“ความคาดหวัง” แรงผลักดัน หรือ แรงกดดันจากผู้ปกครอง?
Spoil
- งานวิจัยกล่าวว่า ครอบครัวเอเชียมีโอกาสคาดหวังในบุตรหลานตัวเองมากกว่าชนชาติอื่น
- ความคาดหวังในเรื่องการเรียน เป็นหนึ่งในเรื่องยอดนิยมที่พ่อแม่มักมีต่อลูกๆ ของพวกเขา
- การรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายอย่างมีเหตุผล เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
ก่อนที่น้องๆ จะเริ่มอ่านบทความนี้ต่อไป พี่ขอตั้งคำถามก่อนเลยว่า น้องๆ เคยรู้สึกเหมือนถูกคนที่บ้าน “จ้างมาเรียน”รึเปล่า น้องๆ ลองตอบไว้ในใจก่อน ไว้เดี๋ยวค่อยมาเล่าให้พี่ฟังนะ
วันนี้พี่แทนนี่ จะมาชวนตีแผ่สิ่งที่ใครหลายคนน่าจะเคยสัมผัสมา และไม่ว่าจะยุคสมัยไหน สิ่งนี้ก็ยังคงอยู่มาตลอดอย่าง “ความคาดหวัง” นั่นเอง ว่าการคาดหวังในผู้อื่นสามารถส่งผลอะไรบ้าง ทั้งในแง่ของกายภาพและจิตใจ
หากจะนิยามคำว่า “ความคาดหวัง (Expectations)”ให้เห็นภาพเนี่ย มันเป็นความเชื่อที่ว่า “สิ่งที่เราคิดจะเป็นจริงในอนาคต หรือมีความเชื่อว่าอีกคนจะทำได้” ซึ่งหนึ่งในรูปแบบของความคาดหวังที่มีการศึกษาอย่างแพร่หลาย และเป็นรูปแบบที่มีพบให้เห็นได้ทั่วไปในวัยเรียนอย่างเราก็คือ “ความคาดหวังของผู้ปกครอง” หรือ Parental expectations นั่นเอง
“ลูกทุกคนเกิดมาพร้อมกับความคาดหวังของพ่อแม่”ว่าอยากให้ลูกเป็นอะไร มีอนาคตประมาณไหน
แน่นอนว่าการให้ความคาดหวังกับผู้อื่นเนี่ย ก็มีข้อดีและข้อเสียหลายข้อเลยแหละ ตามนี้เลย แล้วเดี๋ยวไปดูคำอธิบายกัน ว่าเป็นเพราะอะไร
เป็นการแสดงออกให้รู้ว่า ลูกนั้นเป็นคนสำคัญของพวกเขา
วัยเด็กนั้นเป็นวัยที่ต้องการการเอาใจใส่จากผู้ปกครองมาก เพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในตัวเด็ก การที่พ่อแม่มีเวลาและให้ความสำคัญผ่านการตั้งความคาดหวังนั้น เป็นวิธีการที่ดูจะชัดเจนที่สุด เพราะจะทำให้เด็กอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจหรือให้รางวัลอีกที และพ่อแม่เองก็ได้ในสิ่งที่เป็นไปตามความคาดหวังของพวกเขาอีก ดูยังไงก็ วิน-วิน ชัดๆ เลย
สร้างเป้าหมายที่ชัดเจนให้กับเด็ก
โดยที่จะเป็นเป้าหมายที่มาจากตัว “ผู้ปกครอง” ซึ่งส่วนมากก็คือเรื่องการเรียนและการมีอนาคตที่ดี แต่ประเด็นก็คือการมีความหวัง ดันทำให้เด็กทำได้ดีในเรื่องนี้
มีงานวิจัยในช่วงประมาณ 15 ปีที่แล้วบอกว่า เด็กที่ได้รับความคาดหวังจากผู้ปกครองมากจากผู้ปกครอง ก็จะมีผลการเรียนที่ดีกว่า
แนวทางที่ผู้ปกครองบางท่านพยายามบอกให้บุตรหลานทำผลการเรียนให้ดี พี่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์มาก่อนกับตัว เพราะเรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติในครอบครัวคนเอเชียอย่างเราๆ โดย Yamamoto (2010)บอกไว้เลยว่า “ครอบครัวเอเชียนี่แหละ คาดหวังกับบุตรหลานตัวเองเยอะกว่าคนชนชาติอื่นๆ”แต่แน่นอนที่ผู้ปกครองมักคาดหวังในตัวเด็กๆ เหตุผลหลักๆ ก็เพราะอยากให้ลูกหลานของพวกเขามีผลการเรียนที่ดี จะได้เป็นเจ้าคนนายคนและมีอนาคตที่ดี เหมือนเป็นการปูถนนเส้นทางให้บุตรหลานได้เดินได้สะดวกยิ่งขึ้น
ลองสังเกตกันดู เวลาที่เราคาดหวังกับใคร เราก็มักจะบอกความต้องการของเราออกไปให้เขารับรู้ หรือพยายามจัดสรรสิ่งต่างๆ ทั้งการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือบุคคล ให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ซึ่งจากงานวิจัยข้างต้น ก็ได้ข้อสรุปว่า “ยิ่งคาดหวัง เด็กก็จะทำได้ดี” อันเป็นจุดที่คอย “ผลักดัน”เด็กๆ ให้สามารถทำผลการเรียนที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง หากเราพยายามใส่ความคิดหรือบอกกล่าวความต้องการของตนเอง ออกไปให้เด็กๆ ฟัง
แต่ในอีกมุม ความคาดหวังนี่แหละ ที่สร้าง “ความกดดัน”ให้กับเด็กเสียเอง ซึ่งหลักๆ ต้องกล่าวไว้ก่อนว่า มักจะเกิดจากความคาดหวังที่สูงเกินไปจนอาจทำให้เกิดพฤติกรรมที่เข้าไปควบคุมบุคคลอื่น แล้วหากเกิดขึ้นมันจะส่งผลเสียในแง่มุมได้บ้าง ก็มีตามนี้เลย
สร้างความเครียดและกดดัน
ความคาดหวังนั้นสามารถทำให้เด็กเกิดความเครียด รู้สึกถูกกดดัน และไม่เป็นตัวเอง ในบริบทเมื่อเด็กถูกบังคับให้ทำจน “ไม่มีความสุข”
โดยมีงานวิจัยนึงในฮ่องกงที่ศึกษาผ่านเด็กนักเรียน 1597 คน เกี่ยวกับความคาดหวังของครอบครัวต่อพวกเขา พบว่าเด็กผู้ชายต้องการเรียนให้ดีเพียงเพื่อ "ไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง" เพราะพ่อแม่ "คาดหวัง" พวกเขาสูง เด็กที่ได้รับรู้แบบนั้นจึงพยายามทำให้ดี เพื่อจะเลี่ยงความผิดหวังของพ่อแม่ ซึ่งมันอาจจะตามมาด้วยบทลงโทษหรืออะไรที่เลวร้ายกว่านั้น (Ho, 1986) ซึ่งในครอบครัวเชื้อสายเอเชียส่วนมาก อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้เลย คือจะมีการเลี้ยงดูที่มีการคาดหวัง ใส่ใจ แต่ก็มาพร้อมกับการลงโทษทางร่างกายเช่นกันหากไม่ทำตามข้อตกลง (Eisenberg et al., 2009) ทำให้เด็กเกิดความเครียดและถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ ก่อให้เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมานั่นเอง
ทำให้เด็กไม่ได้อิสระในการค้นหาตัวเอง
ตัวเด็กเองเมื่อเวลาที่ทำอะไรให้พ่อแม่รู้สึก "ผิดหวัง" เด็กเองก็จะไม่อยากทำสิ่งนั้น เพราะนอกจากจะกลัวการถูกลงโทษที่อาจตามมา ตามหลักการคลาสสิกทางจิตวิทยาอย่าง "Punishment" ที่ใช้อธิบายเวลาคนทำพฤติกรรมน้อยลง เนื่องจากทำแล้วถูกลงโทษ ไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อม
ยกตัวอย่างกรณีนี้ง่ายๆ เช่น "พ่อแม่ไม่พอใจเวลาลูกเล่นแต่ดนตรีไม่สนการเรียน ลูกเลยลดพฤติกรรมเล่นดนตรีไป"
เด็กเองไม่ได้อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวังอยู่แล้ว ซึ่งผลระยะยาวก็จะทำให้เด็กเหมือนถูก "ปิดโอกาส" ในการค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบเรื่องอื่นๆ ไปในตัว
Self-esteem ที่ลดลง
เวลาที่เรารับรู้ว่าพ่อแม่ผิดหวังในตัวเรา ก็จะส่งผลให้ตัวเด็กเองรู้สึก “มีคุณค่าลดลง” ศัพท์ทางการเขาจะเรียกว่า “Self-esteem”ฮะ ลองนึกประมาณว่า พ่อแม่อยากให้ลูกเก่งคณิตศาสตร์ แต่พอลูกทำไม่ได้ดี พวกเขาก็จะผิดหวัง และนั่นเองก็จะทำให้เด็กมีความคิดว่า “เราทำให้เขาภูมิใจไม่ได้”
พี่เองก็เคยเป็นคนนึงเหมือนกันที่ถูกที่บ้านคาดหวังเรื่องเกรดในช่วงมัธยมต้น ยอมรับว่าพี่เองก็เครียดมากเหมือนกัน แม้ที่บ้านอาจจะไม่ได้ดุหรือใช้บทลงโทษอะไรชัดเจน แต่พี่เองเหมือนจะ “กดดันตัวเอง”ให้ทำเกรดให้ดีไปแล้วอัตโนมัติ
พอเขียนมาถึงตรงนี้ จะเห็นได้ว่าเรื่องของ “ความคาดหวัง” เองเป็นเหมือนดาบสองคม ที่ให้ทั้งดอกผลที่งดงาม และความกดดันอันหนักอึ้ง เราเชื่อว่าสิ่งที่น้องๆ หลายคนอยากได้หลังจากอ่านบทความนี้จบ ก็คือ “ไม่ได้ห้ามพ่อแม่คาดหวัง แต่ก็อย่าบังคับกันมากเกินไป” ด้วยความที่วัยรุ่นเป็นวัยแห่งการค้นหาตัวเอง ได้ค้นคว้าหาในสิ่งที่ตนเองชอบและสนใจ ผ่านการเข้าไปลงมือทำหรือทดลองดู การที่เรามีโอกาสที่หลากหลายมากกว่าในส่วนนี้ จะทำให้ในอนาคตเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น รวมไปถึงความเครียดที่ลดลงอีกด้วย
ส่วนในอีกด้าน ผมเองไม่ได้บอกว่าการคาดหวังในตัวพวกเขาเป็นสิ่งไม่ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าในบางอย่างเช่น การเรียน เป็นพื้นฐานในการไปต่อในวัยที่สูงขึ้น แต่การทำอะไรที่มากเสียเกินไป ก็ไม่ได้ให้ผลดีเสียเท่าไหร่ นอกเสียจากจะเพิ่มแรงกดดันให้เด็ก และปิดกั้นการออกไปสู่โลกกว้างของพวกเขา
ในวันนี้ลองถามตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือน้องๆ เองก็ได้ว่า
"ในวันนี้เราคาดหวังใครมากไป จนมันกลายเป็นความกดดันสำหรับเขารึเปล่า"
How to จัดการกับปัญหาอย่างนุ่มนวล
ถ้าน้องๆ มีโอกาสได้สื่อสารความคิดของเราออกไป ว่าคิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ พี่แนะนำมากๆ ด้วยวิธีการที่ต้องปรับความเข้าใจหากันสักหน่อย ตัวอย่างวิธีก็ตามนี้เลย
- ลองหาเหตุผลมารองรับในการพูดคุยระหว่างกันทั้งสองฝ่าย
- พยายามรับฟังและทำความเข้าใจในความคิดของอีกฝ่ายก่อนเสมอ ว่าเพราะอะไรถึงคิดเช่นนั้น
- ร่วมกันลงมือหา "จุดเชื่อม" ที่จะทำให้พอใจกันทั้งคู่ให้ได้
พี่เชื่อว่าหากเราได้รับรู้ในความคิดมุมของกันและกันบ้าง และร่วมมือกันหาทางแก้ตรงกลางได้ มั่นใจเลยว่า จะเกิดผลที่ดีขึ้นตามมาแน่นอนหลังจากนี้! สุดท้ายนี้น้องๆ คนไหนที่เคยเจอประสบการณ์ประมาณนี้ หรือใครมีความคิดเห็นอยากมาแลกเปลี่ยนกัน สามารถพิมพ์มาเล่าให้ฟังได้เลยนะ อยากรู้ในแง่มุมของทุกคนเลยว่าคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง