โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 02.10 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 02.10 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)

ผมเสนอแนวคิดใหม่ในการพิจารณาระบอบสฤษดิ์ว่า แทนที่จะให้น้ำหนักไปที่ปัจจัยภายนอกคืออิทธิพลของสหรัฐในนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์และสงครามเย็นแต่อย่างเดียว

เพื่อความเข้าใจที่รอบด้านขึ้น เราควรให้ความสนใจไปที่ปัจจัยภายใน คือ จากกลุ่มชนชั้นนำหลากหลายที่มีฐานะในสังคมขณะนั้น โดยรวมๆ เรียกว่าที่ปรึกษาและผู้ร่วมทีมในการจัดการสัมพันธภาพระหว่างรัฐกับประชาชน

ก่อนการรัฐประหารมีการก่อรูปและพัฒนาของเครือข่ายชนชั้นนำที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า Network Monarchy แต่นักประวัติศาสตร์ไทยเสนอคำเรียกที่เหมาะสมกว่าว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” ประกอบไปด้วยกลุ่มทหาร กลุ่มทุน และกลุ่มข้าราชการระดับสูงที่เคลื่อนไหวรายล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์

อันเป็นผลจากการสร้างชาติในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในหลายด้านทั้งขัดแย้งและร่วมมือระหว่างกลุ่มพลังเหล่านี้ มีผลให้ระบบเศรษฐกิจการเมืองรวมถึงระบบราชการขยายตัว จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐราชการ ที่เปิดโอกาสให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้ามาใช้ประโยชน์จากการยึดอำนาจรัฐได้อย่างเหมาะเจาะ

จอมพลสฤษดิ์จึงเป็นเสมือนผู้ควบคุมและอำนวยการผลิตทำนองเดียวกับวาทยกรในวงดุริยางค์ แต่เขาก็แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและตระหนักในความคิดและความปรารถนาทางอาชีพของบรรดาขุนนางนักวิชาการในรัฐบาลและกระทรวงทั้งหลายด้วย โดยเปิดโอกาสให้พวกนั้นได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่

กลุ่มที่สำคัญแต่ไม่ค่อยเป็นที่รับรู้กัน คือผู้นำจารีตและเจ้านาย ในที่นี้เลือกมาเฉพาะที่สำคัญและมีบทบาทสูงต่อการปฏิบัตินโยบายของรัฐบาล ได้แก่ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัติ) พระยาศรีวิศาลวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งถูกวางสถานะให้เป็นพระอาจารย์ที่ถวายการอบรมตระเตรียม “ยุวกษัตริย์” (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช) เพื่อให้ทรงเป็นเจ้านายตามแบบแผนราชประเพณี ในบทบาทประธานองคมนตรี (พ.ศ.2495-2517)

หลังเหตุการณ์ “วันใหม่ของชาติ” หลังรัฐประหาร 2490 พระองค์เจ้าธานีนิวัติได้ถูกชวนเข้าร่วมเป็นคณะ “อภิรัฐมนตรี” (ในเวลาต่อมาคือตำแหน่งองคมนตรี) จากการขอร้องของพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้เป็นทั้งพระญาติและพระสหายสนิท

โดยที่ทั้งพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระองค์เจ้าธานีนิวัติ อาจนับเป็นเจ้านาย 2 พระองค์ที่สำคัญที่สุดของ “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” ยุคแรกเริ่ม (Network Monarchy) ในยุคต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในฐานะผู้วางรากฐานการฟื้นฟูเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในโครงสร้างการเมืองเชิงเครือข่ายชนชั้นนำไทย ช่วงทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นช่วงเวลา “อับแสง” ของคณะราษฎร (อาสา คำภา, 2563, 40)

การฟื้นฟูราชประเพณีโบราณที่ก่อนหน้านี้เคยถูกยกเลิกไปหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ไม่ว่าจะเป็นพระราชพิธีตรุษสงกรานต์ ได้รับการฟื้นฟูใน พ.ศ.2492 โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ตามมาด้วยการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญใน พ.ศ.2493 พิธีประทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาโดยผู้สำเร็จราชการฯ

ข่าวคราวเกี่ยวกับกิจกรรมของราชสำนักได้รับการรายงานสม่ำเสมอ เช่น วันจักรี วันปิยมหาราช ซึ่งกลายเป็นพิธีการสำคัญใหญ่โต

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามปาฐกถาที่กรมหมื่นพิทยลาภฯ ได้ทรงให้ความเห็นไว้ในปาฐกถาต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ 8 และพระอนุชา เรื่อง The Old Siamese Conception of the Monarchy เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2489 ระหว่างที่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2489 กำลังจะลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 9 พฤษภาคม

และเริ่มวาระใหม่ของความสามัคคีระหว่างกลุ่มการเมืองที่คิดต่างกันภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็น “ความฝัน” ของคณะราษฎรที่ไม่เคยเป็นจริงได้เลย

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาในปาฐกถานั้นคือตอนที่องค์ปาฐกกล่าวถึงฐานะและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในความยึดถือของคนไทยเดิมว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดมา จากสมัยอยุธยามาถึงสมัยรัชกาลที่สามแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“ส่วนตั้งแต่รัชกาลที่สี่มาจนถึงปัจจุบัน เพียง พ.ศ.2475 นั้น ลักษณะแห่งตำแหน่งพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปในทางจะให้เหมาะสมกับสมัยปัจจุบัน อันโลกย่อมอนุโลมเข้าหาแบบแผนทางยุโรปมากขึ้นทุกที ส่วนภายหลัง พ.ศ.2475 นั้น ไม่อยู่ในขอบเขตแห่งปาฐกถาอันนี้”

ตัวอย่างของความเป็นสมัยใหม่ของสถาบันพระมหากษัตริย์แสดงออกในการใช้อำนาจของรัชกาลที่ 4 ในการออกกฎหมาย (นิติบัญญัติ) โดยพระองค์เองมากขึ้น รวมถึง “ทรงตั้งธรรมเนียมใหม่คือทรงดื่มน้ำพระราชทานสัตย์แก่ข้าราชการด้วย” รัชกาลที่ห้าก็ทรงเลิกทาสโดยพระองค์เอง และแยกเงินแผ่นดินออกไว้เป็นส่วนหนึ่งต่างหาก

แนวคิดที่ก้าวหน้าในปาฐกถานั้น ได้แก่ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงถือสิทธิที่จะทำการนิติบัญญัตินอกเหนือคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ได้ เพราะว่ามี “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นรัฐธรรมนูญจำกัดพระราชอำนาจทางนิติบัญญัติมาแต่โบราณกาล” (พระองค์เจ้าธานีนิวัต, 2489) ในภาษาอังกฤษทรงเรียกว่า “the Constitution of the Thammasat” (“พระธรรมศาสตร์รัฐธรรมนูญ”)

นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการตีความหรืออธิบายโดยอุปมาที่จะทำให้คิดได้ว่า คติความเชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” ได้มีขึ้นแล้วในระบบการปกครองไทยโบราณ แต่ตอนนั้นยังเป็นแค่การอุปมาว่าพระธรรมศาสตร์ทำหน้าที่เหมือนกับกฎหมายสูงสุดในสมัยโบราณ

ยังไม่ไปไกลถึงขนาดว่ามีความหมายนัยถึงระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่แต่อย่างใด ต่อเมื่ออำนาจการเมืองและรัฐบาลเปลี่ยนไปในระยะต่อมา นักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์จึงเริ่มออกมาตีความและให้ความหมายแก่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยเสียใหม่ให้เข้ากับสภาพการณ์ของอำนาจการเมืองใหม่ที่ต้องการความชอบธรรมที่มีหลักการแบบจารีตรองรับ

คือหลักฐาน เช่น หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง การสั่นกระดิ่ง จึงถูกอธิบายโดยนักนิติศาสตร์ไทยว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการมีรัฐธรรมนูญและการจำกัดอำนาจผู้ปกครองแล้วก่อนที่ตะวันตกจะคิดได้เสียอีก

การรื้อก่อสร้างมโนทัศน์สถาบันพระมหากษัตริย์ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในสภาพแวดล้อมของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ระยะก่อรูปและประกอบสร้างมโนทัศน์ระยะนี้มีการประสานจากภาคทฤษฎี (จารีตประเพณี) สู่การปฏิบัติ (การพัฒนา) มโนทัศน์สถาบันฯ คลี่คลายพัฒนาไปท่ามกลางการสร้างและสืบทอดโครงสร้างอำนาจรัฐที่จะวางอยู่บน “ฉันทมติพระมหากษัตริย์” ระหว่างกลุ่มอำนาจทางทหาร ข้าราชการชั้นสูงและธุรกิจเอกชน ซึ่งรวมเรียกว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์เชิงเครือข่าย” (Network Monarchy)

แต่ละกลุ่มเข้ามาสัมพันธ์กันในทำนองของหุ้นส่วนที่มีอำนาจไม่เท่ากันแต่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อไปบรรลุจุดหมายของแต่ละกลุ่ม

นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องเครือข่ายดังกล่าวอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกสรุปว่า “ช่วงก่อนจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหาร หรือ 10 ปีแรกของ ร.9 เป็นช่วงที่พระมหากษัตริย์อยู่ในกรอบที่ทำอะไรได้และไม่ได้ชัดเจน คือไม่สามารถแสดงบทบาทอะไรในทางสาธารณะได้อย่างง่ายดาย แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 กรอบตรงนี้ก็ถูกทำให้หายไป และความทรงจำต่อภาพแบบนั้นมันก็นานมากจนคนไทยลืมไปหมดแล้วว่าสิ่งที่พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญคืออะไร” (The Matter, 19 Nov 2021)

ในระยะเริ่มต้น กลุ่มกองทัพมีอำนาจมากกว่ากลุ่มอื่นเป็น “หุ้นส่วนใหญ่ทางอำนาจ” (อาสา คำภา, 2563) เหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่แม้เป็นรองแต่ก็รักษาความเป็นอิสระในการปฏิบัตินโยบายและหน้าที่ราชการของพวกเขาไว้ค่อนข้างมั่นคง แต่ก็ยอมในที่สุดหากมีการอ้างพระราชอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

เนื่องจากสมาชิกในเครือข่ายดังกล่าวนี้ส่วนมากเกี่ยวพันและมีอำนาจรัฐในมือทำให้ในระยะยาวการผลักดันและตัดสินใจทางนโยบายอันมาจากความเชื่อและยึดถือของพวกเขามีผลต่อการสร้างรัฐให้จำลองภาพลักษณ์ของเครือข่ายไปโดยปริยาย (ยังมีต่อ)

บรรณานุกรม

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต, เรื่องบรมราชาภิเษก พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพนางทรัพย์ เลขยานนท์ และนางสิน เลขยานนท์ ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม วันที่ 23 เมษายน 2489 (กรุงเทพฯ โรงพิมพ์พานิชศุภผล, 2489)

อาสา คำภา, 2563. กว่าจะครองอำนาจนำ : การคลี่คลายขยายตัวของเครือข่ายในหลวงภายใต้ปฏิสัมพันธ์ชนชั้นนำไทย ทศวรรษ 2490-2530. กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.

The Matter 19 Novermbe 2021. นี่เรากลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือเปล่า? คุยเรื่องเครือข่ายชนชั้นนำไทย กับอาสา คำภา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...