โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[รีวิว] Blood & Gold : หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 โหด ดุ เลือดสาด โดยไม่ต้องมีฉากรบ

BT Beartai

อัพเดต 03 มิ.ย. 2566 เวลา 08.03 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2566 เวลา 07.57 น.
[รีวิว] Blood & Gold : หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 โหด ดุ เลือดสาด โดยไม่ต้องมีฉากรบ

แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะผ่านมาเกือบ 80 ปีแล้ว แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลกก็ยังคงสร้างหนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่แล้ว ‘นาซีเยอรมัน’ ก็มักจะได้บทตัวร้ายในหนังอยู่เสมอ แม้กระทั่งเรื่องนี้ Blood & Gold หนังที่สร้างโดยเยอรมันเองก็ตาม แล้วก็เป็นการเลือกหยิบแง่มุมเล็ก ๆ ในช่วงปลายสงครามมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ

โรเบิร์ต เมเซอร์ (นักแสดงนำ) และ ปีเตอร์ ธอร์วาร์ต (ผู้กำกับ)
โรเบิร์ต เมเซอร์ (นักแสดงนำ) และ ปีเตอร์ ธอร์วาร์ต (ผู้กำกับ)

หนังเป็นผลงานกำกับของ ปีเตอร์ ธอร์วาร์ต (Peter Thorwarth) อดีตนักแสดงที่ผันมาเป็นผู้กำกับ แล้วเรื่องนี้ยังพ่วงหน้าที่ร่วมเขียนบทกับ สเตฟาน บาร์ธ (Stefan Barth) และเป็นผลงานกำกับเรื่องที่ 2 แล้ว ที่ธอร์วาร์ตกำกับให้กับ Netflix เรื่องก่อนหน้านั้นก็คือ Blood Red Sky หนังแวมไพร์บนเครื่องพาณิชย์ ก็เป็นอีกเรื่องที่เล่าเรื่องปีศาจแวมไพร์ในพื้นที่จำกัดได้อย่างสนุกน่าติดตาม

Blood & Gold เล่าเรื่องราวของ ‘ไฮน์ริช’ อดีตทหารนาซีหนีทัพ ที่รอดชีวิตจาการถูกแขวนคอมาได้ เพราะ ‘เอลซา’ สาวชาวไร่ช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วนาซีหน่วยเดียวกันนี้ก็ลักพาตัว ‘พอล’ น้องชายของเอลซาไป ทำให้ไฮน์ริชและเอลซาต้องตามมาที่หมู่บ้านที่กองทหารนาซีมาตั้งทัพ เพราะหมู่บ้านนี้มีทองแท่งจำนวนมากที่ครอบครัวชาวยิวทิ้งเอาไว้ กลายเป็นความอีรุงตุงนัง ที่ชาวบ้านและทหารนาซีพยายามจะแย่งชิงทองกัน ขณะเดียวกันไฮน์ริชและเอลซาก็พยายามแก้แค้นเอาคืนกับเหล่าทหารนาซีจอมโฉด

อันดับแรกก็ต้องชื่นชมที่ธอร์วาร์ตและบาร์ธ 2 มือเขียนบทที่เลือกเล่าเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองที่แตกต่างจากทุกเรื่องที่ผ่านมาทำให้ไม่ซ้ำซาก เพราะใช่แค่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นฉากหลัง ไม่มีฉากสู้รบกันระหว่างทหาร แต่เลือกให้อดีตทหารนาซีหนีทัพเป็นพระเอกแล้วหน่วยทหารเดิมรับบทผู้ร้ายไป แล้วสร้างภาพลักษณ์ตัวร้ายของเรื่องได้เลวสุด ๆ ไปเลย ทั้งตัวผู้พันของหน่วยที่โหดสุด แถมสร้างภาพลักษณ์ได้เหมือนอย่างกับตัวร้ายในการ์ตูน คือหน้าเละไปข้างหนึ่งแล้วใส่หน้ากากปิดบังรอยแผลไว้ครึ่งหน้า เลือดเย็นและไร้รอยยิ้ม รองลงมาคือ ‘จ่าจอมโฉด’ ร่างใหญ่โหดและหื่นตลอดเวลา มีความแค้นฝังหุ่นกับไฮน์ริชตัวร้ายของเรื่อง เรื่องนี้พระเอกของเราจึงต้องเผชิญกับตัวร้ายระดับบอสถึง 2 ตัว พอหนังสร้างสรรค์ตัวร้ายได้โหดดุแบบนี้ก็ยิ่งทำให้หนังดูมีสีสันน่าติดตาม

ความยาวหนังตามมาตรฐานแค่ 90 นาที แต่ก็ยังแบ่งครี่งแรกและครึ่งหลังได้อย่างชัดเจน ครึ่งแรกนั้นเรื่องราวจะอยู่ที่บ้านไร่ของเอลซา ที่ไฮน์ริชและเอลซาจะต้องรับมือกับหน่วยทหารนาซี ก่อนที่พวกมันจะจับตัวพอลไปยังหมู่บ้าน พอเข้าครึ่งหลัง เรื่องราวก็จะดำเนินอยู่แค่ไหนหมู่บ้านเล็กมีชาวบ้านไม่กี่หลังคาเรือน มีโบสถ์เป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน และเป็นเป้าหมายหลักของทหารนาซีหน่วยนี้ที่รู้ข่าวว่าครอบครัวชาวยิวทิ้งทองแท่งไว้จำนวนมาก และพวกมันก็ต้องการครอบครองทองเหล่านี้ เพื่อไปใช้ชีวิตสุขสบายเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้จะยุติลงแล้ว ทำให้ 2 เส้นเรื่องมาบรรจบกันในหมู่บ้านนี้ แล้วพาเราไปสู่ฉากไคลแมกซ์ที่สาดกระสุนกันดุเดือด ทั้งชาวบ้านที่ฆ่ากันเองเพื่อชิงทอง แล้วยังต้องรับมือกับทหารนาซีที่ต้องการทองด้วยเหมือนกัน ส่วนไฮน์ริชและเอลซานั้นก็ต้องการชำระแค้นกับผู้พันและจ่าโหด

พอดูออกครับ ว่าเป็นหนังฟอร์มเล็ก ใช้ทุนสร้างไม่มาก ตัวละครไม่เยอะ บนเส้นเรื่องง่าย ๆ เป็นเส้นตรง ไม่มีปริศนา ไม่มีการหักมุม แต่ก็เป็นบทที่สามารถสอดแทรกฉากแอ็กชันลงไปได้ถี่ ๆ และทำหน้าทีเป็นจุดขายของเรื่องได้อย่างดี เราก็เลยได้ดูฉากต่อสู้ที่ทั้งรุนแรงและโหดพอดู ทั้งการต่อสู้ด้วยปืน มีด และมือเปล่า ยิงกันเลือดกระจาย ระเบิดกันจนแขนขาปลิว คนตายเยอะมาก บางรายก็ดูเก่งกาจมีสีสัน ได้โชว์ลีลาบนจอได้แพร้บ ๆ ก็ไปซะแล้ว อาจจะเพราะว่าเรื่องนี้เป็นหนังเยอรมันกระมังครับ ไฮน์ริชพระเอกของเรื่องจึงไม่เป็นอึดถึกทนระดับซูเปอร์ฮีโรนัก เก่งจริงในการต่อสู้ทั้งปืนและหมัด แต่เรื่องนี้พระเอกของเราก็เสียท่า ร่วงลงไปกองกับพื้นอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ก็ทำให้ฝ่ายดีของเรื่องตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองให้ต้องช่วยลุ้นอยู่บางครั้ง ไม่ได้เอาชนะคู่ต่อสู้แบบผ่านฉลุยจนเกินไป

เพราะเป็นหนังเยอรมันล่ะครับ บรรดาสักแสดงก็เลยไม่คุ้นหน้า แต่ก็ชื่นชมว่าแคสติงนักแสดงได้เข้ากับบทอย่างมาก โดยเฉพาะตัวร้ายนี่มากันแบบโอเวอร์แอ็กติ้งได้สีสันแบบหนังการ์ตูนเลย โรเบิร์ต เมเซอร์ (Robert Maaser) ในบท ไฮน์ริช เป็นชายร่างสูงใหญ่ ทำให้ดูเหมาะสมกับบทพระเอกของเรื่อง ผ่านงานหนังฮอลลีวูดมาแล้วหลายเรื่องทั้ง Original title: Mission: Impossible – Rogue Nation, 1917 และ Uncharted แต่ก็ได้บทสมทบล้วน ๆ เลยไม่มีใครจำหน้าเขาได้

แม้จะเป็นหนังแอ็กชันที่ดุเดือดเลือดสาด แต่ก็ยังพอมีมุกแทรกอยู่บ้างประปรายแต่กระนั้นก็ยังเป็นตลกร้าย ที่เล่นล้อกับความตาย ไม่ได้ชวนให้ยิ้มตามเลยนะครับ แต่ก็ชวนให้ช็อตฟีลว่าเล่นกันแบบนี้เลยเหรอ Blood & Gold น่าจะถูกใจคอหนังแอ็กชันเลยล่ะครับ ตัวละครมาแบบขาวจัด ดำจัด ฝ่ายดีที่ไร้ตัณหาราคะ แค่อยากจะหนีทัพกลับไปหาลูก แต่ต้องมาผ่านวิบากกรรมที่ต้องผ่านเส้นทางของเหล่าตัวร้ายที่เต็มไปด้วยความโลภแบบสุด กลายเป็นเรื่องราวให้เราได้สนุกกันสั้น ๆ ในเวลาแค่ชั่วโมงครึ่ง แนะนำครับ

[รีวิว] Blood & Gold : หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 โหด ดุ เลือดสาด โดยไม่ต้องมีฉากรบ
[รีวิว] Blood & Gold : หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 โหด ดุ เลือดสาด โดยไม่ต้องมีฉากรบ

คุณภาพงานสร้าง 7 นักแสดง 5.5 บทภาพยนตร์ 6.5 ความบันเทิงตามแนวหนัง 7 คุ้มค่าเวลารับชม 7.5 จุดเด่น เล่าเรื่องง่าย ตัวละครขาวจัด ดำจัด แต่ก็ได้ความบันเทิง เลือกเล่าเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ในทิศทางที่แตกต่างไม่ซ้ำซาก สะใจคอหนังโหด ยิงกันเลือดกระจาย แขนขากระเด็น แต่ไม่ขายฉากแหวะ ไม่เขียนให้พระเอกเป็นซูเปอร์ฮีโรจนเกินไป จุดสังเกต ตัวละครบางตัวก็มาไวไปไวเกิน มีฉากฆ่าสัตว์ 6.7

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...