โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568

efinanceThai

เผยแพร่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 01.30 น.

สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ส.ค. 68 8:30: น.

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนต.ค. ปิดที่ 64.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 45 เซนต์ หรือ 0.7%

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนต.ค. ปิดที่ 68.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 57 เซนต์ หรือ 0.8%

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) หลังร่วงลงในช่วงแรกของการซื้อขาย โดยได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของทำเนียบขาวที่ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจเมื่อทราบว่ารัสเซียโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อคืนที่ผ่านมา

*** กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเร็วกว่าที่คาดในไตรมาส 2/2025 โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในประมาณการครั้งที่ 2 ขยายตัวในอัตรา 3.3% สูงกว่าประมาณการครั้งแรกที่ 3.0% และตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยจาก Dow Jones ที่ 3.1% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้น 1.6% จากเดิมที่ประเมินไว้ 1.4% ขณะเดียวกัน ดัชนีการขายขั้นสุดท้ายต่อผู้ซื้อภาคเอกชนภายในประเทศ ขยายตัว 1.9% เทียบกับประมาณการเดิมที่ 1.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสะท้อนถึงความต้องการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศโดยตรง

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนต่อรัสเซียอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นรางวัลแก่รัสเซีย หากการเจรจาสันติภาพกับยูเครนมีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า การผ่อนคลายแรงกดดันทางการเงินของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ ยังต้องอาศัยการตัดสินใจจากยุโรปเป็นหลัก โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กลับมาขู่เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรและภาษีต่อรัสเซีย รวมถึงประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หากไม่เห็นความคืบหน้าในความพยายามยุติสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง แต่หากการเจรจาเป็นไปด้วยดี เขาอาจเริ่มยกเลิกมาตรการลงโทษบางประการ

*** ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยื่นฟ้องต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าความพยายามของทรัมป์ที่จะปลดตนออกจากตำแหน่งเป็นการแสวงหาอำนาจที่อาจสร้าง ความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้ ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมชี้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปลดเธอออกจากตำแหน่งและพยายามเข้าควบคุมเฟด ซึ่งคุกระบุว่าเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เคยเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อทรัมป์พยายามบังคับให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ลาออก และกดดันให้ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ย

*** คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า เขาต้องการให้เฟดเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า และคาดอย่างเต็มที่ ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยตามมาอีก เพื่อพานโยบายการเงินกลับเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางมากขึ้น จากข้อมูลที่ผมมีในวันนี้ ผมสนับสนุนการลดดอกเบี้ย 0.25% โดยหมายถึงการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ที่จะมีขึ้นวันที่ 16-17 ก.ย.

พร้อมเสริมว่า แม้จะมีสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังอ่อนตัวลง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือสภาพอาจทรุดตัวได้เร็วและรุนแรง ดังนั้น FOMC ไม่ควรรอให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงแล้วค่อยดำเนินการ เพราะอาจทำให้นโยบายการเงินล่าช้าและไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

*** คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ เพื่อตอบแทนการที่สหรัฐฯ ยอมลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงการค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้บรรลุเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยข้อเสนอดังกล่าว นับเป็นก้าวแรกของสหภาพยุโรป (EU) ในการดำเนินการตามกรอบข้อตกลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และเออร์ซูลา ฟอน เดอ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ตกลงกันเมื่อวันที่ 27 ก.ค. โดย EU ยอมรับภาษีในอัตรารวม 15% เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้าที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรง

สหรัฐฯ ตกลงที่จะปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในสหภาพยุโรปจาก 27.5% ลงมาอยู่ที่ 15% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของเดือนที่ข้อเสนอกฎหมายจาก EU ถูกนำเสนอ

*** Nvidia เผยว่าแผนของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเก็บสวนแบ่งรายได้ 15% จากการขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้จีน ยังไม่ชัดเจนและอาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ Nvidia ระบุว่า จนถึงตอนนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้อธิบายว่าจะมีกฎระเบียบใดมารองรับการบังคับจ่ายรายได้ส่วนดังกล่าว และยังคงอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท

ตามแผน รัฐบาลสหรัฐฯ จะเก็บค่าคอมมิชชันเพื่อแลกกับการอนุญาตให้ Nvidia และคู่แข่งอย่าง Advanced Micro Devices (AMD) กลับมาขายชิป AI ในจีนได้ หลังจากสหรัฐฯ เคยสั่งห้ามการขายเมื่อเดือนเม.ย. ก่อนจะอนุมัติใบอนุญาตใหม่เมื่อต้นเดือนนี้

*** เจนเซ่น หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ระบุว่าการเจรจากับทำเนียบขาว เพื่อขออนุญาตขายชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) รุ่นใหม่ที่ลดสเปกให้กับจีนจะต้องใช้เวลา โดยยืนยันว่าการพูดคุยเพิ่งเริ่มต้นขึ้น โดยหวงกล่าวว่า การเจรจาจะใช้เวลาพอสมควร แต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าใจดีว่าการผลักดันให้โลกสร้างเทคโนโลยี AI บนพื้นฐานเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จะช่วยให้สหรัฐฯ ชนะการแข่งขัน AI

เมื่อต้นเดือนนี้ ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณว่าอาจอนุญาตให้ Nvidia จำหน่ายชิป Blackwell รุ่นลดประสิทธิภาพในจีน โดยรุ่นดังกล่าวจะมีขีดความสามารถน้อยกว่ารุ่นปกติราว 30-50%

*** Nvidia เปิดเผยผ่านเอกสารยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่า ลูกค้ารายใหญ่ 2 รายของบริษัทสร้างรายได้รวมกันถึง 39% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาสสิ้นสุดเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลต่อการพึ่งพาฐานลูกค้าจำนวนจำกัด รายงานระบุว่า ลูกค้า A มีสัดส่วนรายได้ 23% ของทั้งหมด ขณะที่ ลูกค้า B อยู่ที่ 16% เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ลูกค้ารายใหญ่ 2 รายคิดเป็นเพียง 14% และ 11% ตามลำดับ

การเปิดเผยครั้งนี้ จุดกระแสถกเถียงอีกครั้งว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัทอาจพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ไม่กี่รายเป็นหลัก โดยนักวิเคราะห์คาดว่า กลุ่มลูกค้าดังกล่าวน่าจะเป็นผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ เช่น Microsoft, Amazon, Google และ Oracle

*** UBS ออกคำเตือนว่า การประเมินมูลค่าหุ้นในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพุ่งขึ้นใกล้แตะระดับที่เคยเห็นในช่วงฟองสบู่ดอตคอม แม้บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ จะยังคงทุ่มเงินลงทุนเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ก่อให้เกิดคำถามถึงความยั่งยืนของการเติบโตดังกล่าว โดยธนาคารระบุว่า หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในภาพรวมกำลังซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) แบบ HOLT Economic ที่สูงกว่า 35 เท่า ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับระดับสูงสุดหลังยุคฟองสบู่ดอตคอม โดย HOLT Economic เป็นโมเดลการประเมินมูลค่าและวัดผลการดำเนินงานเฉพาะของ UBS

UBS อธิบายเพิ่มเติมว่า ระดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าส่วนสำคัญของมูลค่าตลาดในกลุ่มเทคโนโลยีมาจาก ความคาดหวังต่อกระแสเงินสดในอนาคต มากกว่ากำไรที่บริษัทสามารถสร้างได้จริงในปัจจุบัน

*** กระทรวงพาณิชย์จีน ประกาศขยายเวลาการจัดเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping Duties) สำหรับการนำเข้า ฟีนอล (Phenol) จากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และไทย ออกไปอีก 5 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าว เกิดขึ้นหลังการทบทวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่เริ่มต้นในเดือนก.ย. 2024 ตามคำร้องขอของผู้ผลิตภายในประเทศจีนที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าในราคาต่ำ

*** มอร์แกน สแตนลีย์เปิดเผยว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกเร่งเพิ่มการลงทุนในหุ้นจีน โดยเดือนส.ค. มีแนวโน้มจะเป็นเดือนที่มียอดซื้อสุทธิมากที่สุดนับตั้งแต่ก.พ. ที่ผ่านมา โดยรายงานระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนส.ค. การเข้าซื้อหุ้นมีน้ำหนักไปที่หุ้น A-shares ในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ แตกต่างจากช่วงก.พ. ที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงซึ่งอิงกลุ่มเทคโนโลยี หลังการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของ DeepSeek จุดกระแสลงทุนครั้งใหญ่

เมื่อแยกตามกลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป็น 2 กลุ่มที่ได้รับแรงซื้อสูงสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกองทุนเฮดจ์ฟันด์กลับเทขายหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตที่จดทะเบียนในฮ่องกง ทั้งการลดสถานะ Long และเปิด Short

*** อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ในกรุงโตเกียว ปรับตัวชะลอลงในเดือนส.ค. แต่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งช่วยหนุนความคาดหวังในตลาดว่าญี่ปุ่นอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง โดยดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของโตเกียว (ไม่รวมอาหารสด แต่รวมต้นทุนพลังงาน) เพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตรงตามคาดการณ์ของตลาด และชะลอลงจาก 2.9% ในเดือนก.ค.

ขณะเดียวกัน ดัชนีที่ตัดทั้งอาหารสดและพลังงานออก ซึ่ง BOJ ให้การจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะสะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานที่แท้จริง ปรับขึ้น 3.0% ในเดือนส.ค. เทียบกับปีก่อนหน้า ลดลงเล็กน้อยจาก 3.1% ในเดือนก.ค.

*** ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ออกคำเตือนว่า เศรษฐกิจภายในประเทศอาจเผชิญแรงกระแทกอย่างมีนัยสำคัญ จากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แม้ทั้ง 2 ประเทศเพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าไปแล้วก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดใหม่สูงกว่าคู่แข่งรายอื่น และเกาหลีใต้มีความเสี่ยงสูงจากภาษีที่เจาะจงตามสินค้า โดยรายงานของ BOK ระบุว่า แม้ผลการเจรจาจะถือว่าประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่สหรัฐฯ ได้ปรับขึ้นอัตราภาษีเฉลี่ยที่เรียกเก็บจากเกาหลีใต้ไปอยู่ที่ราว 15% จากเดิมที่เป็นศูนย์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีเกาหลี-สหรัฐฯ (KORUS FTA) ดังนั้น เศรษฐกิจเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

*** เวียดนาม มีแผนเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ผสมเอทานอล (E10) อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีหน้า ซึ่งอาจเปิดทางให้นำเข้าเอทานอลและข้าวโพดจากสหรัฐฯ มากขึ้น โดยเวียดนามจะเปลี่ยนจากมาตรฐานน้ำมันไร้สารตะกั่ว RON95 และ RON92 ไปสู่ E10 ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผสมเอทานอลได้สูงสุด 10% การเปลี่ยนแปลงนี้ จะช่วยเปิดโอกาสในการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะเอทานอลและข้าวโพด เพื่อช่วยลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ

*** ไนกี้ (Nike) ผู้ผลิตสินค้าเครื่องกีฬารายใหญ่ของโลก ประกาศว่า บริษัทมีแผนลดจำนวนพนักงานในสายงานองค์กรลงไม่ถึง 1% ของทั้งหมด ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพลิกฟื้นธุรกิจภายใต้การนำของเอลเลียต ฮิลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ โดยไนกี้ได้เร่งลงทุนในกลุ่มรองเท้าวิ่งและสนีกเกอร์ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา พร้อมทั้งหันมาฟื้นความสัมพันธ์กับผู้ค้าปลีก และขยายการเปิดร้านสาขาใหม่ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด

ณ วันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ไนกี้มีพนักงานทั่วโลกประมาณ 77,800 คน รวมถึงพนักงานประจำร้านและพนักงานพาร์ทไทม์

รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...