การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)
ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)
ผมเสนอแนวคิดใหม่ในการพิจารณาระบอบสฤษดิ์ว่า แทนที่จะให้น้ำหนักไปที่ปัจจัยภายนอกคืออิทธิพลของสหรัฐในนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และสงครามเย็นแต่อย่างเดียว
เพื่อความเข้าใจที่รอบด้านขึ้น เราควรให้ความสนใจไปที่ปัจจัยภายใน คือ จากกลุ่มชนชั้นนำหลากหลายที่มีฐานะในสังคมขณะนั้น โดยรวมๆ เรียกว่าที่ปรึกษาและผู้ร่วมทีมในการจัดการสัมพันธภาพระหว่างรัฐกับประชาชน
ก่อนการรัฐประหารมีการก่อรูปและพัฒนาของเครือข่ายชนชั้นนำที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า Network Monarchy แต่นักประวัติศาสตร์ไทยเสนอคำเรียกที่เหมาะสมกว่าว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” ประกอบไปด้วยกลุ่มทหาร กลุ่มทุน และกลุ่มข้าราชการระดับสูงที่เคลื่อนไหวรายล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเป็นผลจากการสร้างชาติในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในหลายด้านทั้งขัดแย้งและร่วมมือระหว่างกลุ่มพลังเหล่านี้ มีผลให้ระบบเศรษฐกิจการเมืองรวมถึงระบบราชการขยายตัว จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐราชการ ที่เปิดโอกาสให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ามาใช้ประโยชน์จากการยึดอำนาจรัฐได้อย่างเหมาะเจาะ
จอมพลสฤษดิ์จึงเป็นเสมือนผู้ควบคุมและอำนวยการผลิตทำนองเดียวกับวาทยกรในวงดุริยางค์ แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและตระหนักในความคิดและความปรารถนาทางอาชีพของบรรดาขุนนางนักวิชาการในรัฐบาลและกระทรวงทั้งหลายด้วย โดยเปิดโอกาสให้พวกนั้นได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่
กลุ่มที่สำคัญแต่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กัน คือผู้นำจารีตและเจ้านาย ในที่นี้เลือกมาเฉพาะที่สำคัญและมีบทบาทสูงต่อการปฏิบัตินโยบายของรัฐบาล ได้แก่ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัติ) พระยาศรีวิศาลวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งถูกวางสถานะให้เป็นพระอาจารย์ที่ถวายการอบรมตระเตรียม “ยุวกษัตริย์” (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช) เพื่อให้ทรงเป็นเจ้านายตามแบบแผนราชประเพณี ในบทบาทประธานองคมนตรี (พ.ศ.2495-2517)
หลังเหตุการณ์ “วันใหม่ของชาติ” หลังรัฐประหาร 2490 พระองค์เจ้าธานีนิวัติได้ถูกชวนเข้าร่วมเป็นคณะ “อภิรัฐมนตรี” (ในเวลาต่อมาคือตำแหน่งองคมนตรี) จากการขอร้องของพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้เป็นทั้งพระญาติและพระสหายสนิท
โดยที่ทั้งพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระองค์เจ้าธานีนิวัติ อาจนับเป็นเจ้านาย 2 พระองค์ที่สำคัญที่สุดของ “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” ยุคแรกเริ่ม (Network Monarchy) ในยุคต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในฐานะผู้วางรากฐานการฟื้นฟูเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในโครงสร้างการเมืองเชิงเครือข่ายชนชั้นนำไทย ช่วงทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นช่วงเวลา “อับแสง” ของคณะราษฎร (อาสา คำภา, 2563, 40)
การฟื้นฟูราชประเพณีโบราณที่ก่อนหน้านี้เคยถูกยกเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีตรุษสงกรานต์ ได้รับการฟื้นฟูใน พ.ศ.2492 โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตามมาด้วยการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญใน พ.ศ.2493 พิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโดยผู้สำเร็จราชการฯ
ข่าวคราวเกี่ยวกับกิจกรรมของราชสำนักได้รับการรายงานสม่ำเสมอ เช่น วันจักรี วันปิยมหาราช ซึ่งกลายเป็นพิธีการสำคัญใหญ่โต
ทั้งหมดนี้เป็นไปตามปาฐกถาที่กรมหมื่นพิทยลาภฯ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ในปาฐกถาต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 8 และพระอนุชา เรื่อง The Old Siamese Conception of the Monarchy เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2489 ระหว่างที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2489 กำลังจะลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 9 พฤษภาคม
และเริ่มวาระใหม่ของความสามัคคีระหว่างกลุ่มการเมืองที่คิดต่างกันภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็น “ความฝัน” ของคณะราษฎรที่ไม่เคยเป็นจริงได้เลย
ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาในปาฐกถานั้นคือตอนที่องค์ปาฐกกล่าวถึงฐานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในความยึดถือของคนไทยเดิมว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดมา จากสมัยอยุธยามาถึงสมัยรัชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
“ส่วนตั้งแต่รัชกาลที่สี่มาจนถึงปัจจุบัน เพียง พ.ศ.2475 นั้น ลักษณะแห่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปในทางจะให้เหมาะสมกับสมัยปัจจุบัน อันโลกย่อมอนุโลมเข้าหาแบบแผนทางยุโรปมากขึ้นทุกที ส่วนภายหลัง พ.ศ.2475 นั้น ไม่อยู่ในขอบเขตแห่งปาฐกถาอันนี้”
ตัวอย่างของความเป็นสมัยใหม่ของสถาบันพระมหากษัตริย์แสดงออกในการใช้อำนาจของรัชกาลที่ 4 ในการออกกฎหมาย (นิติบัญญัติ) โดยพระองค์เองมากขึ้น รวมถึง “ทรงตั้งธรรมเนียมใหม่คือทรงดื่มน้ำพระราชทานสัตย์แก่ข้าราชการด้วย” รัชกาลที่ห้าก็ทรงเลิกทาสโดยพระองค์เอง และแยกเงินแผ่นดินออกไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก
แนวคิดที่ก้าวหน้าในปาฐกถานั้น ได้แก่ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงถือสิทธิที่จะทำการนิติบัญญัตินอกเหนือคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ได้ เพราะว่ามี “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นรัฐธรรมนูญจำกัดพระราชอำนาจทางนิติบัญญัติมาแต่โบราณกาล” (พระองค์เจ้าธานีนิวัต, 2489) ในภาษาอังกฤษทรงเรียกว่า “the Constitution of the Thammasat” (“พระธรรมศาสตร์รัฐธรรมนูญ”)
นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการตีความหรืออธิบายโดยอุปมาที่จะทำให้คิดได้ว่า คติความเชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” ได้มีขึ้นแล้วในระบบการปกครองไทยโบราณ แต่ตอนนั้นยังเป็นแค่การอุปมาว่าพระธรรมศาสตร์ทำหน้าที่เหมือนกับกฎหมายสูงสุดในสมัยโบราณ
ยังไม่ไปไกลถึงขนาดว่ามีความหมายนัยถึงระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่แต่อย่างใด ต่อเมื่ออำนาจการเมืองและรัฐบาลเปลี่ยนไปในระยะต่อมา นักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์จึงเริ่มออกมาตีความและให้ความหมายแก่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยเสียใหม่ให้เข้ากับสภาพการณ์ของอำนาจการเมืองใหม่ที่ต้องการความชอบธรรมที่มีหลักการแบบจารีตรองรับ
คือหลักฐาน เช่น หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง การสั่นกระดิ่ง จึงถูกอธิบายโดยนักนิติศาสตร์ไทยว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการมีรัฐธรรมนูญและการจำกัดอำนาจผู้ปกครองแล้วก่อนที่ตะวันตกจะคิดได้เสียอีก
การรื้อก่อสร้างมโนทัศน์สถาบันพระมหากษัตริย์ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ระยะก่อรูปและประกอบสร้างมโนทัศน์ระยะนี้มีการประสานจากภาคทฤษฎี (จารีตประเพณี) สู่การปฏิบัติ (การพัฒนา) มโนทัศน์สถาบันฯ คลี่คลายพัฒนาไปท่ามกลางการสร้างและสืบทอดโครงสร้างอำนาจรัฐที่จะวางอยู่บน “ฉันทมติพระมหากษัตริย์” ระหว่างกลุ่มอำนาจทางทหาร ข้าราชการชั้นสูงและธุรกิจเอกชน ซึ่งรวมเรียกว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” (Network Monarchy)
แต่ละกลุ่มเข้ามาสัมพันธ์กันในทำนองของหุ้นส่วนที่มีอำนาจไม่เท่ากันแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อไปบรรลุจุดหมายของแต่ละกลุ่ม
นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องเครือข่ายดังกล่าวอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกสรุปว่า “ช่วงก่อนจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหาร หรือ 10 ปีแรกของ ร.9 เป็นช่วงที่พระมหากษัตริย์อยู่ในกรอบที่ทำอะไรได้และไม่ได้ชัดเจน คือไม่สามารถแสดงบทบาทอะไรในทางสาธารณะได้อย่างง่ายดาย แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 กรอบตรงนี้ก็ถูกทำให้หายไป และความทรงจำต่อภาพแบบนั้นมันก็นานมากจนคนไทยลืมไปหมดแล้วว่าสิ่งที่พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญคืออะไร” (The Matter, 19 Nov 2021)
ในระยะเริ่มต้น กลุ่มกองทัพมีอำนาจมากกว่ากลุ่มอื่นเป็น “หุ้นส่วนใหญ่ทางอำนาจ” (อาสา คำภา, 2563) เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่แม้เป็นรองแต่ก็รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัตินโยบายและหน้าที่ราชการของพวกเขาไว้ค่อนข้างมั่นคง แต่ก็ยอมในที่สุดหากมีการอ้างพระราชอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
เนื่องจากสมาชิกในเครือข่ายดังกล่าวนี้ส่วนมากเกี่ยวพันและมีอำนาจรัฐในมือทำให้ในระยะยาวการผลักดันและตัดสินใจทางนโยบายอันมาจากความเชื่อและยึดถือของพวกเขามีผลต่อการสร้างรัฐให้จำลองภาพลักษณ์ของเครือข่ายไปโดยปริยาย (ยังมีต่อ)
บรรณานุกรม
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต, เรื่องบรมราชาภิเษก พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพนางทรัพย์ เลขยานนท์ และนางสิน เลขยานนท์ ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วันที่ 23 เมษายน 2489 (กรุงเทพฯ โรงพิมพ์พานิชศุภผล, 2489)
อาสา คำภา, 2563. กว่าจะครองอำนาจนำ : การคลี่คลายขยายตัวของเครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2490-2530. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
The Matter 19 Novermbe 2021. นี่เรากลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเปล่า? คุยเรื่องเครือข่ายชนชั้นนำไทย กับอาสา คำภา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly