โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Doppelganger’ ทฤษฎีแฝดคนละฝา เธอคนนั้นคือใคร หรือเธอคนนั้นคือฉันอีกคน

a day magazine

อัพเดต 10 ก.ย 2568 เวลา 18.27 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2568 เวลา 11.00 น. • a day magazine

ในคืนเงียบสงัดหลังการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ยืนอยู่หน้ากระจก เงาสะท้อนของเขาปรากฏขึ้น ทั้งมีอีกเงาหนึ่งทับซ้อนอย่างพร่าเลือน มันเป็นใบหน้าที่สองของเขาเอง ทว่าใบหน้านั้นช่างซีดเซียวและเศร้าหมอง ไม่นาน เขาก็ถูกลอบสังหารในโรงละครฟอร์ด ปี 1865 เราสูญเสีย ‘อับราฮัม ลินคอล์น’

เงาในกระจกกลายเป็นลางบอกเหตุที่น่าสะพรึงกลัว

ทั้งกวีชาวอังกฤษอย่าง ‘จอห์น ดัน’ จดลงกระดาษว่าระหว่างที่พำนักอยู่ในกรุงปารีส เขาเห็นภรรยาของตัวเองเดินสยายผมไปมา อ้อมแขนกอดร่างเด็กทารกไร้ลมหายใจ ดวงตาของจอห์นเบิกกว้าง เพราะภรรยาเขาไม่ได้อยู่ที่ปารีส! เมื่อเขาติดต่อหาภรรยาของตัวเองก็ได้พบว่าเธอกำลังจมอยู่ในความเศร้าโศก ด้วยเพราะเพิ่งสูญเสียลูกในไส้ไปหมาดๆ

จากบันทึกเงาสะท้อนของลินคอล์นสู่จอห์นต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน เงาหรือรูปร่างที่คล้ายเรานั้นมักปรากฏในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต บางคราวมาเยือนเพื่อเตือนถึงหายนะ บางคราวเล่าให้เห็นอนาคต หรือไม่มันอาจเป็นเพียงภาพลวงตาของสมองที่กำลังหลั่งเคมีความเครียด เช่น ความเห็นในบรรทัดนี้ จากช่องยูทูป Point of view

“บ้านเราก็มีเรื่องคล้ายกัน แต่จะเรียกสิ่งนี้ว่าขวัญดิบ เพราะเชื่อกันว่าเมื่อชีวิตต้องพบเจอเรื่องเลวร้าย หรืออันตรายแก่ชีวิต ขวัญจะหนีออกจากร่างไปแบบที่หน้าตาเหมือนเจ้าของไม่มีผิดเพี้ยน คนรู้จักจะทักทายว่าเราไปที่ไหนมา ทั้งที่วันนั้นทั้งวันเรานอนอยู่บ้าน ตามคำของคนเฒ่าคนแก่ เมื่อขวัญหนีออกจากร่าง หมายความว่าเราเข้าใกล้ความตาย ถึงได้มีประเพณีบายศรีสู่ขวัญ เรียกขวัญที่หายไปกลับคืน จะได้เป็นคนเต็มคนอีกครั้ง แต่หากเรียกกลับมาไม่ได้ คนๆ นั้นก็จะตาย”

แต่หากเงานั้นมีชีวิต หาใช่วิญญาณ เพราะมีเลือดเนื้อเหมือนเราแทบทุกประการล่ะ หากวันหนึ่งบังเอิญเดินสวนกันสักแห่งของโลก ขยี้ตาซ้ำสามก็ไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แฝดที่มาจากอีกฝา เขาเป็นใคร ทำไมเหมือนฉันขนาดนี้ พี่น้องที่พลัดพรากหรือเปล่า ไม่! ไม่น่าจะใช่หรอก ฉันเป็นลูกคนเดียวของบ้านนะ

และจากข่าวลือนามธรรมก็กลายเป็นทฤษฎีจากปากคำของนักวิทยาศาสตร์

“นักวิทยาศาสตร์เผย! คนหน้าเหมือนกันแต่ไม่ได้เป็นญาติกัน มีอยู่จริง เพราะลำดับดีเอ็นเอที่มีลักษณะคล้ายกัน” ทั้งหลักฐานชี้ชัดที่ปรากฏก็ด้วย ต้องบอกเหมือนเคยว่าไม่อาจทำใจเชื่อได้ลงหรอก หากไม่ได้มีโลกออนไลน์แสดงให้เราเห็นกันอย่างกระจ่าง

ในปี 2015 หญิงสาวชาวไอร์แลนด์ ‘เนียฟ กีนนีย์’ เริ่มสนใจข่าวลือที่ว่าทุกคนบนโลกอาจมีคนที่หน้าตาเหมือนเราอยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอไม่ได้สนใจเพราะมันเป็นเรื่องลึกลับเพียงอย่างเดียว แต่เธอเชื่อสนิทใจเลยต่างหาก โลกมันช่างกว้างใหญ่ ต้องมีใครสักคนที่หน้าเหมือนเธอแน่ ความสงสัยเล็กจ้อยกลายเป็นโปรเจกต์เมามัน เนียฟแปะมือกับเพื่อนอีกสองคนสร้างโปรเจกต์ ‘Twin Strangers’ ค้นหาคนที่หน้าตาเหมือนพวกเขาให้ได้ภายใน 30 วัน และจะใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลัก แค่โพสต์รูปของตัวเองลงไป ประกาศให้รู้ทั่วกันว่ากำลังหาคนหน้าเหมือน ค่อยๆ เฝ้ารอให้ใครส่งข้อความว่าฉันเห็นคนคล้ายเธออยู่แถวละแวกบ้าน

และแล้วก็ได้พบกับ ‘คาเรน บรานิกัน’ หญิงสาวที่หน้าตาคล้ายเนียฟเสียเหลือเกิน ทั้งสองยังอาศัยอยู่ในไอร์แลนด์เหมือนกันเสียด้วย ต่างก็ต้องร้องตกใจเพราะทั้งหน้าตา ท่าทาง และรอยยิ้มมันเรียกว่าแฝดชัดๆ

เนียฟเริ่มสนุกกับโปรเจกต์เฟ้นหาดอพเพลแกงเกอร์ (Doppelganger) เธอตระเวน หรือจะเรียกว่าตามล่าก็ได้ไปทั่วทุกแถบ กระทั่งแฝดคนที่สาม ‘ลุยซาร์ กุซซาร์ดี’ ปรากฏตัวในเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี เธอแกล้งสลับตัวให้ลุยซาร์เป็นเธอ แล้วเดินเข้าไปทักทายเพื่อน แน่นอน พวกเขาไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่เนียฟตัวจริง ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้เห็นเริ่มติดตามการเดินทางของเธออย่างชิดขอบจอ ดอพเพลแกงเกอร์รายต่อไปจะเป็นใครกันนะ

แล้วดอพเพลแกงเกอร์แท้จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไร วิญญาณ ลางร้าย หรือแฝดคนละฝาที่มีดีเอ็นเอคล้ายกันเสียเหลือเกิน หากอิงกันตามนิทานพื้นบ้านของประเทศเยอรมัน ‘Doppelganger’ เป็นคำผสมระหว่าง Doppel ที่มีความหมายเดียวกับ Double ในภาษาอังกฤษ และ Ganger เรียกได้อีกอย่างว่า Evil Twin แฝดปีศาจ ใช้แทนปรากฏการณ์ที่มนุษย์คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาเป็นมนุษย์อีกร่างหนึ่งในห้วงเวลาเดียวกัน หากแต่ต่างสถานที่ เมื่อใดก็ตามที่ตัวจริงกำลังตกในสภาวะอ่อนแอ ดอพเพลแกงเกอร์ตัวปลอมก็จะเผยตัวเองในลักษณะที่แข็งแรงดี และหากตัวจริงเป็นคนดี แฝดอย่างดอพเพลแกงเกอร์จะมีหน้าตาชั่วร้าย เรียกได้ว่าบุคลิกมักตรงข้ามกันเสมอ

ในอีกความเชื่อหนึ่งที่จะทำให้ขนแขนลุกลามไปถึงเส้นผม ว่ากันว่าดอพเพลแกงเกอร์จะคอยหลบอยู่ข้างหลังเรา โดยไม่ให้เรามองเห็นได้ ทั้งมันยังว่องไว มีความสามารถในการซ่อนตัวสูง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นมัน ใช่ว่ามันตั้งใจอยากให้จับได้ แต่เป็นสัญญาณของการถูกหมายหัว หมายชีวิตว่าดอพเพลแกงเกอร์กำลังจะครอบครองร่างกายและจิตวิญญาณของเราเข้าแล้ว

แน่นอนว่าดอพเพลแกงเกอร์ที่เป็นเพียงเงาสะท้อนนั้น ต่างจากดอพเพลแกงเกอร์ที่มีเลือดเนื้อ ในวันที่คำถามหนาหูว่าทำไมบางคนถึงมีหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะทั้งที่ไม่ใช่ญาติ แทนที่นักวิทยาศาสตร์อย่าง ‘ดร. มาเนล เอสเตลเลอร์’ จะเริ่มต้นจากห้องแล็บ แต่เขากลับหันหน้าเข้าหาศิลปะเพื่อค้นคว้าคำตอบกับ ‘ฟร็องซัวส์ บรูเนล’ ผู้สร้างโปรเจกต์ภาพถ่ายชื่อ ‘I’m not a look-alike!’ ด้วยการจับคู่คนแปลกหน้าที่หน้าตาเหมือนกันอย่างเหลือเชื่อมาอยู่ด้วยกัน

ตอนนั้นเองที่ชัตเตอร์ถูกกดลง พ่วงไปกับการพิสูจน์ดีเอ็นเอของคนเหล่านี้อย่างละเอียด และได้พบว่าพวกเขามีรหัสพันธุกรรมที่เหมือนกันหลายตำแหน่ง ทั้งทรงจมูก ความกว้างดวงตา ขนาดริมฝีปาก กระทั่งโครงกระดูกใบหน้าก็ด้วย ไม่ใช่แค่นั้นนะ เพราะพวกเขายังมีน้ำหนัก วิถีชีวิต และพฤติกรรมคล้ายกัน อาจสูบบุหรี่เหมือนกันหรือมีระดับการศึกษาที่ทัดเทียมกัน หมายความว่าการแปรผันทางพันธุกรรมไม่ได้กำหนดเพียงใบหน้าหรือรูปร่าง แต่ยังมีอิทธิพลต่อชีวิตด้วย

ดูจะเป็นการเล่นตลกของยีนส์ และความบังเอิญที่ธรรมชาติสร้างให้ เขาอาจจะกลัวเราเปล่าเปลี่ยวก็ได้ ถึงได้มอบอีกวิญญาณหนึ่งให้เป็นเพื่อนคู่ใจ คนบางกลุ่มเชื่อว่าดอพเพลแกงเกอร์ไม่ใช่ลางร้าย มันเป็นเพื่อนที่จักรวาลมอบให้ต่างหาก มันคอยรับฟังสิ่งที่เราพูด ตอบคำถามที่เราเฝ้าสงสัย ปรากฏตัวแวบไปแวบมา อาจเป็นครั้งที่เรารอดตายอย่างหวุดหวิด ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดอพเพลแกงเกอร์ไม่ได้น่ากลัวหรือเข้ามาเพื่อทำให้เราขนลุกขนพอง แต่เขาเป็นเพื่อนที่คอยอยู่ข้างหลังให้เราอุ่นใจ และรู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่นี้ เราเปล่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ไม่ว่าดอพเพลแกงเกอร์จะถูกนิยามว่าอะไร มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในตำนานที่น่าหลงใหลให้มนุษย์คอยวิ่งเข้าหาพิสูจน์กันอยู่เสมอ ไม่แน่นะว่าห้วงขณะที่คุณอ่านบทความนี้ ดอพเพลแกงเกอร์อาจจะกำลังชะเง้ออ่านจากทางแผ่นหลังคุณอยู่ก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...