โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Care the Wild จับมือเอกชน ปลูกป่าสู้วิกฤตโลกร้อน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ย 2565 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2565 เวลา 10.30 น.

ด้วยปัจจัยสภาพแวดล้อมในโลกธุรกิจ และการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคตลาดทุน นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ในการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังต้องมุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียน โดยนำเสนอบริการด้านความรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรอบรม สัมมนา คู่มือ แนวปฏิบัติ การประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG คลังความรู้ และการให้คำปรึกษาเชิงลึกในประเด็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถพัฒนาผลการดำเนินงานด้าน ESG อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลเช่นนี้จึงทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ “Climate Change Climate Care Collaboration : รวมพลังบวกกู้วิกฤตโลกร้อน” ด้วยการเชิญชวนภาคธุรกิจมาสร้างความสมดุลให้แก่โลก และพร้อมช่วยกันแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนขณะนี้ ผ่าน 3 โครงการย่อย ได้แก่

หนึ่ง Care the Bear : Change the Climate Change ส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนลดสภาวะโลกร้อนด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกจากการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์

สอง Care the Whale : ขยะล่องหน เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีพันธมิตรและเครือข่ายกว่า 30 องค์กร ประกอบด้วยผู้ประกอบการบนพื้นที่ถนนรัชดาภิเษก 14 แห่ง รวมถึงผู้ประกอบการทางสังคม องค์กรพันธมิตรในธุรกิจด้าน Circular Economy และหน่วยงานภาครัฐอีกหลายแห่ง

สาม Care the Wild : ปลูกป้อง Plant & Protect ถือเป็น Collaboration Platform ที่เป็นกลไกเพื่อการระดมทุน เพื่อการปลูกต้นไม้ใหม่ ปลูกต้นไม้เสริม และส่งเสริมการดูแลต้นไม้ โดยผ่านภาคีองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้ง 3 โครงการมีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2565 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการ Care the Wild ร่วมกับสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ และภาคเอกชน ลงพื้นที่ปลูกป่าใน 2 แห่ง คือ ป่าชุมชนตำบลสหกรณ์นิคม อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และป่าชุมชนบ้านหลังเขา อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

“ประลอง ดำรงค์ไทย” อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิของคณะทำงานพิจารณาพื้นที่ปลูกป่า โครงการ Care the Wild กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการมาแล้ว 2-3 ปี เนื่องจากวิกฤตโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ดีคือ การช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่า ปลูกต้นไม้ เพราะตราบใดที่เรายังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ เราจึงต้องนำต้นไม้มาช่วยดูดซับ

“โดยเป้าหมายของโครงการจะต้องปลูกต้นไม้ให้รอด 100% โดยที่ภาคเอกชนปลูกกับชุมชน และชุมชนเป็นผู้ดูแล อีกเป้าหมายหนึ่งคือการให้ชุมชนได้ประโยชน์จากป่า เพราะต้นไม้ที่เรานำมาปลูกส่วนใหญ่จะเป็นไม้ยืนต้น แต่อีก 20-30% เป็นไม้ผล หรือต้นไม้ที่ให้ผลผลิตได้ เพราะเมื่อไม้เหล่านี้เติบโตขึ้นไป จะกลายเป็นทรัพยากรอาหารที่ชุมชนสามารถเข้ามาเก็บของป่าเพื่อใช้บริโภคตามวิถีชีวิตที่สืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น”

โครงการเริ่มปลูกป่าปีนี้ที่ชุมชนตำบลสหกรณ์นิคม อ.ทองผาภูมิ เป็นแห่งแรก โดยร่วมกับ บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ GGC ผู้บุกเบิกด้านผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมี (ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพจากน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์) ด้วยการปลูกต้นไม้ 4,000 ต้น บนผืนป่าชุมชนเนื้อที่กว่า 20 ไร่

“วโรภาส กิมชูวาณิช” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพาณิชยกิจ บริษัท โกลบอลกรีน เคมิคอล จํากัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ภาคเอกชนในอดีตผ่านมามุ่งเน้นแต่มิติด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจละเลยมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่วันนี้เราต่างตระหนักว่าการทำธุรกิจแบบเดิม ๆ มุ่งเน้นแต่กำไรไม่ตอบโจทย์และไม่ยั่งยืน เพราะทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังจะเห็นว่าบางครั้ง ใน 1 วันมีถึง 4 ฤดู ซึ่งโลกกำลังบอกว่าเรามาอยู่ในจุดวิกฤตแล้ว ฉะนั้นภาคเอกชนจึงต้องหันกลับมามองที่การพัฒนาแบบยั่งยืนมากขึ้น คือมุ่งเน้นความสำคัญกับผลกระทบต่อโลกทั้งภายในและนอกองค์กร

วโรภาส กิมชูวาณิช

“สำหรับป่าชุมชนตำบลสหกรณ์นิคมเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่มีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในพื้นที่แหล่งต้นน้ำชุมชนห้วยดินโส มีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น หญ้าถอดปล้อง 400 ล้านปี, ปูร้อยสี, จักจั่นงวงช้าง, ต้นไทรขนาดใหญ่, ดงตาว, ดงจันทน์ผา และสัตว์ป่ามากมาย การปลูกป่าจะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพื่อรองรับแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

“กระทั่งต่อมามีการลงพื้นที่ปลูกต้นไม้เพิ่มอีกจำนวน 20 ไร่ ที่ป่าชุมชนบ้านหลังเขา อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี โดยร่วมกับบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โดยเริ่มปลูกในปีนี้ 10 ไร่ และจะปลูกต่อเนื่องอีก 10 ไร่ ในปีหน้า”

“วุฒิ วิพันธ์พงษ์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอสแซทไวท์ กล่าวว่า แอสเซทไวส์ดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพราะเราตระหนักและให้ความสำคัญถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงการสร้างคุณค่าใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้แก่บริษัท

สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้ว ตั้งแต่ในธุรกิจของเรา โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยที่เน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี มีการปลูกต้นไม้ แต่ทั้งนั้นยังมองว่าไม่เพียงพอ เราจึงต้องดำเนินการมากขึ้นเพราะเรามีโลกใบเดียว

“แต่การเลือกปลูกป่าก็ต้องมีการคัดสรรอยู่พอสมควร แต่เมื่อมาเจอชุมชนบ้านหลังเขา จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นชุมชนอยู่ในภาคกลาง ใกล้กับกรุงเทพฯ อีกทั้งยังเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ชาวบ้านมีการดูแลป่าอยู่แล้ว มีผู้นำเป็นพระอาจารย์ ซึ่งโดยส่วนตัวผมค่อนข้างเชื่อว่าชุมชนที่มีพระสงฆ์เป็นผู้นำ หรือเป็นศูนย์รวมจิตใจจะเป็นชุมชนที่เข้มแข็งพอสมควร”

จึงทำให้ภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...