โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เชียงใหม่รับงบฯ 213 ล้าน ขุดลอกน้ำปิงเร่งแก้รุกล้ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 มี.ค. 2568 เวลา 05.00 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. 2568 เวลา 06.10 น.

เชียงใหม่เดินหน้าเร่งขุดลอกลำน้ำปิง-ลำน้ำกก หลัง ครม.อนุมัติงบฯ 213 ล้าน รับมือฤดูฝนอีก 5 เดือนข้างหน้า พร้อมเตรียมของบฯปี 2569 ทำแผนระยะกลาง ขุดขยายลำน้ำปิง เผยที่ผ่านมาได้สำรวจแม่น้ำปิง พบปัญหาถูกรุกล้ำลำน้ำเพียบ แถมที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ

รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิชาการสนับสนุนด้านการบริหารจัดการน้ำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เห็นชอบแผนแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำปิง และแม่น้ำกก) ระยะเร่งด่วน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย วงเงินรวม 213 ล้านบาท หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ได้พยายามผลักดันเสนอของบประมาณไปในการประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 จำนวน 171 ล้านบาท ก็ถือว่าภาครัฐได้ตอบโจทย์ เพราะได้งบประมาณตามที่ได้นำเสนอไป เพื่อใช้ดำเนินการเร่งขุดลอกแม่น้ำปิงแก้ปัญหาน้ำท่วมให้ทันฤดูฝนที่จะมาถึง

สำหรับงบประมาณ 171.4 ล้านบาท ที่รัฐบาลอนุมัติจะใช้ดำเนินการขุดลอกแม่น้ำปิงระยะเร่งด่วน คาดว่าต้องใช้เวลาในการประสานงานในส่วนของสำนักงบประมาณอีก 1 เดือน จึงสามารถนำงบประมาณมาดำเนินการขุดลอกได้ โดยเป็นการขุดในระดับลึกในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ และรื้อฝาย 3 ตัว ในลำน้ำปิงออก ซึ่งเชื่อว่าทันฤดูฝนที่จะมาอีกราว 5 เดือนข้างหน้า โดยรัฐบาลมอบหมายให้ทหารพัฒนาเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะมีการเช่าเรือขุด และรถ พร้อมกำลังคน

โดยทางจังหวัดเชียงใหม่ประสานให้สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้ามาดูแลตรวจสอบการดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การดำเนินการไม่มีปัญหา ในส่วนของสถานที่ทิ้งดินก็เป็นของราชการทั้งหมดที่อยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่

รศ.ชูโชค กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่ท่วมเมืองเชียงใหม่เมื่อปี 2567 น้ำขึ้นมาระดับ 5.30 เมตร เพราะลำน้ำปิงมีตะกอนเป็นจำนวนมากและตื้นมาก ดังนั้น ความสามารถในการรับน้ำที่มีอยู่เพียง 300-400 ลบ.ม./วินาที แต่เมื่อน้ำหลากมา 500-600 ลบ.ม. จึงไม่สามารถรับมวลน้ำขนาดใหญ่ได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรกีดขวาง ตะกอนก็จะไหลไปได้ จึงต้องแก้ปัญหาในลำน้ำ ด้วยการขุดลอก และปรับปรุงสภาพฝาย 3 ตัว ที่อยู่ในลำน้ำ ซึ่งจะทำให้มีความสามารถในการรับน้ำเพิ่มได้อีก 300 ลบ.ม. ก็จะสามารถรับน้ำได้ถึง 700-800 ลบ.ม.

หากปีนี้ปริมาณน้ำมาเท่ากับปีที่แล้ว สถานี P1 จะไม่ขึ้นมาถึง 5.30 เมตร อย่างแน่นอน อาจจะอยู่ระดับ 4.60-4.70 เมตร ซึ่งความเสียหายของประชาชนจะน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่หากปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งโอกาสเกิดก็อาจจะไม่บ่อย และปี 2567 ก็ถือว่าท่วมหนักในรอบหลายร้อยปี เชื่อว่าน้ำจะไม่ขึ้นเท่าปีที่แล้วคือ 5.30 เมตร อาจจะแค่ระดับ 4.60-4.70 เมตร ถ้าเอาฝายออก น้ำจะลดลงมาก ซึ่งตามหลักทฤษฎี ฝายเป็นตัวทำให้น้ำยกระดับขึ้นสูงเท่ากับความสูงฝาย ก็น่าจะเหลือประมาณ 4.30 เมตร

อย่างไรก็ตาม ถ้าปริมาณน้ำมาเท่ากับปีที่แล้ว ก็มีโอกาสท่วม แต่จะไม่หนัก เพราะการขุดลอกยังเอาออกไม่ได้ทั้งหมด ถ้าทำครบทั้งระบบ โดยเอาฝายออกไป ขุดขยาย และระยะกลางคือ ขุดขยายในปี 2569 น้ำจะลดระดับลงมากกว่านี้ การขุดลอกครั้งนี้ถือว่าคุ้มมากในการแก้เพนพอยต์ของเชียงใหม่ หากเทียบกับการต้องเสียงบประมาณค่าล้างโคลนและการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาถึง 1,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ การดำเนินการขั้นต่อไปคือ ระยะกลาง ซึ่งจะของบฯจากรัฐบาลดำเนินการการขุดขยายลำน้ำปิง คาดว่าราวปีหน้าจะเริ่มดำเนินการได้ โดยสภาพปัจจุบันมีการบุกรุกลำน้ำปิงเกือบทั้งหมด เป็นที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งมีการสำรวจข้อมูลผู้บุกรุกหมดแล้ว

รศ.ชูโชค กล่าวต่อว่า สำหรับตัวเมืองเชียงราย การขุดลอกแม่น้ำกกจะมีผลอย่างมากที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วม แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน (แม่น้ำกก) ระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำกก ปริมาณ 337,812.5 ลูกบาศก์เมตร วงเงิน 22.2 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูจากงบประมาณค่อนข้างน้อย อาจจะขุดเพียงไม่กี่จุด แต่แม่น้ำกกโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมก็ค่อนข้างยาก เกิดได้ไม่บ่อย

แต่เหตุการณ์น้ำท่วมเมืองเชียงรายปีที่แล้ว เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักมากจากโซนเมียนมาที่มาจากรัฐฉานลงมา พื้นที่รับน้ำที่อยู่ใกล้ลำน้ำสายและลำน้ำกก ซึ่งจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ แม่น้ำกกไหลลงทิศใต้ แม่น้ำสายลงทิศตะวันออก และไปบรรจบกันแถวแม่น้ำโขง ดังนั้น โอกาสน้ำท่วมเชียงรายจะไม่เกิดขึ้นบ่อย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชียงใหม่รับงบฯ 213 ล้าน ขุดลอกน้ำปิงเร่งแก้รุกล้ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...