รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 16): จอมพล ป. สาบานว่าทำรัฐประหาร ไม่ได้หวังตำแหน่งใดๆ
ไชยันต์ ไชยพร
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แสดงจุดยืนที่น่าเชื่อถือโดยการทำหนังสือมอบอำนาจของคณะทหารให้แก่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คณะรัฐมนตรี คณะที่ 9 ที่มีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง ถ้าพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 จะเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรี คณะที่ 9 นี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แต่เนื่องจากพระองค์มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร ดังนั้น ในทางปฏิบัติ คณะรัฐประหารเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
ในหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความที่น่าประทับใจที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยืนยันว่า “…สำหรับส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ขอเรียนว่า ข้าพเจ้าได้มีเจตนาอันแรงกล้า ที่ใคร่จะกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ ไปพักผ่อนตามเยี่ยงอย่างพลเมืองดีทั้งหลาย เพราะคิดเห็นว่า ถ้ายังจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณประเทศชาติอยู่ต่อไปอีก ก็จะเป็นช่องทางให้คนทั้งหลายเห็นว่า ได้กระทำรัฐประหารร่วมกับพวกพ้องในครั้งนี้ เพื่อจะแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ทั้งจักเป็นการขัดต่อเจตนาเดิมที่ได้มุ่งหวัง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อยืนยันถึงความคิดเห็นดังกล่าว ข้าพเจ้าจะได้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่โดยเร็วที่สุด ในเมื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมืองได้บังเกิดขึ้น และประชาชนได้คลายความอดอยากลงทั่วกันแล้ว พร้อมทั้งเป็นความเห็นชอบของคณะรัฐบาล ที่ทำการปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้…” นั่นคือ เขาทำรัฐประหารโดยมิได้หวังจะมีอำนาจและลาภยศสรรเสริญใดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากออกหนังสือข้างต้นได้สัปดาห์หนึ่ง ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 จอมพล ป. ยังได้ไปสาบานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก โดยในหนังสือของ ว.ช. ประสังสิต นักเขียนผู้มีความนิยมชมชอบจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เขียนไว้ว่า “เมื่อคณะรัฐประหาร ได้กระทำการล้มรัฐบาลเสร็จแล้ว หวังจะควบคุมคณะของตนด้วยทางใจ จึ่งได้จัดการให้มีพิธีสาบานตัวต่อหน้าพระรัตนตรัยและทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 เวลา 14.30 น. ซึ่งหลังจากการมีชัยแล้วได้ 10 วัน นำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม คำปฏิญญานั้นความว่า
ภายใต้เดชะพระบารมีพระคุณศรีรัตนตรัย ต่อหน้าเทพเจ้าทั้งหลาย
ผู้ทรงมหิทธฤทธิ์ คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง
และเทพดาผู้สิงสถิตอยู่ทุกสถานรวมทั้งเทวราชผู้อภิบาลมหานพดลเศวตฉัตร์
ข้าพเจ้า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขอให้วาจาสัจว่า ในการรัฐประหารครั้งนี้
ข้าพเจ้ากระทำด้วยเจตนาอันจำนง แน่วแน่ที่จะบำรุงประเทศชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้ากระทำเพื่อขจัดความยุคเข็ญ ให้ประเทศชาติร่มเย็น
และก้าวขึ้นสู่ความเป็นอารยะ มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในส่วนตัวด้วยประการใดๆ
ข้าพเจ้าจึ่งขอตั้งปณิธานยึดมั่นในใจว่า จะรักษาเกียรติ วินัยอันดีงาม ด้วยความกล้าหาญ จะเว้นการที่ควรเว้น ประพฤติการที่ควรประพฤติ รักษาความสามัคคี
ของหมู่คณะ ไม่ทรยศริษยาต่อผู้ประกอบคุณงามความดี ข้าพเจ้ายึดมั่นในสัจวาจา
อันนี้ ด้วยดวงจิตต์อันแน่วแน่ทุกลมหายใจตราบจนชีพสลาย” [1]
จากหนังสือมอบอำนาจวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 และคำสาบานตัวต่อหน้าพระรัตนตรัยและทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ย่อมทำให้เขากลับมาเป็นวีรบุรุษของชาวไทยที่พอใจกับการทำรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน หลังจากที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษก่อนหน้านี้ในครั้งที่เขาเป็นนายทหารที่นำการปราบกบฏบวรเดชในปี พ.ศ. 2476 โดยเชื่อว่า การทำรัฐประหารภายใต้การนำของเขานั้น ตัวเขาจะไม่ขอกลับมามีตำแหน่งใดๆอีก เป็นการเสียสละที่เสี่ยงทำรัฐประหารเพื่อให้ผู้คนในชาติได้มีชีวิตที่ดีขึ้น “ให้ประเทศชาติร่มเย็น และก้าวขึ้นสู่ความเป็นอารยะ มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในส่วนตัวด้วยประการใดๆ”
จอมพล ป. พิบูลสงครามมีความจริงใจแค่ไหนในการมอบอำนาจแก่รัฐบาลพลเรือนของนายควง อภัยวงศ์ และคำสาบานที่จะไม่ขอกลับมามีตำแหน่งใดๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า เขาได้ผิดคำพูดในหนังสือมอบอำนาจและผิดคำสาบานที่เขาได้ให้ปฏิญญาไว้ เพราะเขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 ตั้งแต่วันที่15 เมษายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 และหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเพิ่มเติม พ.ศ. 2492 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 จอมพล ป. พิบูลสงครามก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 22 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2492
และที่สำคัญคือ ในหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของ ว.ช. ประสังสิต ที่ติพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2492 หลังการรัฐประหารเป้นเวลาราว 2 ปี หัวข้อที่ต่อจากการสาบานตนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถเลขา ด้วยทรงพอพระทัย” ซึ่งพระราชหัตถเลขาดังกล่าวนี้ มีเนื้อหาที่แสดงความพอพระทัยต่อการทำรัฐประหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ทำให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนนั้นมีความชอบธรรมสำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ในปี พ.ศ. 2492 รวมทั้งความชอบธรรมในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 21 และคณะที่ 22
หนังสือเล่มนี้ของ ว.ช. ประสังสิต ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ห้าวันหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเพิ่มเติม พ.ศ. 2492 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และห้าวันก่อนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2492 รัฐบาลได้แถลงนโยบายในสภาผู้แทนฯ มีการอภิปรายรวม 11 วัน และได้อภิปรายในวุฒิสภาอีก 3 วัน สภาผู้แทนจึงได้ลงมติให้ความไว้วางใจเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2492 นโยบายของรัฐบาลคณะนี้ ปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2492 เล่ม 66 ตอน 39 หน้า 3422 ผู้เขียนได้เคยตั้งข้อสงสัยและชี้ไปในตอนก่อนๆแล้วว่า พระราชหัตถเลขาฯ ไม่ใช่พระราชหัตถเลขาฉบับแท้ แต่จะขอกล่าวอีกครั้งในตอนต่อไป
[1] ว.ช. ประสังสิต บันทึก, ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย, (พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัทรัฐภักดี: 2492), หน้า 243-244.