โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาล ปค.สูงสุด รับคำฟ้อง 'นพ.สรณ' ปม คกก.สรรหาเพิกถอนพ้น กสทช.

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลาง งดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา กรณีฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น

โดย นพ.สรณ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว และให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย เสมือนว่าไม่เคยมีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาก่อน

อย่างไรก็ดีสาเหตุที่ศาลปกครองสูงสุด งดการอ่านคำสั่งในวันนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีคือ นพ.สรณ ไม่ได้เดินทางมาศาล และไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลใดมารับฟังคำสั่งแทน ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดีคือคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีตัวแทนเดินทางมารับฟังคำสั่ง โดยจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดจะดำเนินการแจ้งคำสั่งให้ นพ.สรณ ในฐานะผู้ฟ้องคดีได้รับทราบต่อไป

ทั้งนี้มีรายงานว่า นพ.สรณ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้งดการเผยแพร่คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่ในการนัดอ่านคำสั่งวันนี้ มีสื่อมวลชนเดินทางมาเฝ้ารอติดตามและรายงานข่าวเป็นจำนวนหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อ 14.30 น.วันนี้ (2 ก.ย.) สำนักงานศาลปกครอง เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า ศาลปกครองกลางมีนัดอ่านคําสั่งศาลปกครองสูงสุด คําสั่งที่ 952/2569 นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งกําหนดนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจึงงดอ่านคําสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และได้แจ้งคําสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์

คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคําสั่งกลับคําสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคําฟ้องในคดีที่ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคําสั่งเพิกถอนคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งกรรมการ กสทช. เนื่องจากยังคงปฏิบัติหน้า ที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

โดยคําวินิจฉัยที่พิพาทดังกล่าว อ้างข้อเท็จจริงว่า หลังจากวุฒิสภาได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่20 ธันวาคม 2564 เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดํารงตําแหน่งกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาได้มีประกาศวุฒิสภาเรื่อง กําหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบฯ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 18ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือและหลักฐานต่างๆ ที่รับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาแล้ว

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

แต่ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีเข้าดํารงตําแหน่งประธานกรรมการ กสทช.แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนหลายกรณีแล้ววินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ในห้วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

และก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากําหนด ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตําแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่คําวินิจฉัยดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าใช้อํานาจตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 วินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 ซึ่งความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้น กําหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดําเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคําวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตําแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติว่า

เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจํานวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทําบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

ดังนั้น คําวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทําของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคําสั่งกลับคําสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคําฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...