แต่ละวันจะปวดหัว ประสาทจะกินแค่ไหน ก็อย่าลืมนอนจ้า! ‘Sleepmaxxing’ เทรนด์ที่ปฏิเสธการ Productive จนไม่ได้นอน และช่วยกันแชร์สารพัดวิธีในการนอนให้ดี จะได้มีแรง
อย่างที่ กรุณา บัวคำศรี นักข่าวสารคดี กล่าวไว้กับเราว่า “การนอนสำคัญที่สุด หากเรานอนไม่พอ เราจะคิดอะไรไม่ออก ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีพลังก่อน เราถึงจะไปทำอะไรอย่างอื่นได้” เพราะถ้าเราแข็งแรงได้จาก ‘ภายใน’ แม้จะเจอเรื่องหนักอกหนักใจ เจอผู้คนในสังคมที่วุ่นวาย ปวดหัวกับสถานการณ์บ้านเมือง หรือเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความเครียดที่ถาโถมเข้ามาไม่ยั้ง เราก็อาจจะยังพอมีแรงฮึดสู้กับโลกภายนอกอยู่ได้ ซึ่ง การนอนให้พอ หรือนอนอย่างมีคุณภาพ แม้บางคนอาจจะคิดว่า มันไม่ได้ทำง่ายเลยนะแม่ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้อีกแหละว่า มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรามีแรงนะคะ!
‘Sleepmaxxing’ จึงกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความสนใจใน TikTok เมื่อผู้คนต้องการกลับมาดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจผ่านการนอนหลับมากขึ้น รวมตัวกันแชร์ทริค แชร์วิธี ที่ทำให้ตัวเองนอนหลับอย่างมีคุณภาพมากขึ้น จากที่เมื่อก่อน หลายคนอาจเคยชินกับความปกติที่ไม่ปกติ ซึ่งเชิดชูคนทำงานหนักจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน ราวกับว่ากดดันให้ทุกคนต้อง Productive ตลอดเวลา แต่ ณ เวลานี้ มีการตระหนักรู้ถึงความไม่สมเหตุสมผลของชั่วโมงการทำงาน หรือปัญหาการทำงานหนักเกินไปมากขึ้น ใครมีเวลานอนมากที่สุดตอนนี้ นั่นแหละ น่าอิจฉาที่สุด
ซึ่งผู้ที่เข้ามาแชร์ทริคผ่านเทรนด์ Sleepmaxxing นี้ ก็มีตั้งแต่ทริคการทำเครื่องดื่ม Sleepy Girl Mocktail ที่มีส่วนผสมจาก เชอร์รีทาร์ต ผงแม็กนีเซียม และโซดา การชวนมากินกีวีก่อนนอน การใช้อุปกรณ์ติดตามการนอนหลับ การใส่แว่นตากรองแสงสีฟ้า การทำสมาธิก่อนนอน การกินเมลาโทนิน ไปจนถึงวิธีประหลาดๆ ที่ต้องใช้วิจารณญาณไตร่ตรองอย่างมาก เพราะมันไม่ได้มีผลทางการแพทย์รับรองเลย เช่น การเอาเทปมาปิดปาก และการใส่อุปกรณ์ขยายจมูก นั่นหมายถึง แม้เทรนด์นี้จะเป็นเทรนด์ดีๆ ที่ทำให้เราเห็นว่า คนยุคนี้หันมาให้ความสำคัญต่อสุขภาพการนอนมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีบางวิธีที่อันตราย แล้วเราก็ไม่ควรจะหาทำตาม ต้องดูดีๆ และที่สำคัญที่สุด การที่เรานั่งเครียดหรือกดดันตัวเองมากไปว่า “ฉันต้องนอนหลับอย่างมีคุณภาพ” ก็อาจมีส่วนทำให้จากที่เราจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วแท้ๆ กลายเป็นส่งผลต่อสุขภาพจิตจนไม่ได้พักผ่อนเลย
จากเทรนด์นี้ มีคำแนะนำไหนที่ดูแล้วเวิร์ค ฟังแล้วน่าสนใจ ไปไล่อ่านกันได้เลย
1. การหายใจแบบกล่อง: Anita Shelgikar ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจาก University of Michigan Medical School กล่าวว่า “เทคนิคต่างๆ เช่นการหายใจเข้าลึกๆ หรือการทำสมาธิ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยลดความเครียดและส่งเสริมการผ่อนคลาย ทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้” ซึ่งการหายใจที่น่าสนใจมากๆ ในการนอนหลับนั่นก็คือ การหายใจแบบกล่อง หรือ Box Breathing โดยเป็นวิธีที่หน่วยซีลกองทัพเรือสหรัฐฯ นิยมทำกันด้วย ซึ่งวิธีการก็คือ การหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ แล้วนับ 1-4 แล้วกลั้นหายใจนับ 1-4 ก่อนจะหายใจออกช้าๆ แล้วนับ 1-4 และกลั้นหายใจอีก 1-4 ทำอย่างน้อย 4-5 รอบ ก็จะทำให้เรามีสมาธิมากขึ้นและผ่อนคลายมากขึ้นได้
2. Polyphasic Sleep: การนอนหลับหลายครั้งใน 24 ชั่วโมง หรือ Polyphasic Sleep เป็นวิธีการนอนที่ ดร. Seeta Shah ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนแนะนำ เพราะหากนอนยาวทีเดียวไม่หลับจริงๆ อาจลองเปลี่ยนมางีบหลายๆ ครั้งแทน ก็จะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนมากยิ่งขึ้น โดยวิธีการคืองีบหลับประมาณ 6 ครั้ง ครั้งละ 20 นาทีต่อวัน นั่นเอง แต่วิธีนี้ก็ต้องอาศัยวินัยอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าทำในวันว่างๆ ที่ไม่มีงาน ก็อาจจะเวิร์คนะ
3. กินกีวีก่อนนอน: วิธีนี้ถือเป็นวิธีที่คนแนะนำกันเข้ามามาก แม้จะมีงานวิจัยที่พูดถึงข้อดีตรงนี้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีการศึกษาที่พบบ้างว่า การกินกีวีก่อนนอนจะช่วยเพิ่มเซโรโทนินและเมลาโทนิน ที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนของเราได้ อย่างไรก็ตาม มันก็ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ไม่ได้มีอันตรายอะไร แถมยังมีหลายคนบอกว่ามันเวิร์คด้วย จะลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนะ!
4. Sleepy Girl Mocktail: อย่างที่เล่าไป นี่เป็นเครื่องดื่มที่คนนอนไม่หลับฮิตกันมากบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีส่วนผสมจาก เชอร์รีทาร์ต ผงแม็กนีเซียม และโซดา รสชาติของมัน ใครชอบก็ชอบเลย ส่วนใครไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย แต่ถามว่ามันช่วยเรื่องการนอนหลับจริงไหม? นพ. Raj Dasgupta ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ ยืนยันว่า มันสามารถช่วยได้ เพราะแม็กนีเซียมก็สามารถปรับปรุงเรื่องการนอนหลับได้จริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการมัน หรือหากกินมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้เหมือนกัน
5. ลดการใช้โทรศัพท์ก่อนเข้านอน หลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า: Lauren Farina ผู้เป็นนักจิตบำบัด แนะนำว่าการลดการใช้โทรศัพท์ สามารถช่วยรักษาอารมณ์ให้คงที่ได้ และอย่างที่หลายคนรู้กันว่า หน้าจอโทรศัพท์นั้น หรือกระทั่งแสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์ ก็มีส่วนในการรบกวนการผลิตฮอร์โมนการนอนหลับตามธรรมชาติของเรา กลายเป็นว่าจากที่ควรจะนอนแล้ว ก็อาจตื่นตัว กระตือรือร้นขึ้นมาแทน ดังนั้นการวางหน้าจอก่อนเข้านอนอย่างน้อย 45 นาที อาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นนะ
6. อุปกรณ์ติดตามการนอนหลับ: ทุกวันนี้มีหลายแบรนด์ที่ออกอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ทั้งในรูปแบบสมาร์ทวอร์ช หรือจะแหวนสุขภาพอัจฉริยะก็มี ซึ่งข้อดีของมันคือการที่เราสามารถพิจารณาได้คร่าวๆ ว่า ช่วงนี้เรามีระยะการนอนหลับแบบใด มีปัญหาสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้องไหม เหตุใดเราถึงนอนไม่หลับ พูดง่ายๆ ว่า มันจะช่วยให้เราประเมินการณ์ให้เห็นปัญหาแบบภาพรวม แล้วนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม เราควรใช้ผลจากอุปกรณ์ให้เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปพูดคุยปรึกษากับแพทย์ต่อ เพราะผลของมันก็ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์
7. เทปปิดปาก “อย่าหาทำ”: แม้ว่าจะเป็นวิธีที่คนใน TikTok ออกมาแชร์กันจนหลายคนขมวดคิ้วตาม แต่ก็มีคนรู้สึกอยากลองทำตาม เผื่อจะเวิร์ค ซึ่งในทางการแพทย์ต้องบอกเลยว่า การเอาเทปมาปิดปากตอนนอนนั้นยังสุ่มเสี่ยงอยู่มาก เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ตามที่ Clete A. Kushida นักประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับของ Stanford Health Care กล่าวว่า ในบางกรณีอาจทำให้การไหลเวียนของอากาศแย่ลงระหว่างนอน เสี่ยงที่จะทำให้เสมหะและกรดไหลย้อนลงไปในปอดได้ ซึ่งก็มีคนไข้ที่เป็นโรคปอดบวมหลังใช้วิธีนี้แล้วด้วย
8. อย่าเครียดหรือกดดันว่าจะต้อง “นอนเต็มอิ่ม” มากเกินไป: ถึงการนอนให้มากขึ้นจะเป็นเป้าหมายที่ใฝ่ฝัน แต่เราจะเดินไปไม่ถึงมัน ถ้าเรากดดันตัวเองมากไปจนร่างกายเราเครียด จากที่จะได้พักผ่อน มันจะกลายเป็นว่าวิตกกังวลจนนอนไม่หลับแทน นพ. Dylan Petkus ผู้ก่อตั้ง Optimal Circadian Health กล่าวว่า “ยิ่งพยายามจะนอนหลับหรือโฟกัสกับมันมากเท่าไหร่ คุณก็อาจจะยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความกังวลนั้นจะส่งผลเสียต่อความสามารถในการนอนหลับของคุณอีกอยู่ดี” และนั่นอาจทำให้บางคนพัฒนาไปถึงการเป็น 'Orthosomnia' หรือมีภาวะหมกมุ่นกับการนอนหลับมากเกินไป
ทีนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ? Stephanie Romiszewski นักสรีระวิทยาด้านการนอนหลับ อยากให้ทุกคนลองปล่อยจอยไปกับการใช้เวลาในแต่ละวัน เข้าสังคมบ้าง ดูแลตัวเองในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ พูดง่ายๆ ว่า หันมาทำกิจกรรมที่ทำให้เราคลายเครียดแทน ซึ่งพอไม่เครียด มันอาจนำไปสู่การที่ร่างกายอยู่ในภาวะผ่อนคลาย และทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นได้ เช่น ถ้าเรากดดันว่าต้องนอนให้เร็ว จนยกเลิกทุกแพลนที่มีส่วนช่วยให้เราพักผ่อนได้ การนอนหลับของเราก็อาจจะแย่ลงไปอีก
จริงๆ ยังมีอีกสารพัดวิธีที่ช่วยในการนอนหลับ เช่น ไม่ดื่มคาเฟอีน 6 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ก่อนนอน ทำให้ห้องนอนอยู่ในอุณหภูมิที่สบายและไม่มีแสงรบกวน ออกกำลังกายบ้าง หรือบางคนอาจใช้การบำบัดด้วยเสียงต่างๆ ฯลฯ
ท้ายที่สุด การนอนให้เพียงพอ จะช่วยปรับปรุงอารมณ์ของเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้เรามีแรงที่จะโฟกัสสิ่งต่างๆ ในชีวิต และสุขภาพกายก็ดีขึ้นในมิติต่างๆ อย่างแน่นอนไม่ต้องสืบ แต่ก็อย่าลืมว่า ข้อจำกัดในชีวิตของแต่ละคนนั้นต่างกัน เลือกลองวิธีที่เหมาะกับเรา และไม่เป็นอันตรายจะดีที่สุด อย่ากังวลมากเกินไป หรือถ้าไม่ชัวร์ว่าเราแก้ปัญหาการนอนถูกจุดไหม การพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาปัญหาการนอน อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เราปลดล็อกบั๊กตรงนี้ก็ได้นะ
อ้างอิง:
https://www.nationalgeographic.com/science/article/does-sleepmaxxing-work
https://www.healthline.com/health-news/sleepmaxxing-tiktok-trend
https://www.glamour.com/story/what-is-sleepmaxxing
https://www.independent.co.uk/health-and-fitness/what-is-sleepmaxxing-b2669493.html
https://www.wellandgood.com/sleepmaxxing-tiktok-sleep-trend-explained/
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- แต่ละวันจะปวดหัว ประสาทจะกินแค่ไหน ก็อย่าลืมนอนจ้า! ‘Sleepmaxxing’ เทรนด์ที่ปฏิเสธการ Productive จนไม่ได้นอน และช่วยกันแชร์สารพัดวิธีในการนอนให้ดี จะได้มีแรง
- แง่มุมอันตรายของคอนเทนต์ย่อยง่ายแนว Coaching ที่เน้นสรุปเอาง่าย แต่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง และอาจสร้างความเชื่อผิดๆ แบบเหมารวม
- ไม่ชอบเซ็กซ์ของเขา เราก็ควรต้องบอก แต่จะบอกยังไงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆและไม่เฟลกันทั้งคู่
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com