ซีรีส์ Severance Work / Life / Balance? ราคาที่ต้องจ่ายของการเเลกความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักร
“บางทีผมก็อยากเป็นเครื่องจักร เครื่องจักรปัญหาน้อยกว่า คุณไม่อยากเป็นบ้างเหรอ?”
คำพูดของศิลปินป๊อปอาร์ต Andy Warhol ที่เคยพูดไว้ครั้งหนึ่ง ย้อนกลับมาชวนให้เรานึกถึงอีกครั้ง ว่ามันจะดีแค่ไหนหากบางครั้งคนเราสามารถเป็นเครื่องจักรได้หนึ่งวัน นั่งทำงานได้แบบไม่ต้องเหนื่อยต้องเมื่อย ไม่ต้องลาป่วย ไม่ต้องแบกปัญหาส่วนตัวไปทำงานด้วยทุกวัน ไม่ต้องคิดเรื่องอะไรทั้งนั้นนอกจากงาน ที่สำคัญคือได้รับอนุญาตให้โลกของการทำงานกับโลกของชีวิตส่วนตัว ‘แยก’ ออกจากกันโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องรุกล้ำขอบเขตซึ่งกันและกัน
ซีรีส์ Severance โดยผู้สร้าง Ben Stiller และ Dan Erickson ทางแพตฟอร์ม Apple TV+ ที่ฉายซีซั่นแรกเมื่อปี 2022 และเพิ่งจบซีซั่น 2 ไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็ได้ตั้งคำถามกับคนดูคล้ายๆ กันผ่านเรื่องราวแนววิทยาศาสตร์-ไซไฟ ผสมจิตวิทยา-ระทึกขวัญ ว่าด้วยองค์กรแห่งหนึ่งที่พนักงานสามารถผ่าตัดเพื่อทำการ ‘แยกโลก’ ทั้งหมดที่ว่านั่นออกจากกันได้
ข้อเสนอแรกที่น่าสนใจไม่เบาของไอ้การแยกโลกนี้ คือเราไม่ต้องแบกความทุกข์อะไรจากชีวิตจริงในโลกภายนอกเข้าไปในที่ทำงานเลยแม้แต่นิด ไม่ว่าเมื่อวานเราจะเพิ่งอกหัก เลิกกับแฟน แมวตาย ฯลฯ หรือมีความทุกข์อะไรมาก็ตาม เราจะสูญเสียความทรงจำเหล่านั้นทันที และกลายเป็นคนใหม่เหมือนไม่เคยมีความทุกข์มาก่อน เมื่อเดินเข้าลิฟต์ไปยังออฟฟิศแห่งนี้
ข้อเสนอต่อมาคือ มันเหมาะกับมนุษย์อินโทรเวิร์ต หรือคนที่ไม่ต้องการสุงสิงกับคนในที่ทำงานอีกแล้วสักวินาทีเดียวหลังเวลาเลิกงาน เพราะกระบวนการแยกโลกจะทำให้เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน จำกันไม่ได้ เมื่อเดินออกจากที่ทำงานในทุกๆ เย็น
เช่นเดียวกับที่เราไม่ต้องถูกรบกวนจากเรื่องราวภายนอกใดๆ อีก ไม่ต้องเผลอรู้สึกนอยด์เพราะไถโทรศัพท์แล้วเจอเรื่องกวนใจ ไม่ต้องคิดว่าเย็นนี้จะกินอะไร จะไปไหน มีนัดกับใคร หรือทำอะไรต่อหลังเลิกงาน
ข้อเสนอสุดท้ายที่เริ่ดกว่าทั้งหมดก็คือไม่ต้องทำโอที ไม่มีการทำงานเกินเวลา และเเน่นอนว่า… เราจะไม่ต้องตอบไลน์กลุ่มหรือคุยเรื่องงานอีกแล้วหลังเลิกงาน เพราะบริษัทได้ทำการ ‘กั้น’ ขอบเขตของการทำงานกับเวลาส่วนตัวให้เราเรียบร้อยแล้ว
ข้อเสนอทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว คือคนที่ผ่านกระบวนการแยกโลกต้องยอมเเบ่ง ‘ตัวตน’ ออกจากกันเป็น 2 คน ได้แก่ ‘คนใน’ (Innie) หมายถึงตัวตนของเราที่นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ กับตัวตน ‘คนนอก’ (Outie) หรือตัวเราเวลากลับบ้านไปใช้ชีวิตปกตินอกที่ทำงาน ซึ่งทั้ง 2 ตัวตนนี้จะปราศจากการรับรู้ชีวิตของอีกคน และจะไม่มีความทรงจำของกันและกันโดยสิ้นเชิง
เราเองเมื่อดูซีรีส์เรื่องนี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าอยากยอมแลกอะไรก็ตามเพื่อให้มีวันที่โลกทั้ง 2 จะไม่รบกวนกันแบบนั้นได้บ้าง ฟังดูเป็นไอเดียแบบ Work-Life Balance ชวนฝันน่าซื้อจริงๆ ว่าแต่ Work-life Balance เนี่ย มันมีราคาอะไรที่เราต้องจ่ายไปบ้าง?
Severance ตั้งคำถามน่าสนใจเช่นเดียวกันว่า เมื่อมนุษย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องส่วนตัวมากมาย และไหนจะปัญหาจุกจิกในชีวิตต่างๆ ได้ทำการแยกโลกระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตภายนอกทั้งหมดนั่น แลกกับการสูญเสียความทรงจำระหว่างกัน จะทำให้สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยมกว่าไหม ชีวิตในที่ทำงานจะไร้ซึ่งความทุกข์ ชีวิตนอกที่ทำงานจะมีแต่ความผาสุก กลับบ้านกินข้าวเย็นอร่อยแบบไร้กังวลเรื่องงานจริงๆ หรือว่าชีวิตที่ถูกแบ่งแยกสัดส่วนออกจากกันนี้ จะเปลี่ยนให้เราไม่ต่างอะไรจากการเป็น ‘เครื่องจักร’ ที่แค่ผลิตงานตามคำสั่งไปวันๆ แบบไร้จิตวิญญาณกันนะ
ความไร้จิตวิญาณเหล่านี้สะท้อนผ่านบรรยากาศของออฟฟิศเเห้งๆ ห้องทำงานที่มีแค่เฟอร์นิเจอร์แข็งๆ กับพาร์ทิชั่นกั้นเหมือนคอกระหว่างโต๊ะทำงานของใครของมัน ให้ความรู้สึกถึงการจำกัดขอบเขตและความแปลกแยกของคนที่ต้องมานั่งอยู่ในนั้น เพื่อทำงานอะไรสักอย่างไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีคำถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทำไปเพื่ออะไร คุณก็แค่โฟกัสกับงานที่ถูกสั่งให้ทำเท่านั้น ความแข็งกระด้างยังส่งไปถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชวนกระอักกระอ่วนที่พนักงานต้องทำ ไปจนถึงปฏิสัมพันธ์แบบ ‘Robotic’ ที่เหมือนทำไปตามแพทเทิร์นและไร้อารมณ์ของผู้คน คล้ายกับต้องการบอกว่าวัฒนธรรมแบบ ‘ออฟฟิศๆ’ นั้นช่างน่าขบขันเพียงใด แล้วระบบที่สร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดแข็งกระด้างโดยไม่ได้อิงจากพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ จะยิ่งทำให้เรากลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้หัวใจ หรือยิ่งกว่านั้นคือไร้ความ ‘เห็นอกเห็นใจ’ ต่อกันด้วยหรือเปล่า
ในทีแรก ซีรีส์เรื่องนี้อาจทำให้ดูเหมือนว่ากำลังจิกกัดวัฒนธรรมการทำงาน ระบบออฟฟิศที่ไร้ชีวิต กับโลกทุนนิยมใจร้ายเลือดเย็นที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร แต่เมื่อดูไปเรื่อยๆ กลับพบว่าเป็นตัวเราเองหรือเปล่าที่น้อมรับสิ่งเหล่านั้นแต่โดยดี บ่อยครั้งที่ตัวตนคนในของเราที่ทำงานดูช่างมี ‘แก่นสาร’ และมี ‘คุณค่า’ มากกว่าเจ้าตัวตนคนนอกเวลาที่ไม่ได้ทำงานเสียด้วยซ้ำ เพราะคนนอกของเราอาจเป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ เป็นคนอมทุกข์ เป็นคนโดดเดี่ยว หรือแม้แต่เป็น Loser ที่ไม่เอาไหน ต่างจากชีวิตในออฟฟิศที่การทำงานมีเป้าหมายให้ไขว่คว้า มียอดเขาแห่งความสำเร็จให้พิชิต มีคำชื่นชม คอยหลอกล่อให้ไปถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าได้เติมเต็มความเป็นมนุษย์เมื่ออยู่ที่นั่น จุดนี้เองที่ยังชวนให้กลับมาตั้งคำถามว่า หากคนเราไม่ได้ถูกชี้วัดคุณค่าในฐานะมนุษย์ด้วยงาน หรือการทำงานแล้ว คุณค่าของตัวเราอยู่ที่ตรงไหน และ ‘คนนอก’ ของเราน่ะจริงๆ แล้ว ‘เป็นใคร’ กันแน่
ความอหังการของมนุษย์ที่คิดว่าสามารถแยกโลกและตัวตนออกจากกันอย่างสิ้นเชิงนี้เอง มีด้านมืดที่กลับมาสั่นคลอน ‘จริยธรรม’ ในตัวมนุษย์ได้มากมาย เมื่อวันหนึ่งตัวตนคนในที่ถูกแยกโลกให้ไม่มีประสบการณ์และความทรงจำในโลกภายนอกเลย (พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งชื่อจริงของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือ ‘เคย’ เป็นใครมาก่อน) เริ่มรู้สึกว่ากำลังถูก ‘ขัง’ ให้มีชีวิตอยู่แค่ในที่ทำงาน ออกไปไหนไม่ได้ และมีความสงสัยในตัวเองว่าพวกเขาเป็นมนุษย์เหมือนๆ กับตัวตนคนนอกนั่นหรือเปล่า จนกระทั่งเกิดความคิดขบถ อยากปลดแอกตัวเองออกมา แต่ขณะเดียวกัน ตัวตนคนนอกกลับไม่ได้มองว่าตัวตนคนในที่กำลังนั่งทำงานอยู่ทุกวันนั้นเป็นมนุษย์ เป็นเพียงแค่เครื่องจักรอะไรสักอย่างที่ไร้อำนาจ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป จำต้องถูกขังอยู่ในคอกที่มีชื่อเรียกว่า ‘ออฟฟิศ’ ถูกบังคับให้ทำงานแบบไร้จิตวิญญาณไปเรื่อยๆ แล้วคนนอกก็ยังสามารถ ‘ปิดสวิตช์’ พวกเขาขึ้นมาวันไหนก็ได้เมื่อไม่ต้องการใช้งานแล้ว แม้ตัวตนคนในจะร้องขอความเป็นอิสระจากตัวตนคนนอกว่าอยากหลุดพ้นออกไปเสียที ก็มักจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำแบบนั้น
คอนเซ็ปต์ความเป็นคนนอกและคนในของ Severance อาจฟังดูโหดร้ายเหมือนจับคนมาขังไว้ในดิสโทเปีย มีตัวดี ตัวร้าย มีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ แต่ความจริงแล้วนี่อาจเป็นแนวคิดที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอกเราคือ ‘คนๆ เดียวกัน’ และคนที่มีอำนาจปฏิเสธไม่ให้ตัวเราเดินออกจากกรงขังนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น คือตัวเราคนนี้นี่แหละที่บังคับให้ตัวเองตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้า เเต่งตัวออกจากบ้าน ก้มหน้าทำงานด้วยเงื่อนไขของความจำเป็นบางอย่างต่อไป
เมื่อระบบของการทำงานกำลังทำให้เชื่อว่ายิ่งมนุษย์เป็นเครื่องจักรที่ยิ่งไร้อารมณ์ได้ยิ่งดี ทั้งที่ในความเป็นจริงมนุษย์ต่างจากเครื่องจักรตรงที่มี ‘หัวใจ’ แล้วในหัวใจนั้นก็สามารถมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งความอ่อนแอที่ทำให้บางวันเราท้อแท้ เราร้องไห้ เราเบิร์นเอาต์ หรือเป็นบ้าในบางครั้ง ขณะที่ในหัวใจเดียวกันนี้ก็ยังสามารถพบความรัก มิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ ที่ทำให้มนุษย์ปลอบประโลม โอบกอดซึ่งกันและกันได้ต่างจากเครื่องจักรอีกด้วย
ผลลัพธ์ของการแยกโลก แยกตัวตน ลบความทรงจำ ปิดสวิตช์ความเป็นมนุษย์เหล่านี้ไปได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกของ Work-life Balance ที่ไม่มีผลร้าย หากแต่มีราคาที่ต้องจ่ายไปอีกมหาศาล ในการ ‘เเลก’ ความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักร อย่างที่เรามักจะเห็นได้ในโลกของการทำงานทุกวันนี้นี่เอง
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ซีรีส์ Severance Work / Life / Balance? ราคาที่ต้องจ่ายของการเเลกความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักร
- A Bright Room : Kanagawa Shingo ภาพถ่ายความสัมพันธ์แบบ “รักกันหลายคน” ที่ทั้งปกติสุข และเป็นครอบครัว
- มากกว่าหนังตลก ‘ซองแดงแต่งผี’ เป็นหนังชีวิต ที่ชวนให้ทุกคนใจกว้างต่อคน ‘ทุกเพศ’ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com