โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 30 เมษายน 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 01.25 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 30 เมษายน 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -30 เม.ย. 68 8:25: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 60.42 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.63 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.6%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนมิ.ย. ปิดที่ 64.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.61 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.4%

ราคาน้ำมันดิบร่วงลงราว 2% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือการที่กลุ่ม OPEC+ จะปรับเพิ่มกำลังการผลิต และความวิตกกังวลว่าภาษีน้ำมันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภาษีรถยนต์ โดยออกคำสั่งบริหารที่ผสมผสานระหว่างการให้เครดิตภาษีกับการลดหย่อนภาษีสำหรับชิ้นส่วนและวัสดุ หลังบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยการปรับเปลี่ยนมาตรการภาษีรถยนต์ 25% ของทรัมป์ครั้งนี้ จะมอบเครดิตให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เป็นมูลค่าสูงสุดถึง 15% ของมูลค่ารถที่ประกอบในประเทศ โดยเครดิตนี้สามารถนำไปหักลดกับมูลค่าชิ้นส่วนที่นำเข้าได้ เพื่อให้เวลาบริษัทต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนสายการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ

*** ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนกฎหมายจากยุคอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่จำกัดการเข้าถึงชิป AI ทั่วโลก โดยอาจยกเลิกการแบ่งประเทศออกเป็นระดับ (Tier) ซึ่งเป็นระบบที่กำหนดว่าประเทศใดจะนำเข้าชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งแผนดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากมีการบังคับใช้ การยกเลิกระบบ Tier อาจเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้ชิปเป็นเครื่องมือต่อรองที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในการเจรจาการค้า

*** Amazon ออกแถลงการณ์ว่า แพลตฟอร์มขายสินค้าราคาประหยัด Haul ของบริษัท เคยพิจารณาแสดงภาษีนำเข้าสินค้าจีนตามมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ แต่ยืนยันว่าไม่มีแผนดังกล่าวสำหรับเว็บไซต์หลัก หลังทำเนียบขาวกล่าวหาว่าการกระทำนี้เป็น การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นศัตรู โดย Amazon วางแผนแสดงราคาสินค้าที่รวมผลกระทบจากภาษีนำเข้าใน Amazon.com ก่อนที่บริษัทจะเร่งออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว แต่ยอมรับว่าได้พิจารณาเรื่องนี้สำหรับผลิตภัณฑ์ราคาถูกบางรายการที่ผลิตในจีนบน Haul ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกความคิดนี้ไป

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ฯ โทรศัพท์ไปหา เจฟ เบโซสส์ ผู้ก่อตั้ง Amazon เป็นการส่วนตัว เพื่อแสดงความไม่พอใจหลังมีรายงานว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่รายนี้ อาจแสดงรายละเอียดภาษีนำเข้าสินค้าจีนในหน้ารายการสินค้า ก่อนที่ในเวลาต่อมา Amazon จะออกมาลดระดับแผนดังกล่าว ก่อนประกาศยกเลิกทั้งหมด ซึ่งการโทรศัพท์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลัง Punchbowl News รายงานว่า Amazon เตรียมแสดงส่วนเพิ่มของราคาสินค้าจากภาษีนำเข้าให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน

*** ผลพวงจากสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงกระแทกต่อวงการธุรกิจหนักขึ้น หลังบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ยูพีเอส (UPS) ประกาศเลิกจ้างงาน 20,000 ตำแหน่งเพื่อลดต้นทุน ขณะที่ เจเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ระงับคาดการณ์ผลประกอบการและเลื่อนการประชุมผู้ถือหุ้นออกไป เพื่อรอดูการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าที่อาจเกิดขึ้น โดยจากการวิเคราะห์ของรอยเตอร์พบว่า มีบริษัททั่วโลกประมาณ 40 แห่ง ที่ต้องปรับลดหรือระงับการคาดการณ์ผลประกอบการภายใน 2 สัปดาห์แรกของฤดูประกาศผลไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงผิดปกติ

*** ผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังดำรงตำแหน่งผู้นำครบ 100 วัน พบว่า ดัชนี S&P 500 ร่วงเกือบ 8% นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง (20 ม.ค.) เนื่องมาจากความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและนโยบายภาษี ที่ทำลายห่วงโซ่อุปทานและบั่นทอนความเชื่อมั่นธุรกิจ ขณะที่หุ้นที่ได้ประโยชน์ ประกอบด้วย หุ้นกลุ่มความมั่นคง (Palantir), สื่ออนุรักษ์นิยม (Newsmax) และทองคำ ด้านหุ้นที่ได้รับผลกระทบหนัก ประกอบด้วย สายการบิน, รถยนต์ไฟฟ้า (Tesla), ห้างสรรพสินค้า, และผู้ผลิตชิป/อิเล็กทรอนิกส์

*** แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จีน ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าอีเทน (ethane) จากสหรัฐฯ ในอัตรา 125% ที่เคยประกาศใช้เมื่อต้นเดือนนี้ โดยอีเทนเป็นหนึ่งในสินค้าหลายรายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ซึ่งการประกาศครั้งนี้ นับเป็นการลดความกดดันให้กับบริษัทจีนที่นำเข้าอีเทนจากสหรัฐฯ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทางการจีน

*** ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอังกฤษ ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน โดยนายจ้างแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ต้องแบกรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจของ Lloyds Bank Business Barometer ร่วงลง 10 จุดเหลือ 39% ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. ที่อยู่ที่ 37% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 29% ขณะที่ดัชนีความมั่นใจในเศรษฐกิจลดลง 13 จุดเหลือ 28%

*** Grab Holdings ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ที่แข็งแกร่งกว่าคาดการณ์ของวอลล์สตรีท โดยบริษัทได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายที่แข็งแกร่งบนแพลตฟอร์มบริการเรียกรถและส่งอาหาร แม้จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงก็ตาม ซึ่งบริษัทรายงานรายได้ 773 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก สูงกว่าการประมาณการของนักวิเคราะห์ที่ 762.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก LSEG โดยหุ้น Grab ที่ซื้อขายในตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น มากกว่า 1% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด

*** Starbucks รายงานผลประกอบการ ประจำไตรมาส 2 ของปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 30 มี.ค. โดยพบว่ายอดขายร้านค้าเดิม (Same-store sales) ทั่วโลก ลดลง 1% โดยยอดขายในสหรัฐฯ และแคนาดา ลดลง 1% ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โต 2% ส่วนยอดขายในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ยังทรงตัว หลังร่วงติดต่อกัน 4 ไตรมาส ด้านกำไรต่อหุ้นที่ปรับแล้ว อยู่ที่ 41 เซนต์ (ต่ำกว่าคาดการณ์ 49 เซนต์) และส่วนต่างกำไรขั้นต้น (Gross margin) ลด 5.9% จากไตรมาสก่อน

*** Coca-Cola รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก พบรายได้โตเกินคาดการณ์ที่ 11,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าคาดการณ์ 11,140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) กำไรต่อหุ้นที่ปรับแล้วอยู่ที่ 73 เซนต์ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่ง CFO เตือนว่าภาษีอาจเพิ่มต้นทุนและกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

*** โตโยต้า มอเตอร์ และ เวย์โม (Waymo) บริษัทในเครืออัลฟาเบต ประกาศตกลงร่วมมือกันเพื่อเร่งพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติและนำไปใช้งานจริง โดยทั้ง 2 บริษัทระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า พวกเขาตั้งเป้าผนวกจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเพื่อสร้างแพลตฟอร์มยานยนต์ไร้คนขับ พร้อมทั้งศึกษาวิธีพัฒนารถยนต์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่ (next-generation personally owned vehicles: POVs)

เป้าหมายของทั้ง 2 บริษัท คือการเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีช่วยขับขี่และระบบขับขี่อัตโนมัติสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ให้เร็วขึ้น

*** อีเลคทรอนิก อาตส์ (Electronic Arts) เตรียมปลดพนักงานจำนวนหลายร้อยคนและยกเลิกพัฒนาเกม Titanfall ที่กำลังพัฒนาภายใต้หน่วยงาน Respawn Entertainment ของบริษัท โดยรายงานระบุว่ามีตำแหน่งงานถูกเลิกจ้างประมาณ 300-400 ตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงพนักงานประมาณ 100 ตำแหน่งที่ Respawn

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 2024 บริษัทมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 13,700 คน โดย 66% อยู่ในต่างประเทศ

*** Apple คาดว่าจะต้องเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับการเปิดตัวฟีเจอร์ AI ที่ล่าช้า และผลกระทบจากความขัดแย้งด้านภาษีศุลกากรระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ต่อธุรกิจของบริษัท เมื่อต้องรายงานผลประกอบการในวันพฤหัสบดีนี้ แม้ว่า Apple จะได้รับอานิสงส์จากยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของ iPhone 16e รุ่นราคาประหยัด ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงเดือนม.ค.ถึงมี.ค. ก่อนที่จะมีการเรียกเก็บภาษีที่อาจเกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทยังคาดว่าบริษัทจะรายงานยอดขาย iPhone ที่ลดลงเล็กน้อย ซึ่งจะถือเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่ยอดขายลดลง

ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ได้ส่งสัญญาณว่าอาจมีการเรียกเก็บภาษีบางส่วนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าว ได้ส่งผลให้หุ้นของ Apple ร่วงลงมากกว่า 16% ในปีนี้ และทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

*** Samsung รายงานผลประกอบการไตรมาสแรก โดยทำรายได้และกำไรแข็งแกร่งเกินคาด แม้แสดงความกังวลถึงมาตรการรีดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งบริษัทมีรายได้ 79.1 ล้านล้านวอน (สูงกว่าคาดการณ์ 78.1 ล้านล้านวอน) เพิ่มเกือบ 10% จากปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6.7 ล้านล้านวอน ขยับขึ้น 1.5% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายชิปที่แข็งแกร่ง

*** Adidas ยักษ์ใหญ่ด้านผลิตภัณฑ์กีฬา กล่าวว่าการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งหมดของบริษัทที่ส่งไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แม้บริษัทยังไม่ทราบแน่ชัดว่า จะขึ้นราคาได้มากเพียงใด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ข้อพิพาททางการค้าระดับโลกทำให้บริษัทไม่สามารถปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปีได้ แม้ว่ากำไรในไตรมาสแรกจะเพิ่มขึ้นอย่างมากก็ตาม

*** ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ลดลงในเดือนมี.ค. สะท้อนถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ โดยปรับตัวลดลง 1.1% จากเดือนก่อนหน้า (ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 0.4%) ขณะที่ผู้ผลิตคาดการณ์ว่าผลผลิตจะฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนนี้ ด้านยอดขายปลีกยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งขยายตัว 3.1% เมื่อเทียบปีต่อปี และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 37

*** ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน อาจเผชิญกับการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการก๊าซมากที่สุดในรอบ 10 ปีในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 18% ตามรายงานของ Global Energy Monitor โดยนักวิจัยระบุว่า โครงการก๊าซใหม่ 13 โครงการ อาจได้รับเงินทุนสนับสนุนในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากโครงการที่ได้รับการอนุมัติไปแล้ว หากแผนงานทั้งหมดเดินหน้าต่อไป อาจมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...