โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตามกลิ่นประวัติศาสตร์ Shine ออริจินัลเกย์ซีรีส์เข้มข้นการเมืองไทย จากอะพอลโลสู่ด้านมืดดวงจันทร์ยุค จอมพลถนอม

Sarakadee Lite

อัพเดต 06 ก.ย 2568 เวลา 17.09 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2568 เวลา 17.06 น.

กรุงเทพฯ ปี 2512 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของประเทศ และเสรีภาพที่ถูกจำกัด คำพูดบางอย่างไม่อาจเอื้อนเอ่ย…

ถือเป็นอีกรสชาติของอุตสาหกรรมซีรีส์ไทยที่ไม่ลิ้มรสไม่ได้จริงๆ สำหรับ Shine ออริจินัลเกย์ซีรีส์จากค่าย Be On Cloud ที่พาย้อนบรรยากาศประเทศไทยไปใน พ.ศ. 2512 ขณะที่มนุษย์คนแรกของโลกเหยียบดวงจันทร์ ประเทศไทยมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในรอบ 11 ปี โดยที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาพร้อมกับความคุกรุ่นของคลื่นใต้น้ำจากประชาชนและนักศึกษา

Shine

ซีรีส์ Shine ถือได้ว่าก้าวข้ามจักรวาลซีรีส์วายชนิดรักหวานใส หรือ Coming of age ไปสู่การปักธงเป็น ซีรีส์เกย์ ที่ใส่ความเข้มข้นของบทที่มีการตั้งคำถามกับสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยปี พ.ศ. 2512 ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ไม่ค่อยมีซีรีส์หรือภาพยนตร์กล่าวถึง แต่ในมุมมองของทีมผู้เขียนบทอย่าง ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ และ ครูหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน กลับมองว่า พ.ศ. 2512 นี่แหละคือยุคที่ประเทศไทยมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ดนตรี วรรณกรรม หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ อีกทั้งเป็นยุคที่ผู้คนเริ่มเปิดใจมองเรื่องความแตกต่างแม้กระทั่งเรื่องเพศ

Shine

“จริงๆ แล้ว Shine เป็นโปรเจ็กต์ที่ต่อจาก แมนสรวง ตอนแรกทางทีมตั้งใจจะทำซีรีส์ที่มีช่วงเวลาต่อจากแมนสรวงคือหลังรัชกาลที่ 4 มีการเขียนบท พัฒนบทกันแล้วด้วย แต่สุดท้ายเรารู้สึกว่ามันยังไม่สากลพอที่จะพาผู้ชมชาวต่างชาติให้เข้าใจ อย่างถ้าย้อนกลับไปเรื่องแมนสรวง เราก็ยังรู้สึกว่าก็ยังไกลสำหรับความสากลที่ต่างชาติจะเข้าใจได้ง่าย เลยมีการปรับบท เรียกว่าทำบทใหม่เลยก็ได้ ทางทีมกลับมาคิดว่าเราจะเอายุคไหนดีที่มีความเป็นสากลมากขึ้น เลยมาลงตัวที่ช่วง พ.ศ.2512 เป็นปีที่มนุษย์เหยียบดวงจันทร์ มันเหมือนกับการเปิดอีราใหม่ของมนุษย์โลก แต่ในอีกมุมมันก็ยังมีสงครามเย็นนะ โลกมันไม่ได้สดใส กลับมาที่เมืองไทยปี 2512 เป็นปีที่จอมพลถนอมได้รับการเลือกตั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคุกรุ่นตามมา”

(จากซ้าย) ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ และ ครูหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน

ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ผู้เขียนบท Shine ย้อนเล่าถึงรอยต่อระหว่าง Shine กับ แมนสรวง ผลงานภาพยนตร์ปฐมฤกษ์จากBe On Cloudที่เปิดประตูบานใหญ่ส่งค่าย Be On Cloudสู่ตลาดต่างประเทศกับเรื่องราวของความอยุติธรรม นาฏกรรม อำนาจ และชนชั้นการละคร โดยความสากลของ Shine ไม่ใช่แค่ฉากมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ แต่ยังเป็นประเด็นการต่อสู้ทางสังคม ชนชั้น การเมือง และเรื่องเพศที่เป็นกระแสอยู่ทั่วโลกในขณะนั้น รวมทั้งการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ทั้งเสื้อผ้า ดนตรี ภาพยนตร์ อาคารบ้านเรือน หรือแนวคิดด้านสังคมที่คลับคล้ายกันในหลายๆ มุมของโลก

“ในเชิงการเล่ามันท้าทายมาก เราไม่ได้อยากทำแค่เรื่องความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก ความสุข ความท้าทายอยู่ตรงที่เราจะสอดแทรกความเป็นจริงบางอย่างเข้าไปในซีรีส์ได้อย่างไร การทำให้คนดูสามารถเอนจอยได้หลายเลเยอร์ ทำอย่างไรไม่ให้เครียดเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตื้นเขินจนเกินไป แน่นอนว่าผู้ชมหลักเราคือสาววาย เขาก็อยากได้อะไรที่เอนจอยสนุกสนาน แต่สิ่งที่เกินคาดคือ กลุ่มสาววายที่เขาดูเขาตระหนักถึงเลเยอร์ของประเด็นที่ลึกลงไป เราตามไปดูฟีดแบ็คพบว่าสิ่งที่แฟนๆ พูดถึงไม่น้อยกว่านักแสดงที่เขาชื่นชอบคือนัยยะทางสังคมและการเมืองที่เขาแคปเจอร์ได้ละเอียดและลึกซึ้งมาก ดีใจที่มันทำงานแบบนั้น เพราะเราตั้งใจทำให้เรื่องนี้เป็นงานที่ร่วมสมัยด้วยคอนเทนต์”

ครูหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน ผู้กำกับหญิงมากฝีมือที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเขียนบท Shine เสริมถึงความท้าทายของซีรีส์ที่มีความเข้มข้นทางการเมืองแบบที่ไม่มากไป ไม่น้อยไป และสามารถสร้างจุดร่วมให้กับผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติให้สนุกไปกับ Shine ได้

Sarakadee Lite ชวนไปตามกลิ่นประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงช่วง พ.ศ. 2512 จากซีรีส์ Shine ที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกตอน ไม่ว่าจะเป็นการกำเนิดสภาพัฒน์ การเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากยุคเผด็จการ ภารกิจส่งนางงามไทยไปจักรวาล ความอัดอั้นของกลุ่มปัญญาชน การตั้งคำถามกับประชาธิปไตยที่ได้รับ ไปจนถึงความเฟื่องฟูของนวนิยายพาฝันในห้องสมุดคีตกาล บอกเลยว่านี่เป็นการดูซีรีส์ที่เหมือนได้กลับไปเปิดหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง แต่ถึงใครจะไม่อินกับประวัติศาสตร์ก็สามารถสนุกกับ Shine ได้เช่นกัน

ภาพ : NASA

“มนุษย์เหยียบดวงจันทร์” ชัยชนะของเสรีนิยม

Shine เปิดเรื่องมาด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกในวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ตรงกับวันที่ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์จากดาวโลกขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกโดยมี นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) เป็นมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบประทับรอยเท้าลงบนดวงจันทร์ พร้อมกับกล่าวประโยคสุดคลาสสิกว่า “ก้าวเล็ก ๆ ของคน ๆ หนึ่ง แต่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” (That’s one small step for a man, one giant leap for mankind) พร้อมตัดสลับภาพมาที่ดวงตาอันเปล่งประกายของผู้คนบนโลกในอีกมุมหนึ่งที่แสงดวงจันทร์อาจจะยังส่องแสงลงมาไม่ถึง ณ ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลยุค จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่ง ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ทีมเขียนบทกล่าวว่า การตั้งใจใส่ซีนยานอะพอลโล 11 ลงไปไม่ใช่แค่การบันทึกประวัติศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2512 แต่ยังเป็นจุดเริ่มของการเปิดยุคใหม่ของมนุษยชาติ

ภาพ : NASA

“เมื่อมนุษย์คนหนึ่งสามารถไปเหยียบดวงจันทร์ มันไม่ได้จบแค่นั่น คนที่อยู่บนพื้นโลกที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ไปพร้อมๆ กันกลับเต็มไปด้วยความฮึกเฮิม ทุกอย่างดูสดใส มีกำลังใจ ซึ่งตอนนั้นตรงกับช่วงสงครามเย็น เหตุการณ์นี้จึงคล้ายการประกาศชัยชนะของฝั่งเสรีนิยมอย่างอเมริกาว่า ‘ฉันเหยียบดวงจันทร์ก่อนนะ’ ทว่าในความสดใสนั้นกลับมีอีกมุมหนึ่งที่มันกำลังมีความครุกรุ่น เป็นอีกด้านของดวงจันทร์ที่ยังมีเงามืด”

จอมพลถนอม กิตติขจร

“เลือกตั้งในรอบ 11 ปี” จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นสู่อำนาจ

ซีรีส์ Shine เดินเรื่องในช่วง พ.ศ. 2512-2513 ขณะที่ประเทศไทยมี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 ถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคนั้น เพราะเป็นวันเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย หลังจากที่ประเทศไทยว่างเว้นการเลือกตั้งมายาวนานถึง 11 ปีเต็ม ครั้งนั้นมี 2 พรรคการเมืองใหญ่ลงสนามแข่งขัน คือ พรรคสหประชาไทย มี จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค และ และพรรคประชาธิปัตย์ มี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค ท้ายที่สุดพรรคสหประชาไทยได้รับเลือกตั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแม้จะมีข้อครหาเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้งตามมามากมายก็ตาม

“ความน่าสนใจของ พ.ศ.2512 คือเป็นยุคที่คนไทยเริ่มมองเห็นความหวัง แม้จะเป็นความหวังที่ปลายอุโมงค์ว่าเราจะมีประชาธิปไตยหลังจากถูกปกครองโดยเผด็จการทหารมาอย่างยาวนานในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แม้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.2512 จะมาจากความกดดันจากประเทศรอบข้างและมหาอำนาจ แต่อย่างน้อยก็เป็นความหวังที่มองเห็นแสงว่าเราจะมีประชาธิปไตย เราจะมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องราวในซีรีส์จะเริ่มหลังจากนั้นเมื่อประชาชน นักศึกษา เริ่มตระหนักและตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นประชาธิปไตยจริงหรือ” ครูหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา เล่าถึงความน่าสนใจของเมืองไทยในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ที่เป็นฉากหลังของเรื่อง

ด้าน ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา กล่าวเสริมว่านอกจากฉากหลังทางการเมืองแล้วในยุคนี้ประเทศไทยยังมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเพลง วรรณกรรม แฟชั่น การผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก “อย่างเรื่องวรรณกรรมที่เราใส่ลงไป นิยาย หนังสือเพื่อชีวิต การเสพคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ หรือจิตวิญญาณของนักหนังสือพิมพ์มันเข้มข้นมากในยุคนั้น เรารู้สึกว่ามันน่าเล่า ยิ่งมาผูกกับบรรยากาศของความโรแมนซ์ด้วยมันก็จะยิ่งโรแมนติก…มันสามารถโรแมนติกได้ แต่ก็ยังต้องมีการต่อสู้ทางชนชั้นและการเมืองที่คู่ขนานไป”

“เทรนด์ฮิปปี้” บุปผาชนที่จอมพลถนอมต่อต้าน

กระแสฮิปปี้เกิดในช่วงต้นทศวรรษ 1960 ในภาวะสงครามเย็น และแพร่หลายในหมู่นักศึกษาอเมริกัน โดยฮิปปี้จะมีการเปิดมุมมองเรื่องเพศที่กว้างขึ้น พร้อมภาพจำคือ เสพกัญชา ใช้ชีวิตเสรีไร้ระเบียบ ฟังเพลงร็อก ซึ่งกระแสนี้ได้แพร่หลายไปในหมู่นักศึกษาทั่วโลกรวมทั้งไทยซึ่งเรียกฮิปปี้ว่า “บุปผาชน” ซึ่งมักแสดงออกผ่าน 5 ย. คือ ไว้ผมยาว สะพายย่าม สวมกางเกงยีน เสื้อยืด และใส่รองเท้าแตะ ซึ่งในเรื่อง “ธันวา” (รับบทโดย มาย – ภาคภูมิ ร่มไทรทอง) คือความแตกต่างของสังคมที่หลายคนเรียกเขาว่าฮิปปี้ และไม่ใช่เพียงพ่อของเขาที่ไม่ชอบใจ แม้แต่จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นผู้นำในยุคนั้นก็มีการต่อต้านกลุ่มฮิปปี้อย่างชัดเจนถึงขั้นที่ไม่ยอมออกวีซ่าให้ฮิปปี้เข้าเมืองจนเป็นข่าวฮือฮามาแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วฮิปปี้อาจเข้าใจถึงความอยุติธรรม ผู้คน และสังคมได้เป็นดีกว่านักวิชาการ

นอกจากฮิปปี้แล้วในยุคนั้นยังมีกระแส “ร็อกแอนด์โรลล์” ที่มีอิทธิพลต่อทั้งเพลงและแฟชั่น โดยผู้หญิงนิยมใส่มินิสเกิร์ต ผู้ชายนิยมสวมเสื้อลายทางและกางเกงรัดรูป ความนิยมนี้ทำให้ใน พ.ศ. 2512 จอมพลถนอมได้ออกมาตำหนิผู้ที่สวมกระโปรงสั้นแบบมินิสเกิร์ต รวมทั้งยังสั่งให้สภาวัฒนธรรมห้ามผู้สวมกระโปรงสั้นและกางเกงรัดรูปเข้าสถานที่ราชการ รวมถึงสถานศึกษา

“ก่อตั้งสภาพัฒนฯ” เพิ่มมิติทางสังคมในการพัฒนาชาติ

“ดร.ตฤณ สุวรรณภาสน์” (รับบทโดย อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์) นักเรียนทุนด้านเศรษฐศาตร์จากฝรั่งเศสที่เชื่อในการพัฒนาชาติผ่านการวางโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรง เขาเลือกปฏิเสธหน้าที่การงานในแบงค์ชาติมาเริ่มงานที่ “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” หรือ สภาพัฒน์ ซึ่งปัจจุบันก็คือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดย ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา กล่าวถึงบทบาทของ ดร.ตฤณ ว่าหากย้อนไปในยุคการเริ่มก่อตั้งสภาพัฒน์ หน่วยงานนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมหัวกะทิอันดับต้นของประเทศเลยก็ว่าได้ เหล่านักเรียนนอกจบใหม่ไฟแรงที่ต้องการพัฒนาชาติตามแนวทางที่ได้ร่ำเรียนมาจากตะวันตกต่างก็มารวมตัวอยู่ที่นี่รวมทั้งตฤณ

สำหรับการเกิดขึ้นของ สภาพัฒน์ มีพื้นฐานมาจาก “สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ” ยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พอมาในยุคจอมพลสฤษดิ์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ” ทำหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 หรือที่เรียกกันว่า “แผน 1” เป็นเหมือนพิมพ์เขียวในการพัฒนาประเทศระยะ 6 ปี (พ.ศ.2501-2509) ต่อมาเพิ่มชื่อแผนเป็น “แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ลดระยะเวลาใช้งานเหลือ 4 ปี ในฉบับที่ 2 (ปี 2510-2514) พร้อมกับเพิ่มมิติทางสังคมเข้าไปให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชาติ ซึ่งมิติทางสังคมนี้เองเป็นหัวใจสำคัญที่ ดร.ตฤณ พยายามผลักดันและหวังที่จะใช้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแก้ปัญหาชาติ

“ตื่นเถิดเสรีชน” การก่อตัวของขบวนการนักศึกษา

ช่วงทศวรรษ 2500 และ 2510 มีการตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น ทำให้สถาบันระดับอุดมศึกษาเริ่มกระจายตัวไปยังหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการตื่นตัวทางความคิดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักศึกษาเป็นเหมือนผู้นำทางความคิด เป็นผู้ที่ตั้งคำถามกับเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะการตื่นตัวทางการเมืองของ “ขบวนการนักศึกษา” หลังตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมายาวนานนับทศวรรษ

“ค่ายอาสาพัฒนาชนบท” เรียนรู้ความจริงของสังคมผ่านค่าย

ในซีรีส์เราจะเห็นบทบาทของตัวละคร “วิกเตอร์” (รับบทโดย ปีเตอร์ เดรี่ย์) นักศึกษาลูกครึ่งผู้มีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งนอกจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างลับๆ แล้ว วิกเตอร์ยังเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมของชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทซึ่งนั่นทำให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจปัญหาของสังคมยิ่งขึ้น ซึ่งตามประวัติศาสตร์มีหลักฐานว่ากิจกรรม “ค่ายอาสาพัฒนาชนบท” เริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วง พ.ศ. 2510 ภายหลังยังมีการก่อตั้ง “ชุมนุมค่ายอาสาพัฒนาชนบท” โดยการออกค่ายอาสาทำให้นักศึกษาได้เปิดหูเปิดตาเรียนรู้สภาพความเป็นจริงของสังคมไทยในชนบทซึ่งยังคงแร้นแค้นและยากลำบาก ส่วนค่ายที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้นคือค่ายของมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปในชนบท

Shine

“นางสาวไทยสู่จักรวาล” ต่อยอดปรากฏการณ์อาภัสรา

อีกฉากที่เชอร์ไพรส์ผู้ชมคือการปรากฎตัวของ “ออน-สมฤทัย” เจ้าของวลีฮิต “Thank you Kateyki” ซึ่งมารับเชิญในบทของนาวสาวไทย ที่กำลังเตรียมตัวไปประกวดนางงามจักรวาล โดยก่อนหน้านั้นใน พ.ศ. 2508 โลกรู้จักประเทศไทยจากหญิงสาวที่ชื่อ อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทยคนแรกจากประเทศไทยที่เข้าร่วมการประกวดบนเวทีโลก นั่นก็คือ เวทีนางงามจักรวาล หรือMiss Universe โดยในครั้งนั้น “อาภัสรา หงสกุล” สามารถคว้ารางวัลความงามแห่งจักราลนี้มาครองได้ จนเกิดปรากฏการณ์อาภัสราทั้งในไทยและทั่วโลก แม้แต่ซิ่นสันกำแพงที่อาภัสราใส่ประกวดก็ขายดิบขายดีจนสร้างรายได้ให้ชุมชนเพียงข้ามคืน ทำให้ไทยเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าเวทีนางงามจักรวาลไม่ใช่แค่เวทีความงามแต่ยังเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ประชาสัมพันธ์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใน พ.ศ. 2512 ไทยส่ง “แสงเดือน แม้นวงศ์” สู่เวทีการประกวดนางงามจักรวาล พร้อมคว้ารางวัลชุดแต่งกายประจำชาติยอดเยี่ยมกลับประเทศ

Shine

“โรงหนังสแตนด์อโลน” แหล่งบันเทิงของชาวพระนคร

ในอดีตโรงภาพยนตร์จะสร้างเป็นโรงเดี่ยวที่เรียกว่าโรงหนังสแตนด์อโลน (stand alone) ฉายหนังไทยและต่างชาติ ถือเป็นแหล่งบันเทิงยอดนิยมของชาวพระนคร และขยายไปสู่เมืองเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ โรงภาพยนตร์ที่โด่งดังในช่วงนั้นได้แก่ โรงหนังเฉลิมเขตร์ ย่านสะพานยศเส, โรงหนังโคลีเซียม ย่านราชเทวี, โรงหนังเมโทร ย่านประตูน้ำ ส่วนใจกลางเมืองมี สยาม, ลิโด และ สกาลา โดยเฉพาะสกาลานั้นสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2512 จัดฉายภาพยนตร์จากฮอลลีวูดเป็นหลัก

ส่วน ศาลาเฉลิมกรุง ที่ปรากฎในซีรีส์ Shine ก่อตั้งใน พ.ศ. 2476 เป็นโรงมหรสพแห่งแรกในเอเชียที่ติดเครื่องปรับอากาศซึ่งถือเป็นสิ่งทันสมัยของยุคนั้น เครื่องปรับอากาศที่นำมาใช้เป็นระบบ Chilled Water System หรือระบบไอน้ำรุ่นแรกจากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเด่นด้านการออกแบบและก่อสร้าง ด้วยโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรงและรูปแบบของอาคารที่มีความเป็นสากลทันสมัย ทรงสี่เหลี่ยมสูงตระหง่านแบบตะวันตก แต่ก็ยังคงผสมผสานความประณีต ละเอียดอ่อนของศิลปกรรมไทยไว้ภายใน ถือเป็นโรงมหรสพที่เก่าแก่ที่สุดในไทย

Shine

“งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” หญิงไทยเริ่มทำงานนอกบ้าน

“ทั้งวันเราทำงาน งามสง่าน่าพิศมัย…” ฉากที่ นุ่ม (รับบทโดย ปาน – ธนพร แวกประยูร) แม่ของวิกเตอร์ ร้องเพลงขณะทำงานอย่างมีความสุขยามค่ำคืนนั้น ฟังเผินๆ อาจจะเป็นแค่การฮัมเพลงเพลินๆ แต่เนื้อเพลงที่เอ่ยออกมากลับมามีเนื้อหาตรงกับคำขวัญของท่านผู้นำคือ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้า (ในซีรีส์นายกรัฐมนตรีคือ จอมพลถนอม กิตติขจร) ซึ่งจอมพล สฤษดิ์ ซึ่งมีคำขวัญประจำที่ถูกโหมประชาสัมพันธ์ในยุคนั้นก็คือ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” คำขวัญนี้มักพบเห็นได้ตามกันสาดหน้าร้านค้า ไปจนถึงตั้งเป็นป้ายประกาศตามที่ชุมนุมชน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของรัฐบาลที่เร่งพัฒนาเศรษฐกิจและชาติจนถึงขั้นก่อตั้ง “กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติขึ้น” ใน พ.ศ. 2506

Shine

“สื่อถูกควบคุม” สั่งปิดหนังสือพิมพ์ นักข่าวติดคุก

ใน Shine เราจะเห็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนผ่านตัวละคร ไกรเลิศ (รับบทโดย สน – ยุกต์ ส่งไพศาล) นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และ ณรัน (รับบทโดย ยูโร – ยศวรรธน์ ทะวาปี) นักข่าวสยามเดลีเมล์ ผู้พร้อมทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” ซึ่งความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนรุนแรงมาตั้งแต่ก่อนยุคจอมพลถนอม เช่นในช่วงหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเริ่มประกาศ “เซนเซอร์” หนังสือพิมพ์ พร้อมให้เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้องนำต้นเรื่องมาให้คณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารตรวจอนุญาตก่อนจึงจัดพิมพ์ได้

Shine

ต่อมาช่วงปี 2495 ถูกเรียกว่ายุค “แท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่” เรื่อยมาถึงยุคเผด็จกาจอมพลสฤษดิ์ หนังสือพิมพ์ใดนำเสนอข่าวที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐจะถูกสั่งปิดและยึดโรงพิมพ์ หรืออย่างเหตุการณ์ทหารยกพวกบุกทุบแท่นพิมพ์ หรือถึงขั้นเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงพิมพ์โดยไม่ทราบสาเหตุก็เคยมีมาแล้ว และก็เคยมีนักหนังสือพิมพ์ที่ถูกจับกุมขังคุก เช่น อิศรา อมันตกุล หัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ บางกอกเดลิเมล์ ซึ่งต่อมาคือ นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

ส่วนในยุคจอมพลถนอมซึ่งเป็นช่วงเวลาในซีรีส์นั้น จอมพลประภาสผู้เป็นทั้งมือขวาและสหายรักของนายกรัฐมนตรีคือ จอมพลถนอม ถึงขั้นเคยกล่าวถึงสื่อไว้ว่า “ถ้าเราให้เสรีภาพเต็มที่แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสื่อ มันก็เหมือนกับการขายสินค้าทอดตลาด และคะแนนเสียงก็จะตกอยู่กับผู้ให้ราคาสูงสุด”

Shine

“ยุคบูมของนิยายพาฝัน” ที่หาญหยอกเย้าสังคม

หลังการทำรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ในปี 2501 มีการปิดหนังสือพิมพ์และออกคำสั่งเรื่อง “สิ่งพิมพ์ต้องห้าม” ซึ่งทำให้งานเขียนแนวก้าวหน้ากลายเป็นหนังสือต้องห้าม หรือไม่มีใครกล้าพิมพ์เนื้อหาที่มีความสุ่มเสี่ยง ทำให้นิยายพาฝันเริ่มผลิบาน ทว่าก็มีการสอดแทรกสะท้อนสังคมลงไปในเนื้อหาพาฝันด้วย โดยนักเขียนผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นได้แก่กุหลาบ สายประดิษฐ์, เสนีย์ เสาวพงศ์, อัศนี พลจันทร

Shine

ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา ทีมเขียนบทได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าความเฟื่องฟูของวรรณกรรม การเกิดขึ้นของนักเขียนอย่างมากมายในยุคนี้ก็อาจจะไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างเนื้อหา แต่อาจจะเป็นการระเบิดออกมาจากการกดทับทางความคิดต่างๆ เช่น “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ ที่โด่งดังอย่างมากในยุคนั้น

ในซีรีส์ความเฟื่องฟูของงานวรรณกรรมทั้งฝั่งนักเขียนและหนักอ่านถูกหยิบมาเป็นความโรแมนติกของเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ที่ไกรเลิศกับณรันเขียนโต้ตอบกันโดยมีแฟนนักอ่านติดตามเป็นจำนวนมาก หรือจะเป็นฉากในห้องสมุดคีตกาลที่ทางทีมเขียนบทได้หยิบวรรณกรรมไทยที่มีอยู่จริงในยุคนั้นมาเป็นบทโต้ตอบสุดโรแมนซ์ระหว่างไกรเลิศกับณรัน ไม่ว่าจะเป็น เพื่อคุณคนเดียว ของ ทัศนารถ, รอยมลมิน ของบุษยมาส, รักต้องห้าม ของ สุภาว์ เทวกุล และ ดั่งความฝัน ของ ส.อินทรสุขศรี เป็นต้น

อ้างอิง

  • นิตยสารสารคดีฉบับ ตุลาคม 2556 และ เมษายน 2564
  • การสัมภาษณ์ ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ และ ครูหนิง-ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน

Fact File

  • Shineออริจินัลเกย์ซีรีส์จากค่าย Be On Cloud รับชมได้ทาง WeTV และช่อง 7HD

The post ตามกลิ่นประวัติศาสตร์ Shine ออริจินัลเกย์ซีรีส์เข้มข้นการเมืองไทย จากอะพอลโลสู่ด้านมืดดวงจันทร์ยุค จอมพลถนอม appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...