โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สกลกรย์’ ยืดอกรับทำผิดคนเดียว! ปมปิดข่าว Bitkub ถูกแฮกหวังป้องลูกค้า-พนักงานตกงาน ย้ำ ก.ล.ต. เพิ่งเข้าตรวจ เมื่อปี 68

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘สกลกรย์’ ยืดอกรับทำผิดคนเดียว! ปมปิดข่าว Bitkub ถูกแฮกหวังป้องลูกค้า-พนักงานตกงาน ย้ำ ก.ล.ต. เพิ่งเข้าตรวจ เมื่อปี 68

หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ Bitkub ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย พร้อมอดีตกรรมการอีก 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานกำกับดูแล หลังตรวจสอบพบว่าบริษัทไม่ได้รายงานผลกระทบจากเหตุโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ด้าน Bitkub ยืนยันว่าทรัพย์สินของลูกค้าปลอดภัยครบถ้วน และชี้แจงว่าการตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อมูลในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการแห่ถอนสินทรัพย์

ล่าสุด สกลกรย์ สระกวี หรือ ต้น อดีตกรรมการ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Exchange) ได้แถลงการณ์ผ่านคลิป เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดครบถ้วนทุกประเด็น

สกลกรย์ ได้ออกมาเปิดใจ ระบุ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 โดยยอมรับว่าในเวลานั้นศูนย์ซื้อขายถูกโจรไซเบอร์แฮกเหรียญไปจริงๆ แม้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัทจะดีและเป็นไปตามมาตรฐานที่แจ้งต่อ ก.ล.ต. ก็ตาม ซึ่งนับจากวันนั้นกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท (Co-founder) ทุกคนได้ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวเพื่อซื้อเหรียญคืนให้กับลูกค้าครบถ้วนทั้งหมดตั้งแต่ในปี 2564 แล้ว

“เหตุการณ์ ณ เวลานั้น จริงๆ ก็คือ Bitkub Exchange ถูกแฮกเหรียญจริงๆ ครับ มันเป็นการถูกแฮกเหรียญโดยโจรไซเบอร์ เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แล้ว Co-founder ทุกคนตัดสินใจใช้เงินส่วนตัวในการซื้อเหรียญฯ นำมาคืนลูกค้าครบทั้งหมดแล้วตั้งแต่ในปีนั้นเลย”

สกลกรย์ อธิบายว่า ทางเลือกที่ง่ายที่สุดในวันนั้นคือการเปิดเผยข้อมูลให้ทุกคนทราบทันที เพราะบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งไม่ได้ทำผิดและไม่ต้องรับความเสี่ยงใดๆ จากการกระทำของตนเอง แต่ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจสูงสุด เขาเป็นคนตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์นี้จากทั้ง ก.ล.ต. และสาธารณชน เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบอย่างรุนแรงที่จะตามมาทันที หากเปิดเผยความจริง ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะตื่นตระหนกและเกิดการแห่ถอนหรือเทขายเหรียญจนทำให้ราคาดิ่งลงอย่างหนัก

สมมติจากราคา 1 ล้านบาท อาจลดลงเหลือเพียง 200,000 บาท ซึ่งความโกลาหลนี้เรียกว่าวิกฤต Bank Run หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกค้านับแสนคนจะได้รับความเสียหาย พนักงานหลายร้อยชีวิตต้องตกงาน ท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสีย และจะไม่มี Bitkub Exchange อยู่ในวันนี้ การยื้อเวลาจึงเป็นทางเลือกที่ยากกว่าที่เขาต้องทำเพื่อหาทางช่วยลูกค้าและปกป้องทุกคนจากความเสียหาย

“ถ้าหากว่ามันเกิดเหตุการณ์ว่าเราเปิดเผยข้อมูลแล้วเนี่ย มันจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตทันที มันจะเกิดเหตุการณ์สูญเสียแผ่ขยายเป็นมุมกว้าง ลูกค้าหลายแสนคนจะเสียหาย พนักงานหลายร้อยคนจะตกงาน และท้ายที่สุดจะมีแต่ผู้สูญเสียครับ และวันนี้จะไม่มี Bitkub Exchange ครับ”

สกลกรย์เปิดเผยเบื้องหลังว่า ตนเองเป็นคนเดียวที่เข้าไปแก้ไขแบบรายงานสรุปข้อมูล (NCR) หรือแบบ ดจ. 1 โดยไม่ให้ใครรู้ ทั้งนี้ กรรมการคนอื่น ผู้บริหาร และพนักงาน ไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำของเขา เขาต้องแบกรับความลับที่หนักอึ้งนี้เพียงลำพังมาตลอด 4 ปี โดยมีความสุขของการที่เห็นคนนับแสนไม่ต้องสูญเสียเงินแม้แต่บาทเดียวเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ

“ผมยอมรับว่าผมไม่ได้ปฏิเสธความผิดครับ แต่ในเวลานั้นเนี่ยผมคิดแค่เรื่องเดียวครับว่า ผมจะปกป้องลูกค้าและน้องๆ พนักงานหลายร้อยคนนี้ยังไง ผมอาจจะกระทำผิดในเรื่องการปิดบังเรื่องนี้ แต่สิ่งนึงที่ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดคือ การปกป้องและรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ว่าด้วยจะต้องแลกอะไรด้วยก็ตามครับ”

โดยสกลกรย์กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ตนเองได้ทำผิด ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ เป็นกรรมการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดข้อมูลของเหตุการณ์นี้ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และสาธารณะชน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว พร้อมได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการของทั้ง Bitkub Exchange และ Bitkub Capital Group Holdings เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยินดีให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างๆ อย่างเต็มที่เพื่อทำให้องค์กรดีขึ้นและเพื่อหาตัวโจรไซเบอร์มาลงโทษตามกฎหมายให้สาสมกับความผิด

นอกจากนี้ เขายังมองว่าการตัดสินใจของตนเองมีส่วนช่วยปกป้องอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยไปในตัว เพราะหากมีข่าวการแฮกเกิดขึ้นในเวลานั้น การพัฒนาของวงการอาจต้องล่าช้าไปอีกเป็น 10 ปี

ในปัจจุบัน ก.ล.ต. ได้เข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 และแจ้งแล้วว่ามีความปลอดภัยและครบถ้วน โดยไม่มีลูกค้าคนใดเสียหายเลยแม้แต่สตางค์เดียว ทาง Bitkub Exchange ได้พัฒนาระบบความปลอดภัยอย่างก้าวกระโดดด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านบาท ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระหลายครั้ง มีระบบตรวจสอบภายในที่รัดกุม และที่สำคัญที่สุดคือได้ย้ายเงินของลูกค้าไปเก็บไว้กับผู้ดูแลสินทรัพย์ (Custodian) ระดับโลกอย่าง Coinbase ซึ่งดูแลสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นหรือหลายแสนล้านบาท

ในช่วงท้าย สกลกรย์ได้กล่าวขอโทษที่ปิดบังความจริงและทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ยืนยันว่าเมื่อย้อนกลับไปตนเองไม่มีทางเลือกอื่น และได้ทำสิ่งที่จำเป็นที่สุดเพื่อคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตัวเอง เขาขอให้ทุกคนคลายความกังวลและยังคงเชื่อมั่นใน Bitkub Exchange ต่อไป ไม่ใช่เพื่อตัวเขาเอง แต่เพื่อพนักงานกว่า 700 ชีวิตที่ทำงานหนัก และเพื่อบริษัทของคนไทยที่ช่วยกันสร้างมาเพื่ออนาคตของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทยโดยไม่ได้ตกเป็นของต่างชาติ พร้อมย้ำว่า Bitkub Exchange จะไม่หยุดพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยตลอดไป

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...