โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ชัชชาติ" สั่งทุกเขตสอบย้อนหลัง ปมสวมสิทธิ์ทะเบียนราษฎร รายงานผล 21 สค.นี้ ล่าสุดเด้งแล้ว 4 เจ้าหน้าที่

สยามรัฐ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ

กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้บัตรประจำตัวสีชมพูซึ่งเป็นบัตรสำหรับบุคคลต่างด้าว ไม่ใช่บัตรประชาชนสำหรับบุคคลทั่วไป โดยพบว่ากระบวนการดังกล่าวอาจมีรูปแบบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายลักษณะ เช่น กรณีบุคคลต่างด้าวที่อาศัยในไทยมีบุตรแต่บุตรเดินทางกลับประเทศไปแล้ว แต่ยังนำข้อมูลชื่อบุตรในเอกสารการเกิดมาสวมสิทธิ์เพื่อย้ายเข้าทะเบียนบ้านและใช้ขอเอกสารให้มีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ยังพบรูปแบบการย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลางเข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง เนื่องจากอำนาจการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรเป็นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้พบข้อสังเกตผิดปกติในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งพบบ้านหลังหนึ่งมีบุคคลย้ายเข้าหรือมีชื่อในทะเบียนบ้านจำนวนมากถึงประมาณ 40 - 45 คน จึงต้องตรวจสอบอย่างละเอียด

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ กทม. ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คน ออกจากตำแหน่งหรือพักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน พร้อมสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกสำนักงานเขตว่ามีลักษณะเดียวกันหรือไม่ โดยกำหนดให้รายงานผลภายในวันที่ 21 ส.ค.นี้ จากเดิมวันที่ 1 ก.ย. 69 เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของบุคคลและกระบวนการ

กทม. ได้สั่งตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560 ในทุกสำนักงานเขต โดยเฉพาะกรณีเขตดินแดงที่พบข้อมูลต้องสงสัยพุ่งสูงมากในปี 2567 จึงต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงรายกรณี

นายชัชชาติระบุว่าประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมคือเส้นทางการเงินระหว่างนายหน้ากับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เพื่อพิจารณาว่ามีการทุจริตหรือไม่ การให้หน่วยงานภายนอกอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมตรวจสอบจะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเส้นทางการเงินได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งหากพบเส้นทางการเงินที่ยืนยันความไม่สุจริต กทม. จะสามารถดำเนินการให้ออกจากราชการได้ทันที

สำหรับระบบแจ้งเตือนปัจจุบันจะแจ้งเตือนเมื่อมีบุคคลสัญชาติไทยอยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 15 คน แต่ยังไม่มีระบบแจ้งเตือนสำหรับบุคคลต่างด้าวในลักษณะเดียวกัน หากมีการทยอยย้ายเข้าทีละรายระบบอาจไม่แจ้งเตือนแม้จำนวนจะเกินความเหมาะสมทางกายภาพก็ตาม

นายชัชชาติย้ำว่าหากพบจำนวนบุคคลในทะเบียนบ้านสูงเกินเกณฑ์ เช่น บ้านในเขตดินแดงพื้นที่ 40 ตารางเมตร แต่มีชื่อในทะเบียนถึง 40 คน ถือเป็นความผิดปกติที่ชัดเจน การตรวจสอบจะดำเนินการต่อเนื่องไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบและดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่

"การที่ กทม. มีข้อจำกัดด้านอำนาจในการเรียกข้อมูลเส้นทางการเงินจากบุคคลภายนอก ทำให้การร่วมมือกับตำรวจมีความสำคัญมากในการรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็วและตัดสินใจได้ทันที กรณีนี้สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของระบบที่อำนาจกระจุกตัวอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน กทม. จึงต้องทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องลูกทิพย์พ่อทิพย์ และการย้ายเข้าทะเบียนราษฎรเพื่อป้องกันเหตุในอนาคต"

นายชัชชาติกล่าวว่า นอกจากนี้จะต้องปรับแนวทางให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมกำกับดูแลมากขึ้น และพิจารณาหมุนเวียนเจ้าหน้าที่งานทะเบียนเพื่อลดความเสี่ยงการทุจริต รวมถึงเพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปในนโยบายแก้ไขการทุจริตให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า เคสนี้เป็นบทเรียนให้ปรับปรุงกระบวนการใหม่ให้รอบคอบและโปร่งใสขึ้น ส่วนข้อมูลผู้ต้องสงสัยมากกว่า 3,000 รายนั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกันทั้งหมดหรือไม่ จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดเป็นรายทะเบียนบ้าน เบื้องต้นจะใช้เกณฑ์จำนวน 15 คนเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด

นอกจากนี้ยังพบกรณีพ่อทิพย์ที่ชายหนึ่งคนจดทะเบียนสมรสกับหญิงต่างชาติ 5 - 6 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต้องตั้งข้อสังเกตและพัฒนาไปสู่ระบบ Early Warning เพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหายในวงกว้าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...