โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกา ฆ่าคนไปเท่าไหร่แล้ว? (6)

สยามรัฐ

อัพเดต 44 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถาพร ศรีสัจจัง

มีหลักฐานข้อมูลระบุว่า การบังคับอพยพที่เรียกว่า “เส้นทางแห่งน้ำตา” ที่ชนชั้นปกครองอเมริกัน (ยุคประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 7 นายแอนดรูว์ แจ็คสัน) กระทำต่อชาวอินเดียนแดงในนามของ “กฎหมาย” ที่เรียกว่า “Indian Removal Act” ครั้งนี้ ทำให้ชาวอินเดียนแดงต้องอพยพมากกว่า 1 แสนคน และในการอพยพบนเส้นทางแห่งน้ำตาดังกล่าว ทำให้พี่น้องอินเดียนแดง (เจ้าของแผ่นดินเดิมที่ถูกชนชั้นปกครองอเมริกันแย่งชิงไป) ต้องล้มตายลง รวมแล้วไม่น้อยกว่า 15,000 คน !

หลังช่วงยุคแห่งการขับไล่กวาดต้อนเจ้าของดินแดนเดิมคือกลุ่มชนอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ออกจากพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ให้ไปอยู่ในค่ายกักกันอันยากเข็ญแห้งแล้งเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลอเมริกันยุคนั้นก็เปิดพื้นที่ให้กลุ่มชนอพยพจากยุโรปที่กลายเป็น “คนอเมริกัน” ไปเรียบร้อยแล้วเข้าตั้งรกรากในพื้นที่ดังกล่าวแทน

“หนี้เลือด” และความคับแค้นใจจากการถูกกดขี่ข่มเหงรุกรานของชาวชนเผ่าอินเดียนแดงเจ้าของพื้นที่เดิมไม่ได้หยุดอยู่ที่การถูก “หลอกลวงแล้วปราบปราม” ของรัฐบาลอเมริกัน

ท้ายที่สุดพวกเขาก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง!

ประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจบิดเบือนบันทึกเรื่องราว “การลุกขึ้นสู้” ครั้งยิ่งใหญ่นี้ไว้ในชื่อ “ยุทธการที่ ลิตเติ้ล บิ๊ก ฮอร์น” (Battle of Little Bighorn)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมืองไทยมีผู้เขียนถึงไว้แล้วหลายราย ที่น่าสนใจคือจากเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Komkid world” ขออนุญาตคัดบางตอนมาเล่าซ้ำไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง ท่านว่าไว้ดังนี้

“…ปี ค.ศ. 1872 มีการพบสายแร่ทองคำที่เนินดำ (Black Hills) ในรัฐเซาท์ดาโกตา อันเป็นศูนย์กลางแผ่นดินของชนเผ่าซูส์ (Sioux) ซึ่งเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันตก โดยชาวซูส์เชื่อว่า ที่นั่นเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็มีนักขุดทองจำนวนมากไปที่นั่นและปะทะกับนักรบซูส์ รัฐบาลสหรัฐจึงได้ส่งนายพล จอร์จ อาร์มสตรอง คัสเตอร์ พร้อมกับทหารจำนวนหนึ่งมาที่นี่ โดยอ้างว่า มาคุ้มครองเนินดำจากการบุกรุกของนักขุดทอง ทว่าในความจริง คัสเตอร์กลับไม่ได้ทำการใดๆ เพื่อผลักดันคนขาวออกไป แต่เขากลับรายงานถึงทองคำปริมาณมหาศาลที่ขุดพบที่นี่

ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐจึงส่งตัวแทนมาเจรจากับเผ่าซูส์ เพื่อขอซื้อเนินดำ ซิตติ้ง บูลล์ หรือทาทังคา อิโยทังคา (แปลว่า เจ้าวัวนั่ง) หัวหน้าเผ่าผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นตัวแทนเจรจา ได้ปฏิเสธข้อเสนอ โดยซิตติ้ง บูลล์ ได้หยิบดินขึ้นมากำหนึ่งและกล่าวกับตัวแทนรัฐบาลว่า ‘แม้ฝุ่นเพียงหยิบมือ เราก็ไม่ขาย ที่นี่เป็นแผ่นดินแม่ของเรา หากคนขาวจะเข้ารุกราน เราก็จะสู้’

เมื่อทราบคำตอบ รัฐบาลสหรัฐก็ส่งทหารจำนวนมาก นำโดยนายพลครุก พร้อมทั้งนายพลคัสเตอร์และกรมทหารม้าที่ 7 ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยรบที่ดีที่สุดของกองทัพบกสหรัฐในเวลานั้น เข้าโจมตีพวกซูส์ทันที

ในปี ค.ศ. 1875 กองทหารของนายพลครุก หรือที่ชนพื้นเมืองเรียกว่า จิ้งจอกสีเทา ได้กวาดล้างค่ายของชนพื้นเมือง บริเวณริมฝั่งแม่น้ำพาวเดอร์ พวกเขาเผากระโจม สังหารเด็กและผู้หญิงจำนวนมาก ส่วนพวกชนพื้นเมืองที่เหลือ ได้หลบหนีการไล่ล่า แล้วขึ้นไปรวมตัวกันอยู่ทางเหนือกับซิตติ้ง บูลล์, เครซี่ ฮอร์ส (เจ้าอาชาคะนอง) และกัลล์ (เจ้านกนางนวล) ซึ่งในการโจมตีที่แม่น้ำพาวเดอร์นี้ ลูกเมียของเครซี่ ฮอร์ส ได้ถูกทหารอเมริกันสังหารคากระโจม

พวกนักรบที่นำโดยเครซี่ ฮอร์ส ได้ซุ่มโจมตีกำลังของนายพลครุก ด้วยกลยุทธ์ ล่อให้ข้าศึกตาม และแยกพวกนั้นเป็นส่วนๆ เขาสั่งให้นักรบควบม้าตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง ซึ่งหลังจากข้าศึกแยกกำลังกันแล้ว เครซี่ ฮอร์ส ก็รวมกำลังเข้าบดขยี้ทีละส่วนจนแตกพ่าย

ฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1876 นายพลคัสเตอร์ได้นำทหารม้า 700 นาย ไล่ล่าชนเผ่าซูส์ กลุ่มลาโคตา ของซิตติ้ง บูลล์ รายงานที่คัสเตอร์ได้รับ ก็คือ พวกชนพื้นเมืองมีอยู่เพียง 800 - 1,000 คน รวมทั้งเด็กและผู้หญิง คัสเตอร์ปฏิเสธที่จะรอกองหนุน เพราะกลัวว่า ซิตติ้ง บูลล์ กับพวกจะหนีไปได้ก่อน และเมื่อสายสืบแจ้งมาว่า พวกลาโคตาอยู่ที่แม่น้ำลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น (Little Bighorn: แกะป่าน้อย) เขาจึงนำทหารมุ่งไปทันที

ทว่าสิ่งที่คัสเตอร์ไม่ทราบก็คือ พวกชนพื้นเมืองที่เขาได้รับรายงานว่ามีอยู่ไม่มากนั้น เพราะกำลังรอพรรคพวกที่ไปล่าควายไบซันมาสมทบ นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าซูส์ กลุ่มดาโคตา และเผ่าเชเยนน์ กับเผ่าอาราพาโฮ อพยพมารวมกับพวกลาโคตา จนมีชนพื้นเมืองอยู่กว่า 10,000 คน ที่ลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักรบราว 2,000 – 2,500 คน

กองทหารของนายพลคัสเตอร์มาถึงในบ่ายวันที่ 25 มิถุนายน และวางแผนเข้าโจมตีในตอนเช้ามืด โดยแบ่งกำลังเป็นสามส่วน เพื่อไม่ให้พวกซูส์หนีรอดได้ ทว่าสิ่งที่ผิดพลาด คือ คัสเตอร์ประมาณขนาดค่ายพักของพวกพื้นเมืองเล็กเกินไป โดยไม่รู้แท้จริงแล้วพวกข้าศึกมีจำนวนมากกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่า

เช้ามืดวันที่ 26 มิถุนายน ทหารสามหน่วยนำโดยนายพลจัตวาคัสเตอร์, พันตรีรีโน และร้อยเอกแบนทีน ได้บุกทะลวงค่ายชนพื้นเมืองอเมริกันที่ลิตเติ้ล บิ๊กฮอร์น ทหารสหรัฐสังหารชนพื้นเมืองไม่เลือกว่าผู้หญิงหรือเด็ก ซิตติ้ง บูลล์ และกัลล์ พยายามรวบรวมนักรบเข้าต้านทานอย่างเต็มกำลัง โดยกัลล์ได้ควบม้านำนักรบเข้าปะทะกับกองทหารของพันตรีรีโนอย่างดุเดือด ขณะนั้น นายพลคัสเตอร์ได้นำกำลังทหารข้ามแม่น้ำมา เพื่อประสานกับอีกสองหน่วยก่อนล้อมข้าศึกตามแผน คัสเตอร์คิดว่า เขาได้วางกำลังเข้าตีครอบคลุมเกือบทั้งค่ายแล้ว แต่ความจริง คือ ยังมีพวกพื้นเมืองที่ตั้งกระโจมห่างออกไปทางเหนือและใต้ด้วย

ซิตติ้ง บูลล์ สั่งนักรบกระจายกำลังออกไป ขณะพวกนักรบจากด้านนอกก็ยกมาช่วย จนทำให้หน่วยของผู้พันรีโนกับร้อยเอกแบนทีนต้องล่าถอย เหลือเพียงหน่วยของนายพลคัสเตอร์ที่ยังอยู่ในค่าย และเมื่อเครซี่ ฮอร์ส นำนักรบมาสมทบ ซิตติ้ง บูลล์ ก็สั่งนักรบทั้งหมดเข้าโอบล้อมกองทหารม้าของคัสเตอร์

เมื่อเห็นข้าศึกมีมากกว่า คัสเตอร์จึงนำกำลังขึ้นไปยึดที่มั่นบนเนินเขา แต่วงล้อมของพวกซูส์ก็บีบเข้ามาเรื่อยๆ พวกทหารสหรัฐถอดเอาอานม้ามาวางเป็นที่กำบัง แต่ก็เปล่าประโยชน์ พวกนักรบได้ระดมยิง จนในที่สุด นายพลคัสเตอร์กับพวกทหารก็ถูกสังหารหมด ส่วนทหารสหรัฐอีกสองหน่วยสามารถหนีรอดไปได้ ในศึกครั้งนี้ นายพลคัสเตอร์พร้อมทหารอีก 276 นายถูกสังหาร ส่วนพวกพื้นเมืองตายไปราว 300 คน…”

ท้ายที่สุด “อินเดียนแดง” ก็ลุกขึ้นสู้ให้โลกได้ประจักษ์อีกครั้ง!

มีเรื่องที่ต้องแก้ไขในเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อความที่ยกมาให้อ่านอย่างเต็มๆ (ด้วยความขอบคุณยิ่ง) จากเฟซบุ๊กที่ชื่อ “Komkid world” อยู่เรื่องหนึ่ง คือจากการตรวจสอบพบว่า ยศของ “คัสเตอร์ผมยาว” (Longhair Custer) นั้นเป็นเพียง “นายพันโท” ไม่ได้มียศเป็น “นายพล” แต่อย่างใด แม้บุคคลผู้นี้จะเข่นฆ่าพี่น้องชาวอินเดียนแดงไปอย่างมากมายก็ตาม - ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขก็เช่นกัน ท่านผู้อ่านควรต้องมีการตรวจสอบจำนวนที่แน่นอนกันอีกครั้ง…ฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...