โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ในหลวง-พระราชินี ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญ ก่อนเสด็จฯ กลับประเทศไทย

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 29 เม.ย. 2568 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 15.04 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

28 เม.ย. – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรสถานที่สำคัญ ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย

วันที่ 28 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่สี่และเป็นวันสุดท้ายของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25-28 เมษายน พุทธศักราช 2568 ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังป้อมดุงการ์ ณ เมืองพาโร ทรงสักการะพระศากยมุนี และทอดพระเนตรกิจกรรมของราชวิทยาลัย และนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเมืองเกเลฟูให้เป็นเมืองแห่งสติปัญญาในเขตปกครองพิเศษ

ในช่วงเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไป ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน ประทับเครื่องบินพระที่นั่ง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทำหน้าที่นักบินที่ 1 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่นักบินผู้ช่วย เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย ณ ที่นั้น สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน และสมเด็จพระราชินี เฝ้าส่งเสด็จอย่างใกล้ชิด

ท่าอากาศยานนานาชาติเมืองพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก ที่ระดับความสูง 2,235 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงถึง 5,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานของโลกที่มีความยากที่สุดในการนำเครื่องขึ้นและลงจอด

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับคำทูลเชิญด้วยความปีติยินดียิ่ง และเป็นการกระชับมิตรภาพและความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างราชอาณาจักรทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากการมีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันในความเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาและสายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง รวมทั้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรัชสมัย พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติตลอดการเสด็จพระราชดำเนินเยือน แสดงให้เห็นถึงสัมพันธไมตรีอันแนบแน่นที่สองพระราชวงศ์ทรงมีต่อกันอย่างอบอุ่นแน่นแฟ้น ที่แผ่ไปถึงประชาชนไทยและภูฏาน.-211-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...