โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 16): จอมพล ป. สาบานว่าทำรัฐประหาร ไม่ได้หวังตำแหน่งใดๆ

ไทยโพสต์

อัพเดต 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 21.57 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไชยันต์ ไชยพร

ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงการที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้แสดงจุดยืนที่น่าเชื่อถือโดยการทำหนังสือมอบอำนาจของคณะทหารให้แก่รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่คณะรัฐมนตรี คณะที่ 9 ที่มีนายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง ถ้าพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 จะเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรี คณะที่ 9 นี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แต่เนื่องจากพระองค์มิได้ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร ดังนั้น ในทางปฏิบัติ คณะรัฐประหารเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย

ในหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความที่น่าประทับใจที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยืนยันว่า “…สำหรับส่วนตัวข้าพเจ้านั้น ขอเรียนว่า ข้าพเจ้าได้มีเจตนาอันแรงกล้า ที่ใคร่จะกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ ไปพักผ่อนตามเยี่ยงอย่างพลเมืองดีทั้งหลาย เพราะคิดเห็นว่า ถ้ายังจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณประเทศชาติอยู่ต่อไปอีก ก็จะเป็นช่องทางให้คนทั้งหลายเห็นว่า ได้กระทำรัฐประหารร่วมกับพวกพ้องในครั้งนี้ เพื่อจะแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ทั้งจักเป็นการขัดต่อเจตนาเดิมที่ได้มุ่งหวัง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น ฉะนั้น เพื่อยืนยันถึงความคิดเห็นดังกล่าว ข้าพเจ้าจะได้กราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่โดยเร็วที่สุด ในเมื่อความสงบสุขของชาติบ้านเมืองได้บังเกิดขึ้น และประชาชนได้คลายความอดอยากลงทั่วกันแล้ว พร้อมทั้งเป็นความเห็นชอบของคณะรัฐบาล ที่ทำการปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้…” นั่นคือ เขาทำรัฐประหารโดยมิได้หวังจะมีอำนาจและลาภยศสรรเสริญใดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากออกหนังสือข้างต้นได้สัปดาห์หนึ่ง ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 จอมพล ป. ยังได้ไปสาบานต่อพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก โดยในหนังสือของ ว.ช. ประสังสิต นักเขียนผู้มีความนิยมชมชอบจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เขียนไว้ว่า “เมื่อคณะรัฐประหาร ได้กระทำการล้มรัฐบาลเสร็จแล้ว หวังจะควบคุมคณะของตนด้วยทางใจ จึ่งได้จัดการให้มีพิธีสาบานตัวต่อหน้าพระรัตนตรัยและทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 เวลา 14.30 น. ซึ่งหลังจากการมีชัยแล้วได้ 10 วัน นำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม คำปฏิญญานั้นความว่า

ภายใต้เดชะพระบารมีพระคุณศรีรัตนตรัย ต่อหน้าเทพเจ้าทั้งหลาย

ผู้ทรงมหิทธฤทธิ์ คือ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง

และเทพดาผู้สิงสถิตอยู่ทุกสถานรวมทั้งเทวราชผู้อภิบาลมหานพดลเศวตฉัตร์

ข้าพเจ้า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขอให้วาจาสัจว่า ในการรัฐประหารครั้งนี้

ข้าพเจ้ากระทำด้วยเจตนาอันจำนง แน่วแน่ที่จะบำรุงประเทศชาติ ศาสนา

และพระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้ากระทำเพื่อขจัดความยุคเข็ญ ให้ประเทศชาติร่มเย็น

และก้าวขึ้นสู่ความเป็นอารยะ มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในส่วนตัวด้วยประการใดๆ

ข้าพเจ้าจึ่งขอตั้งปณิธานยึดมั่นในใจว่า จะรักษาเกียรติ วินัยอันดีงาม ด้วยความกล้าหาญ จะเว้นการที่ควรเว้น ประพฤติการที่ควรประพฤติ รักษาความสามัคคี

ของหมู่คณะ ไม่ทรยศริษยาต่อผู้ประกอบคุณงามความดี ข้าพเจ้ายึดมั่นในสัจวาจา

อันนี้ ด้วยดวงจิตต์อันแน่วแน่ทุกลมหายใจตราบจนชีพสลาย” [1]

จากหนังสือมอบอำนาจวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 และคำสาบานตัวต่อหน้าพระรัตนตรัยและทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมวันที่ 19 พฤศจิกายน 2490 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ย่อมทำให้เขากลับมาเป็นวีรบุรุษของชาวไทยที่พอใจกับการทำรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน หลังจากที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษก่อนหน้านี้ในครั้งที่เขาเป็นนายทหารที่นำการปราบกบฏบวรเดชในปี พ.ศ. 2476 โดยเชื่อว่า การทำรัฐประหารภายใต้การนำของเขานั้น ตัวเขาจะไม่ขอกลับมามีตำแหน่งใดๆอีก เป็นการเสียสละที่เสี่ยงทำรัฐประหารเพื่อให้ผู้คนในชาติได้มีชีวิตที่ดีขึ้น “ให้ประเทศชาติร่มเย็น และก้าวขึ้นสู่ความเป็นอารยะ มิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในส่วนตัวด้วยประการใดๆ”

จอมพล ป. พิบูลสงครามมีความจริงใจแค่ไหนในการมอบอำนาจแก่รัฐบาลพลเรือนของนายควง อภัยวงศ์ และคำสาบานที่จะไม่ขอกลับมามีตำแหน่งใดๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า เขาได้ผิดคำพูดในหนังสือมอบอำนาจและผิดคำสาบานที่เขาได้ให้ปฏิญญาไว้ เพราะเขากลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 ตั้งแต่วันที่15 เมษายน 2491 – 25 มิถุนายน 2492 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 และหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเพิ่มเติม พ.ศ. 2492 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 จอมพล ป. พิบูลสงครามก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 22 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2492

และที่สำคัญคือ ในหนังสือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ของ ว.ช. ประสังสิต ที่ติพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2492 หลังการรัฐประหารเป้นเวลาราว 2 ปี หัวข้อที่ต่อจากการสาบานตนของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถเลขา ด้วยทรงพอพระทัย” ซึ่งพระราชหัตถเลขาดังกล่าวนี้ มีเนื้อหาที่แสดงความพอพระทัยต่อการทำรัฐประหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ทำให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนนั้นมีความชอบธรรมสำหรับผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ในปี พ.ศ. 2492 รวมทั้งความชอบธรรมในการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 21 และคณะที่ 22

หนังสือเล่มนี้ของ ว.ช. ประสังสิต ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ห้าวันหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเพิ่มเติม พ.ศ. 2492 ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และห้าวันก่อนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และเมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2492 รัฐบาลได้แถลงนโยบายในสภาผู้แทนฯ มีการอภิปรายรวม 11 วัน และได้อภิปรายในวุฒิสภาอีก 3 วัน สภาผู้แทนจึงได้ลงมติให้ความไว้วางใจเมื่อวันที่ 29 กรกฏาคม 2492 นโยบายของรัฐบาลคณะนี้ ปรากฎในหนังสือราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2492 เล่ม 66 ตอน 39 หน้า 3422 ผู้เขียนได้เคยตั้งข้อสงสัยและชี้ไปในตอนก่อนๆแล้วว่า พระราชหัตถเลขาฯ ไม่ใช่พระราชหัตถเลขาฉบับแท้ แต่จะขอกล่าวอีกครั้งในตอนต่อไป

[1] ว.ช. ประสังสิต บันทึก, ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจล ในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย, (พระนคร: โรงพิมพ์ บริษัทรัฐภักดี: 2492), หน้า 243-244.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...