โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

จีนเตรียมเปิดตัว "หุ่นยนต์อุ้มบุญ" นวัตกรรมที่มาพร้อมคำถามถึงการมีอยู่ของมนุษย์

BT Beartai

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 11.03 น.
จีนเตรียมเปิดตัว

นักวิทยาศาสตร์ในจีนประกาศว่ากำลังพัฒนา ‘หุ่นยนต์อุ้มบุญ’ ตัวแรกของโลก ที่ไม่เพียงแค่มีมดลูกเทียม (Artificial womb) แต่ยังสามารถตั้งท้อง ดูแลทารกในครรภ์ ไปจนถึงการคลอดได้ด้วยตัวเองทั้งหมด แม้อ่านเพียงผิวเผินหลายคนอาจเกิดความรู้สึกมากมายขึ้นถึงความก้าวหน้าของการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการมีอยู่ของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ดำรงเผ่าพันธุ์ตามสมดุลทางชีววิทยามานับล้านปี

หุ่นยนต์ตั้งท้องได้ ทำงานยังไง ?

ลองนึกภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ภายในช่องท้องไม่ได้มีเครื่องจักร แต่เป็นมดลูกเทียมที่เชื่อมต่อกับท่อส่งสารอาหารตลอด 24 ชั่วโมง

ดร. จาง ฉีเฟิง (Dr. Zhang Qifeng) ผู้ก่อตั้งบริษัท Kaiwa Technology และหัวหน้าโครงการนี้ ยืนยันว่าเทคโนโลยีมดลูกเทียมนั้นพร้อมใช้งานแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำมันไปติดตั้งในตัวหุ่นยนต์ เพื่อให้มนุษย์สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นยนต์และตั้งท้องได้ โดยคาดว่าจะได้เห็นตัวต้นแบบกันภายในปีหน้า ในราคาที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 100,000 หยวน หรือราว ๆ 500,000 บาท

ความหวังของคนอยากมีลูก vs ฝันร้ายของมนุษยชาติ

ทันทีที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่บน Douyin (TikTok ของจีน) โซเชียลมีเดียก็ลุกเป็นไฟ โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งทีมสนับสนุนที่มองว่าหุ่นยนต์อุ้มบุญคือความหวังสำหรับคู่รักที่มีบุตรยากและต้องทุ่มเงินมหาศาลไปกับการทำเด็กหลอดแก้วที่อาจล้มเหลว อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้ผู้หญิงไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความเสี่ยง และความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจากการตั้งครรภ์

ในขณะเดียวกันฝั่งที่คัดค้าน มองว่าสิ่งนี้เป็นหายนะ โดยตั้งคำถามเชิงจริยธรรมอย่างรุนแรงถึงความโหดร้ายในการพรากสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับทารกในครรภ์ และได้บอกว่าการใช้หุ่นยนต์อุ้มบุญเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ และยังเกิดคำถามว่าจะนำไข่มาจากไหนเพื่อใช้ในกระบวนการนี้

ปลดแอกความจริงทางชีววิทยา เมื่อการสืบพันธุ์ไม่ผูกติดกับร่างกาย

การมาถึงของมดลูกเทียมไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังท้าทายแก่นแท้ของการดำรงอยู่ของมนุษย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันบังคับให้เราต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเป็นความจริงทางชีววิทยานับล้านปี และอาจส่งผลกระทบอย่างมหาศาล

ย้อนไปตั้งแต่ยุค 70 นักสตรีนิยมอย่าง แอนเดรีย ดวอร์กิน (Andrea Dworkin) เคยเตือนว่ามดลูกเทียมอาจนำไปสู่ “จุดจบของผู้หญิง” เพราะเมื่อผู้ชายสามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้หญิงแล้ว พวกเขาจะยังต้องการให้มีผู้หญิงอยู่บนโลกอีกหรือไม่ ?

  • นิยามของ ‘แม่’ ที่เปลี่ยนไป เมื่อการอุ้มท้องกว่า 9 เดือนถูกแยกออกจากร่างกายผู้หญิง นิยามคำว่าแม่จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน ความเป็นแม่จะถูกเปลี่ยนสถานะจากบทบาททางชีววิทยาไปสู่บทบาททางสังคมโดยสมบูรณ์ แล้วสายสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งเคยเชื่อมโยงแม่กับลูกที่เป็นรากฐานของครอบครัว จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใด
  • จุดสิ้นสุดของบทบาททางเพศ ? หากภาระทางชีววิทยาในการให้กำเนิดมนุษย์ถูกลบออกไป โครงสร้างทางสังคมที่เคยถูกสร้างขึ้นจากบทบาททางเพศตามชีววิทยาก็อาจพังทลายลง มดลูกเทียมอาจเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความเท่าเทียมทางเพศขั้นสูงสุด หรือในทางกลับกัน มันอาจลดทอนบทบาทหรือแม้แต่คุณค่าของผู้หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดเผ่าพันธุ์
  • คุณค่าของความเจ็บปวด การตั้งครรภ์มาพร้อมกับความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมาน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นประสบการณ์ที่สร้างความหมายและพลังใจอย่างลึกซึ้ง การที่เราเลือกที่จะทุ่นแรงในขั้นตอนนี้ให้กับเครื่องจักร อาจทำให้มนุษย์สูญเสียมิติที่สำคัญของชีวิตไปหรือไม่ ? การหลีกเลี่ยงความทุกข์ทางชีวภาพ อาจแลกมาด้วยความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณและความสัมพันธ์ ราวกับเราจะต้องเลี้ยงลูกของคนอื่นหรือไม่ ? แล้วในวันหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะกลายเป็นนอร์ม (Norm) ในสังคมหรือเปล่า ?
  • มนุษย์ในฐานะผู้ออกแบบเผ่าพันธุ์ หลายพันปีมนุษย์หลายพื้นที่ในโลกเชื่อว่าเราถูกสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้าผ่านระบบชีววิทยา แต่เทคโนโลยีนี้คือก้าวที่มนุษย์กำลังก้าวข้ามจาก “สิ่งที่ถูกสร้างโดยธรรมชาติ” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้าง” อย่างเต็มตัว เราไม่ได้แค่ดัดแปลงยีน แต่กำลังจะควบคุมกระบวนการให้กำเนิดทั้งหมด

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าโครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่คำถามสำคัญก็ได้ถูกโยนมาให้พวกเราทุกคน ถ้าเลือกได้ คุณจะให้หุ่นยนต์ตั้งท้องแทนคุณหรือไม่ ? และโลกที่เด็กเกิดจากเครื่องจักร จะยังมีหน้าตาเหมือนเดิมอีกต่อไปหรือเปล่า ? แล้วความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกจะเป็นอย่างไร ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...