โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘นมแม่’ 6 เดือนเต็มสร้างประชากรคุณภาพลาคลอดไม่เอื้อท้าทายปัญหาเด็กเกิดน้อย

เดลินิวส์

อัพเดต 11 ส.ค. 2568 เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เดลินิวส์
เด็กเกิดน้อยแนวโน้มมีลูกที่มีคุณภาพเป็นเรื่องที่จำเป็น “นมแม่”อาหารมื้อแรกของเด็กที่ลืมตาดูโลกมีส่วนสำคัญของการสร้างประชากรของชาติให้มีคุณภาพ ในเดือนสิงหาคม ระหว่างวันที่ 1-7 องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสัปดาห์นมแม่ (World Breastfeeding Week) แคมเปญระดับโลกโดย WABA (World Alliance for Breastfeeding Action)

มุ่งเน้นที่การสร้างระบบสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างยั่งยืน เพื่อตอบสนองต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพราะการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่เพียงดีต่อสุขภาพแม่และลูก แต่ยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้นมผสมและการผลิตบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ

การลงทุนในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต แต่มีเพียง48 เปอร์เซ็นต์ของทารกอายุต่ำกว่า6 เดือนเท่านั้นที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว ต่ำกว่าเป้าหมายของสมัชชาอนามัยโลกที่ตั้งไว้ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2573 อย่างมาก

แม่คนไทยเลี้ยงนมแม่ต่ำเป้าหมายโลก

.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร รองประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เดือนสิงหาคมของทุกปีเป็นสัปดาห์นมแม่โลก และถือเป็นเดือนวันแม่แห่งชาติของประเทศไทย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย จึงได้รณรงค์เรื่องนมแม่มากขึ้นในช่วงเดือนนี้ สำหรับประเทศไทยพบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนในช่วง 6 เดือนแรก อยู่ที่28.9% จากการสำรวจล่าสุดเมื่อปี2565 ต่ำกว่าเป้าหมายที่ทั่วโลกตั้งไว้ที่50% ภายในปี2568 โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียอยู่ที่40% และฟิลิปปินส์กับเวียดนามอยู่ที่ประมาณ30% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่44%

ทำไมนมแม่จึงมีความสำคัญต่อสมองเด็ก

.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ กล่าวว่า การได้รับนมแม่เป็นสิทธิของเด็กทุกคน เพราะช่วงแรกเกิดจนถึง 6 เดือนต้องได้นมแม่ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องให้น้ำหรืออาหารอย่างอื่น เพราะว่าช่วงนี้ลำไส้ของเด็กยังอ่อนแอ หากให้นมผง น้ำหรืออาหาร เด็กจะเกิดอาการป่วย ท้องเสีย มีน้ำมูก ซึ่งจริง ๆ แล้วนมแม่มีสารอาหารแร่ธาตุที่ป้องกันอาการป่วยของเด็กทารกอยู่แล้ว ผลเสียที่ตามมาเมื่อเด็กป่วยส่งผลให้สมองเด็กโตช้า เพราะสมองเติบโตได้ถึง 60% ในช่วง 6 เดือนแรก ดังนั้นจึงต้องช่วงชิงเวลาในการดูแลลูก และหลังจาก 6 เดือนไปแล้วจึงให้นมแม่ควบคู่ไปกับอาหารหลัก 3 มื้อ ให้ไปจนถึง 1 ปีนมแม่จะเป็นตัวเสริม หรือบางคนอาจให้นมแม่ไปถึง 2 ปีเลยก็ย่อมได้

ระบบสาธารณสุขต้องสนับสนุนนมแม่

.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ กล่าวว่า การตั้งต้นของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต้องเตรียมตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ระบบสาธารณสุข ต้องให้ความรู้ทั้งวิธีการให้นม การเลี้ยงเด็กแรกเกิด รวมทั้งการส่งเสริมให้มีการคลอดแบบธรรมชาติหากสามารถทำได้ เพราะการปวดท้องคลอดร่างกายระบบบีบรัดมดลูก จะมีผลต่อระบบฮอร์โมนสารอาหารต่าง ๆ ที่เด็กจะได้รับในนมแม่ด้วย เมื่อลูกคลอดออกมา ควรให้นมแม่กับเด็กภายในชม.แรก หมายถึงให้นมตั้งแต่อยู่บนเตียงคลอด เพราะช่วงนี้เด็กจะตื่นเต้นเรียกว่าเป็นช่วงอะเลิร์ทของชีวิต จึงเรียกว่า “ช่วงเวลาทอง” การได้ดูดนมแม่จึงสำคัญ ระหว่างการดูดนมจะไปกระตุ้นสมองของเด็กให้เริ่มพัฒนา และมีส่วนช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมได้ง่ายหลังจากกลับบ้านไปแล้ว ซึ่งในช่วงหลังคลอดชม.แรกน้ำนมอาจจะไหลน้อย แต่หลังจากกลับบ้านไป 2-3 วันจะช่วยให้น้ำนมไหลดีมากขึ้นหากมีการให้นมแม่ในชม.แรกหลังคลอด

หลังจากคลอดภายใน 2 ชม.เด็กจะหลับแล้วทำให้เด็กเสียโอกาสต่อการกระตุ้นสมองให้เติบโต ซึ่งการผ่าคลอดบางครั้งช่วงแรกยังเจ็บแผล อาจจะไม่สะดวกที่จะให้นมแม่บนเตียงคลอด หรือผ่าคลอดอาจต้องใช้ยา ซึ่งส่งผลต่อน้ำนมให้เด็กได้รับยานั้นไปด้วย จะเห็นว่าการให้นมแม่ตั้งแต่ชม.แรก ระบบสาธารณสุขต้องมีส่วนร่วมด้วย แพทย์พยายามต้องช่วยกัน อย่างไรก็ตามแม้ทุกวันนี้จะมีการกำหนดฤกษ์ดีในวันคลอด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการคลอดแบบธรรมชาติ ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้รับฮอร์โมนที่ดีจากนมแม่

“ขณะนี้มีตัวเลขอัตราการให้นมบนเตียงคลอดของประเทศไทยทำได้ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งซึ่งเราต้องทำงานต่อไป”

ลาคลอด 3 เดือนสวนทางกับนมแม่ 6 เดือน

มีความพยายามสื่อสารรณรงค์เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยมายาวนานเกือบ 30 ปีแต่เมื่อมาเปิดตัวกฎหมายการลาคลอดของประเทศไทยกลับสวนทางกับความรู้เรื่องการให้นมแม่ กฎหมายกำหนดว่าคุณแม่ลาคลอดได้แค่ 3 เดือนจึงจะได้รับค่าจ้าง ด้วยสภาพเศรษฐกิจของประเทศแม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ดังนั้น 3 เดือนที่เหลือเด็กบางคนขาดโอกาสที่จะได้นมจากแม่ และผลวิจัยชี้ชัดว่าเมื่อให้นมลูกแบบมีสัมผัสหรือที่เรียกว่า “เข้าเต้า” การที่ลูกที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ มีการสัมผัสเนื้อตัว ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางจิตใจของเด็กทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีความยับยั้งชั่งใจต่อสิ่งเร้าเมื่อเติบโตขึ้น ไม่ว่าจะการใช้สารเสพติด หรือการใช้ความรุนแรงได้

รองประธานศูนย์มูลนิธินมแม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสนับสนุนให้มี มุมนมแม่ ในสถานประกอบการประมาณ 2,000 แห่งทั่วประเทศไทย ในสถานประกอบการจัดสถานที่ให้แม่ได้ปั๊มนมระหว่างทำงาน เพื่อนำน้ำนมมาแช่แข็งเก็บไว้ให้ลูกกินจนครบ 6 เดือน ตลอดจนได้รับการสนับสนุนเครือข่ายพันธมิตรอย่าง บขส. สายการบิน สนับสนุนให้คุณแม่ส่งนมฟรีให้กับลูกที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด

นอกจากนี้ยังจัดให้มีคลินิกนมแม่ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด เมื่อแม่มีปัญหาเรื่องการให้นมลูก น้ำนมไม่ไหลโทรฯ มาปรึกษาได้ตลอด ตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึงสองทุ่ม และสามารถเข้าไปหาความรู้ได้ที่เพจของมูลนิธิฯ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างความสะดวกและเสริมพลังใจให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพราะบ่อยครั้งที่คุณแม่ประสบปัญหาน้ำนมไม่ไหล จึงต้องเปลี่ยนไปเลี้ยงลูกด้วยนมผงแทน

อปท.ช่วยบรรลุผลนมแม่ 6 เดือน

.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ กล่าวว่า มีแนวคิดว่าจะสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัด ศูนย์เด็กเล็กนมแม่(Day
Care)
พัฒนาและสนับสนุนให้มีศูนย์เด็กเล็กนมแม่ใกล้บ้าน เพื่อให้แม่สามารถนำลูกไปฝากเลี้ยงได้ในระหว่างวันทำงาน โดยต้องมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการให้นมแม่ รวมทั้งรู้วิธีการเลี้ยงดูเด็กเล็ก ในกรณีที่พ่อแม่ต้องไปทำงานให้นำลูกมาฝากเลี้ยงได้ เพราะขณะนี้อปท.ดูแลศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้ว ต้องมาพิจารณาดูว่าสามารถเพิ่มบทบาทตรงนี้เข้าไปได้หรือไม่ เพื่อสนับสนุนให้เด็กได้กินนมแม่ครบ 6 เดือน ขณะเดียวกันการผลักดันให้ปรับแก้กฎหมายให้ลาคลอดได้ 6 เดือน ทางมูลนิธิฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการเรื่องนี้ เพราะหลายประเทศที่พัฒนาแล้วสนับสนุนให้แม่ลาคลอดได้ 6 เดือน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเน้นย้ำหลังจากนี้เรื่องนมแม่ล้วน6 เดือน ไม่ต้องให้น้ำ เพื่อเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ล้วนให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจในระยะยาว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...