“Haier–Hisense” เดินหน้าลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ชลบุรี หนุนจีนขยายฐานผลิตหนีสงครามการค้า
"Haier–Hisense" เดินหน้าลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ชลบุรี สะท้อนการเร่งขยายฐานผลิตของจีน ท่ามกลางสงครามการค้า ขณะการลงทุนจีนในไทยพุ่งกว่า 4 เท่าในรอบทศวรรษ และแรงงานจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า
วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 08.37 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ผู้ผลิตจีนกำลังเร่งขยายฐานการผลิตและการส่งออกในประเทศไทย เพื่อกระจายความเสี่ยงจากแรงกดดันของสงครามการค้ากับสหรัฐฯ โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ 2 แบรนด์เปิดโรงงานหรือเริ่มก่อสร้างแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี
กลุ่มไฮเออร์ (Haier Group) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าครัวเรือนรายใหญ่ของจีน ได้เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเงินลงทุน 10,000 ล้านบาท หรือราว 312 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โรงงานดังกล่าวจะมีกำลังการผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี และมีแผนขยายกำลังผลิตเป็น 6 ล้านเครื่องภายในปี 2567 โดยจะจ้างงานมากกว่า 3,000 คน
บริษัทระบุว่าเครื่องปรับอากาศราว 500,000 เครื่องจะจำหน่ายในตลาดภายในประเทศ ส่วนที่เหลือกว่า 90% จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
โจว หยุนเจี๋ย (Zhou Yunjie) ซีอีโอ Haier Group กล่าวในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 23 กันยายนว่า “เรามาก้าวเดินร่วมกันเพื่อสร้างแบบอย่างความร่วมมือจีน–ไทย ตามแนวคิด Belt and Road สิ่งนี้จะทำให้ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลกได้สัมผัสการผสมผสานระหว่างอัธยาศัยไมตรีแบบไทยและเทคโนโลยีจากจีน”
โรงงานใหม่ของ Haier ยังถูกออกแบบให้เป็นสมาร์ทแฟคทอรี”โดยติดตั้งจอ LCD ตลอดสายการผลิตเพื่อแสดงประสิทธิภาพ และมีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Center) เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากทั้งโรงงาน
ในวันเดียวกัน กลุ่ม ไฮเซนส์ (Hisense Group) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกหนึ่งราย ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงานผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรีเช่นกัน มูลค่าการลงทุน 4,700 ล้านบาท โครงการเฟสแรกจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569 และจะมีกำลังการผลิต 2.6 ล้านเครื่องต่อปี โรงงานแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นฐานการผลิตแบบบูรณาการเต็มรูปแบบ โดยใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีล้ำสมัย
โรงงานใหม่ทั้งสองแห่งสะท้อนถึงการเร่งลงทุนของผู้ผลิตจีนในไทย ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
ในภาคยานยนต์ บริษัทรถยนต์จีนหลายราย เช่น BYD, Great Wall Motor, GAC Aion และ SAIC Motor ได้เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567 และล่าสุด Changan Automobile เริ่มผลิตเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การลงทุนยังเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV เช่น การผลิตแบตเตอรี่ ส่วนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) ก็มีการเติบโตเช่นกัน
ข้อมูลทางการของรัฐบาลไทยชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวของการลงทุนจีนในไทย โดยในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายนปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติการลงทุนจากจีน (ไม่รวมฮ่องกง) มูลค่า 115,000 ล้านบาท (3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การลงทุนจากฮ่องกงพุ่งแตะ 145,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 360% หากรวมเป็นระยะยาว การลงทุนโดยตรงจากจีนเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจาก 38,000 ล้านบาทในปี 2557 เป็น 174,000 ล้านบาทในปี 2567
นอกจากนี้จำนวนแรงงานจีนที่ถือใบอนุญาตทำงานในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 52,827 คน ณ เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากสิบปีก่อน ขณะที่แรงงานญี่ปุ่นลดลงถึง 40% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนถึงการถดถอยของนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นผู้ลงทุนหลักในไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน Thailand-China Cooperation Expo เมื่อวันที่ 26 กันยายนว่า “เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรมของภูมิภาค โดยการทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เราจะเดินหน้าลดอุปสรรค ปรับปรุงกฎระเบียบ และอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ”
แม้สหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์จะเก็บภาษี reciprocal tariff ในอัตรา 19% ต่อสินค้าจากไทย แต่ก็ยังได้เปรียบเมื่อเทียบกับสินค้าที่มาจากจีนโดยตรง ผู้พัฒนาเขตอุตสาหกรรมในไทยคาดว่าความต้องการที่ดินจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยโรงงานใหม่ของ Haier ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่ม WHA ขณะที่โรงงานของ Hisense อยู่ใน อมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทอมตะ
จรีพร จารุกรสกุล ซีอีโอกลุ่ม WHA กล่าวว่า “วันนี้เราไม่ได้พูดถึงการ decoupling อีกต่อไป หลายฝ่ายเชื่อว่าโลกกำลังจะแตกออกเป็น 3 ขั้วหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และกลุ่ม BRICS … โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและผันผวนมากขึ้น” และเสริมถึงข้อกำหนดการส่งออกใหม่ของสหรัฐว่า สิ่งที่น่าสนใจคือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ transshipment ซึ่งกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องใช้ชิ้นส่วนท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี นั่นหมายความว่าจะมีโอกาสมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไทยและการลงทุนจากต่างชาติ
อย่างไรก็ดี ไทยยังคงเผชิญการแข่งขันจากเวียดนามในฐานะทำเลตั้งโรงงาน โดยเงินบาทที่แข็งค่าและการขาดแคลนแรงงานอาจเป็นอุปสรรค แต่ไทยก็ยังมีจุดแข็งจากโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่สะสมมายาวนาน
ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมรายหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ก็ควรไปเวียดนาม แต่ถ้าอุตสาหกรรมต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และแรงงานฝีมือ ไทยมีพื้นฐานเหล่านี้ครบ ซึ่งเวียดนามยังไม่มีในวันนี้”
อ้างอิง : asia.nikkei.com