โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ไทยสมุทร” กำไรทุบสถิติ ปรับ “แบรนด์-ตัวแทน” โฟกัส Gen Y

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.พ. 2568 เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2568 เวลา 13.45 น.
นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์

สัมภาษณ์

“ในปี 2568 ทุกคนคงจะทราบดีว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้จะโตดีมาก สมาคมประกันชีวิตไทยจึงตั้งเป้าเบี้ยรับรวมของธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบจะเติบโต 2-3% เมื่อเทียบจากปี 2567 แต่บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต เราตั้งเป้าเบี้ยรับรายใหม่จะเติบโต 10% ซึ่งโตกว่าอุตสาหกรรมมาก แต่แน่นอนการโตของเราจะยึดถือการโตที่ยั่งยืน ถ้าเราจะขายสินค้าอะไร เราต้องรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร และบริหารความเสี่ยงให้ได้”

คำกล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของ “นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ระหว่างทริปเดินทางไปเมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 21-24 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

โชว์กำไรปี’67 นิวไฮ 2,110 ล้าน

“นุสรา” กล่าวว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไทยสมุทรสามารถสร้างสถิติมีกำไรสุทธิสูงสุด (New High) ที่ 2,110 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักมาจากเงินลงทุนที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้ที่ 5% เป็นอันดับ 1 ของธุรกิจประกันชีวิต ที่สำคัญ บริษัทยังสร้างสถิติของพอร์ตสินทรัพย์รวมเติบโตเกินแสนล้านบาทได้

โดย ณ สิ้นปี 2567 มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 106,769 ล้านบาท มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) อยู่ที่ 395.17% สูงกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดที่ 140% และมีเงินสำรองประกันชีวิตถึง 79,249 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและรักษาความมั่นคงทางการเงินได้อย่างดี

ขณะที่ในแง่รายได้จากเบี้ยประกันชีวิตยอมรับว่าลดลง โดยปีที่แล้วไทยสมุทรมีเบี้ยรับรวมเหลือ 14,123 ล้านบาท มาจากเบี้ยรับรายใหม่ 1,977 ล้านบาท และเบี้ยปีต่ออายุ 12,146 ล้านบาท อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ 85% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 83%

“วันนี้ค่า CAR ของไทยสมุทรถือว่าสูงเกินไป ทำให้กดดันอัตราผลตอบแทนส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งเรากำลังพิจารณาปรับลดเพื่อให้อยู่ในระดับเหมาะสม และวิธีทำให้ ROE สูงขึ้น ง่ายสุดคือการจ่ายปันผล แต่ความยากของธุรกิจประกันชีวิตในการจ่ายปันผล คือต้องขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อน”

โดยในปีนี้ คปภ.จะยกร่างประกาศใหม่ ซึ่งจะเข้มงวดเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น โดยจะมีผลบังคับใช้กับรอบการจ่ายปันผล ปี 2568 ที่จะจ่ายในปี 2569 เพราะหลังจากบังคับใช้มาตรฐานบัญชีสัญญาประกันภัยฉบับใหม่ (TFRS17) ค่าใช้จ่ายที่ถูกบันทึกกระจายออกไปตามสัญญา อาจจะโชว์กำไรในงบการเงินมากขึ้น ดังนั้น คปภ.จะเพิ่มหลักเกณฑ์ เพื่อไม่ให้แต่ละบริษัทจ่ายปันผลมากเกินไป

ตั้งเป้าปี’68 เบี้ยใหม่โต 10%

สำหรับปี 2568 “นุสรา” ซึ่งสวมหมวกนายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า สมาคมได้ตั้งเป้าว่าธุรกิจประกันชีวิตจะมีเบี้ยรับรวมเติบโต 2-3% เมื่อเทียบจากปี 2567 ที่มีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 653,923 ล้านบาท สาเหตุที่โตไม่มาก เพราะว่ามีเบี้ยประกันที่ชำระครบแล้วแต่ความคุ้มครองยังคงอยู่ (Paid-up Policy) ซึ่งกดดันเบี้ยปีต่ออายุไม่มีเข้ามา ทำให้แต่ละบริษัทประกันชีวิตต้องหาเบี้ยใหม่เข้ามา

“การหาเบี้ยใหม่มีความท้าทาย เพราะธุรกิจประกันชีวิตเกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนรู้ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้จะโตดีมาก ประเมินจากการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายสำนัก แต่แน่นอนว่า ไทยสมุทรอยากโตมากกว่าอุตสาหกรรม เราจึงตั้งเป้าปีนี้เบี้ยใหม่เติบโต 10% แต่การโตของไทยสมุทรจะต้องยั่งยืน เราไม่ต้องการเติบโตเบี้ยประกันแบบก้าวกระโดด และถัดไปอีก 2-3 ปี เกิดปัญหาทางการเงิน เพราะฉะนั้น ผู้บริหารทุกส่วนจะระมัดระวังคุณภาพการเติบโตมาก เราจะเลือกเบี้ยประกันที่คิดว่าเป็นเบี้ยที่พอจะเหลือกำไร ยอมรับว่าค่อนข้างอนุรักษนิยม”

โจทย์ท้าทายเงินเฟ้อค่ารักษา

“นุสรา” กล่าวว่า หลังจากไทยสมุทรปรับพอร์ตสินค้า หันมาเน้นขายสินค้าสุขภาพ ก็เจอความท้าทาย เกี่ยวกับเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล (Medical Inflation) ที่สูงขึ้นมาก โดยปี 2567 ขึ้นไปสูงถึง 15.2% และปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 14.2% หากย้อนกลับไปช่วง 2 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 9% ซึ่งสำนักงาน คปภ.ไม่ได้ให้บวกปัจจัยนี้เข้าไปได้มากแบบนี้ และถ้าสัญญาขาดทุนจริง ๆ การไปขอเพิ่มเบี้ยก็ทำได้ไม่ง่าย

“ให้โจทย์ฝ่ายโปรดักต์ไปว่าจะขายสินค้าอะไร เราต้องทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เช่น กรณีดอกเบี้ยขึ้นลง 1% พอร์ตประกันออมทรัพย์จะเปลี่ยนไปอย่างไร แม้ฝ่ายลงทุนจะแมตชิ่งผลตอบแทนไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องการปรับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิให้สะท้อนราคาตลาด (Mark to Market) ที่เกิดจากดอกเบี้ยสะวิง ซึ่งอาจจะทำให้บริษัทเจ๊งก่อนถึงวันได้กำไรก็ได้ ดังนั้น สินทรัพย์ของบริษัทกับเงินกองทุนต้องรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนอัตราดอกเบี้ยได้”

ทั้งนี้ หัวใจของธุรกิจประกันชีวิต ต้องบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (ALM) ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเจอสัญญาขาดทุน รวมถึงต้องกระจายความเสี่ยงไม่ให้สินค้ากระจุกตัว

หันโฟกัสกลุ่ม Gen Y

ส่วนแผนกลยุทธ์ปีนี้ “ซีอีโอไทยสมุทร” กล่าวว่า บริษัทได้ศึกษาบริบทและความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และพบว่า Gen Y เป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่อยู่ในวัยทำงาน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น ปีนี้ไทยสมุทรจะปรับแบรนด์ให้โดนใจคน Gen Y มากยิ่งขึ้น

โดยมีแผนจะเปิดตัวแคมเปญใหม่ในช่วงเดือน มี.ค.นี้ และจะปรับแบบประกันให้คุ้มค่าในราคาที่ย่อมเยา รวมทั้งการเข้าถึงบริการผ่านดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

“วันนี้เรามีทีมไอทีขนาดใหญ่เพื่อให้ปรับเปลี่ยนระบบไอทีต่าง ๆ ได้เร็วให้ทันกับผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้บริการต่าง ๆ ซึ่งนับจากนี้ Gen Y จะเป็นขวัญใจของไทยสมุทร และจะเป็นลูกค้าเป้าหมายหลักของเรา โดยปีนี้จะเป็นปีที่เราพยายามจะหา Insight มาตอบโจทย์คน Gen Y จากเมื่อก่อน จะมองว่าไทยสมุทร คือ ‘สมบัติ เมทะนี’ ต่อมาเราก็พยายามทำตัวให้เด็กลงเป็น ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ ตอนนี้ เราก็คิดว่า ยังอยากจะทำตัวให้เด็กลงไปอีก”

ขณะเดียวกันไทยสมุทรมีแผนจะรับสมัครคนเจนวายเข้ามาเป็นที่ปรึกษาประกันชีวิตมากขึ้น โดยปีนี้ได้เริ่ม Kick off สร้างตัวแทนรุ่น New Generation เพิ่มขึ้น

“วันนี้ต้องยอมรับว่าตัวแทนที่ปรึกษาประกันชีวิตเก่ง ๆ ของบริษัทมีอายุมากขึ้นพอสมควร ตอนนี้ตัวแทนของบริษัทหมุนเวียนอยู่ทั้งหมดประมาณ 12,000 คน ซึ่งปัจจุบันช่องทางตัวแทน/ที่ปรึกษาประกันชีวิต สร้างเบี้ยคิดเป็นสัดส่วน 70-80% ของเบี้ยรับรวม โดยมาจากเบี้ยตัวแทนใหม่ราว 25-30%” ซีอีโอไทยสมุทรกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไทยสมุทร” กำไรทุบสถิติ ปรับ “แบรนด์-ตัวแทน” โฟกัส Gen Y

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...