านั้น
นอกจากนี้ แหล่งซากดึกดำบรรพ์ถ้ำกระดูก ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นเส้นทางการอพยพ และการกระจายตัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอดีต จากจีนตอนใต้ผ่านแผ่นดินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปจนถึงหมู่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา และวิวัฒนาการของสัตว์ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี
ด้วยคุณค่าทางวิชาการอันโดดเด่น แหล่งซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมถ้ำกระดูกจึงได้รับการประกาศให้เป็น"แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียน" ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 143 ง ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นับเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนแห่งที่ 28 ของประเทศไทย และเข้าหลักเกณฑ์การเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ที่มีซากดึกดำบรรพ์หลายชนิดอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากที่เคยค้นพบมาก่อน
ปัจจุบัน กรมทรัพยากรธรณี โดยกองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ ได้จัดทำแผนพัฒนาเชิงบูรณาการพื้นที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์ถ้ำกระดูก เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ คุ้มครอง และบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัย การเผยแพร่องค์ความรู้ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา เพื่อให้แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติแห่งนี้สร้างประโยชน์ต่อประชาชน และชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ผลตรวจตะกอนดินล่าสุด แม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง พบสารหนูเกินมาตรฐานหลายจุด
กกต.แจงปมเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถูกนำไปห่อสินค้า
Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง