โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ส่งออกสินค้าเกษตรระทึก‘ข้าว-ยาง’ลุ้นโตปลายปี ‘มันสำปะหลัง’โคม่ารับผลผลิตวูบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 นาทีที่แล้ว

สถานการณ์สินค้าเกษตรส่งออกของไทยเริ่มเห็นภาพชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อ“ข้าว” และ “ยางพารา” ยังมีโอกาสรักษาเป้าหมายการส่งออกได้ แม้เผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ “มันสำปะหลัง” ยังคงเป็นสินค้าที่น่าห่วงที่สุด หลังผลผลิตลดลงอย่างหนัก กระทบทั้งการส่งออกและความสามารถในการแข่งขัน ส่งออกข้าวเริ่มเห็นสัญญาณฟื้น

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าวไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ว่า ไทยสามารถส่งออกข้าวได้ประมาณ 3.28 ล้านตัน ลดลง 18.81% และมีมูลค่ากว่า 1,911 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 60,387 ล้านบาท) ลดลง 20.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยระบุเป็นผลจากปริมาณข้าวในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้มีการแข่งขันสูงทางด้านราคา อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดสำคัญอย่างอิรัก ซึ่งหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569

อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายตลาดสำคัญที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสำรองสต็อก เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร รองรับสถานการณ์เอลนีโญ ซึ่งทางกรมฯ จะเร่งผลักดันการส่งออกข้าวให้เป็นไปตามเป้า 7 ล้านตันในปีนี้

ตลาดข้าวอิรัก 1 ล้านตันยังกู่ไม่กลับ

สอดคล้องกับนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การส่งออกข้าวไทยที่ขยายตัวลดลงในช่วง 6-7 เดือนแรกของปีนี้ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งคือการส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปี 2568 (ปี 2568 ไทยส่งออกข้าวไปอิรัก 1 ล้านตัน) อย่างไรก็ดี จากสงครามในตะวันออกกลาง การแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักหยุดชะงักลง (ส่งออกได้เพียงประมาณ 9 หมื่นตันตั้งแต่เดือนมกราคม 2569)

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

“การส่งออกข้าวไทยไปอิรักต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งก็มีเทรดเดอร์บางรายพยายามสั่งซื้อโดยไปผ่านทางตุรกีบ้าง แต่จำนวนก็น้อย เพราะค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากข้าวไปขึ้นที่ตุรกีแล้วต้องขนส่งทางรถไปอิรักอีกต่อหนึ่ง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 เหรียญต่อตัน ไม่คุ้มค่า”

ลุ้น 3 ตลาดใหญ่ช่วยดันเป้าทั้งปี

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ผู้ส่งออกข้าวเริ่มมีความหวังกับตลาดข้าวในฟิลิปปินส์ จากปกติฟิลิปปินส์จะซื้อข้าวไทยปีละ 200,000-300,000 ตัน (ส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว 5%) แต่ในปีนี้ช่วงครึ่งปีได้ซื้อข้าวจากไทยไปแล้วเกือบ 400,000 ตัน เนื่องจากฟิลิปปินส์มีความกังวลเรื่องเอลนีโญที่ทำให้เกิดภัยแล้งจะกระทบกับผลผลิตข้าวในประเทศและความมั่นคงด้านอาหาร ขณะที่ฟิลิปปินส์ปกติจะซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก เพราะราคาถูกกว่าข้าวไทย และคนฟิลิปปินส์นิยมข้าวพื้นนุ่มของเวียดนามและรับประทานจนเคยชิน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ในปีนี้ฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวประมาณ 6 ล้านตัน จากปกติจะซื้อปีละประมาณ 4 ล้านตัน และอยู่ระหว่างเร่งนำเข้า คาดว่าในปีนี้ฟิลิปปินส์จะมีการนำเข้าข้าวจากไทย 600,000-700,000 ตัน

เช่นเดียวกับตลาดมาเลเซียที่คาดว่าจะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นในปีนี้ จากปัจจัยเรื่องเอลนีโญที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารเช่นเดียวกัน ล่าสุดรัฐบาลมาเลเซียได้ออกมาตรการเพิ่มการสต็อกข้าวจากปกติ 3 เดือน เพิ่มเป็น 9 เดือน ตัวเลขครึ่งปีแรกมาเลเซียซื้อข้าวจากไทยไปแล้วประมาณ 400,000 ตัน พอ ๆ กับฟิลิปปินส์ จากอดีตที่ผ่านมา มาเลเซียจะนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 200,000-250,000 ตันต่อปี

“นอกจากตลาดฟิลิปปินส์ และมาเลเซียที่คาดว่าเราจะสามารถส่งออกข้าวปีนี้ไปได้มากขึ้นแล้ว ยังมีตลาดข้าวนึ่งในแอฟริกาใต้ปีนี้ก็ซื้อเยอะขึ้น คาดทั้งปีนี้อาจจะได้ถึง 1 ล้านตันจากปีที่แล้วแอฟริกาใต้ซื้อข้าวไทยไปมากกว่า 8 แสนตัน และคาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปในทุกตลาดในปีนี้น่าจะได้ประมาณ 7 ล้านตันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”

ส่งออกยางครึ่งปีแรกโตลดลง

นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกยางพาราไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางที่ดี แม้ช่วงเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมจะชะลอลงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับลดลง ส่งผลให้ยางสังเคราะห์ที่เป็นคู่แข่งของยางธรรมชาติมีต้นทุนและราคาที่ถูกลง ประกอบกับไทยเข้าสู่ฤดูเปิดกรีดยาง ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นและราคาปรับฐานตามกลไกตลาด ก่อนจะกลับมาทรงตัวในปัจจุบัน

โดยช่วง 6 เดือนแรก ไทยส่งออกยางพาราธรรมชาติได้ 1.20 ล้านตัน (จากช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งออกได้ 1.38 ล้านตัน) มูลค่า 72,688 ล้านบาท (จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วส่งออก 90,990 ล้านบาท)

หลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย

ตัวเลขที่ลดลงดังกล่าวเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลจากประเทศคู่ค้าหันไปนำเข้า “ยางผสม” มากขึ้น ซึ่งยังคงใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้ภาคเอกชนอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับการจัดหมวดหมู่สินค้าให้สะท้อนภาพรวมการส่งออกยางพาราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

จับตา Q4 พีก ปีนี้มีลุ้นโต 10%

นายหลักชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี คาดว่าการส่งออกจะใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ก่อนจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้ายางเพื่อรองรับการผลิต หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน หรือมาตรการกีดกันทางการค้า เชื่อว่าการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางจะยังรักษาโมเมนตัมได้ต่อเนื่อง แม้ปริมาณส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบของเอลนีโญที่กระทบผลผลิตในบางพื้นที่ แต่หากนับรวมยางธรรมชาติ ยางผสม และผลิตภัณฑ์ยาง คาดว่ามูลค่าการส่งออกปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 10% (จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 164,961 ล้านบาท)

มันฯโคม่าส่งออกทรุด 50%

ด้านนายอำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกมันสำปะหลังในช่วงโค้งสุดท้ายของปีการผลิต 2568/69 (ต.ค. 2568-ก.ย. 2569) ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างน่าตกใจเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่ายอดรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทุกประเภท (มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งดิบ และแป้งแปรรูป) จะอยู่ที่ประมาณ 4.37 ล้านตัน เทียบกับปีที่แล้วที่ทำได้ถึง 8.63 ล้านตัน (6 เดือนแรกปี 2569 ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแล้วมูลค่า 38,018 ล้านบาท ลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)

อำนาจ สุขประสงค์ผล นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย

มันเส้นทรุดหนักติดลบ 75%

หากพิจารณารายสินค้า จะพบว่า มันเส้นมีมูลค่าการส่งออกลดลงรุนแรงที่สุดถึง 74% (ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569) ขณะที่แป้งแปรรูปลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1-2% สาเหตุหลักมาจากปริมาณหัวมันสดในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลพวงจากการระบาดของโรคใบด่างและสภาวะภัยแล้งรวมถึงสภาพอากาศที่ผันผวน มีทั้งฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ ส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลนและส่งออกได้น้อยลง

ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดจีนซึ่งเป็นคู่ค้าหลักชะลอการนำเข้า คือ ส่วนต่างราคาที่ห่างกันเกินไป ปัจจุบันราคาแป้งมันสำปะหลังไทยสูงถึง 600-680 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่แป้งข้าวโพดในประเทศจีนมีราคาเพียง 380-400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเท่านั้น ความแตกต่างของราคาที่สูงเกือบเท่าตัวทำให้จีนเปลี่ยนไปใช้ข้าวโพดหรือแป้งข้าวโพดทดแทนได้ดีกว่า

อาหารสัตว์-เอทานอล เมินใช้มันฯ

นอกจากนี้ ไทยยังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและลาว ที่ตั้งราคาขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังโดยรวมต่ำกว่าไทยโดยเวียดนามราคาถูกกว่าไทยเกือบ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนลาวราคาถูกกว่าเกือบ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างอาหารสัตว์และเอทานอล เริ่มลดและเลิกใช้มันเส้นและมันอัดเม็ด เนื่องจากแบกรับต้นทุนราคาที่สูงเกินไปไม่ไหว

ปัจจุบันราคาหัวมันสดที่ชาวไร่มันฯ ขายได้เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์สูงที่ 3.80-4.00 บาทต่อกิโลกรัม (ที่เชื้อแป้ง 25%) แต่เกษตรกรยังมีความเสี่ยงเรื่องรายได้หากผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ จากสถานการณ์ดังกล่าว ปัจจัยบวกไม่มี แต่เป็นโอกาสที่จะต้องมาทบทวนทางออกที่ยั่งยืน คือการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน (ปัจจุบันเวียดนามบางพื้นที่ทำได้ 6-7 ตัน/ไร่) ผ่านการใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...