IMF-World Bank เตือน “หนี้มืด” ในประเทศเกิดใหม่พุ่ง หลังหันพึ่งกู้เอกชน–ดีลซับซ้อนไร้ความโปร่งใส
ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ถูกจับตาหนัก หลังแนวโน้มการกู้เงินผ่านภาคเอกชน-โครงสร้างทางการเงินซับซ้อนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ข้อมูลหนี้หลายประเทศมืดมนลงจนยากต่อการประเมินความเสี่ยง
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 12.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) กำลังถูกจับตาให้เปิดเผยข้อมูลหนี้สินอย่างโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่ทำให้ประเทศมหาอำนาจและสถาบันการเงินระหว่างประเทศเห็นพ้องต้องกัน ท่ามกลางความแตกแยกในระบบการเงินโลกปัจจุบัน
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสด้านหนี้อย่างถอนรากถอนโคน (radical debt transparency) ขณะที่รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ประกาศให้ความโปร่งใสทางหนี้ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศตลาดชายขอบ (frontier markets) หรือประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ กลับหันไปกู้เงินในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การกู้จากภาคเอกชนโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือโครงสร้างทางการเงินที่สร้างสรรค์เกินไป ซึ่งกลับทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ของประเทศเหล่านี้มืดมนลง แทนที่จะโปร่งใส
ศาสตราจารย์ Anna Gelpern จากมหาวิทยาลัย Georgetown ในกรุงวอชิงตัน กล่าวถึงแนวโน้มดังกล่าวว่า “ทุกคนพูดว่าชอบความโปร่งใส แต่ในความเป็นจริง เรากำลังเห็นเอกสารการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนถูกเปิดเผยน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้ความโปร่งใสทางหนี้แทบหายไปจากระบบ”
ประเทศเกิดใหม่หันพึ่งการกู้เอกชน เงื่อนไขไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
หลายประเทศ เช่น ปานามา โคลอมเบีย แองโกลา และแคเมอรูน หันไปกู้ยืมในรูปแบบที่ไม่ปกติ เพื่อลดแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่สูงถึงระดับสองหลัก เช่น การออกพันธบัตรแบบขายเฉพาะกลุ่ม (private placement) การกู้แบบใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักประกัน (resource-backed loans) และการแลกเปลี่ยนหนี้ (debt swap) ที่มีเงื่อนไขซับซ้อน
แม้รูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในช่วงตลาดตราสารหนี้โลกผันผวน แต่ก็สร้างปัญหาด้านความโปร่งใส เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ ระยะเวลา หรือหลักประกัน มักไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ต่างจากพันธบัตรระหว่างประเทศที่ต้องระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจน
Reza Baqir หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาหนี้ภาครัฐของบริษัท Alvarez & Marsal และอดีตผู้บริหาร IMF กล่าวเตือนว่า “สินเชื่อที่มีการค้ำประกัน (collateralized debt) ลักษณะนี้ควรเป็นเรื่องที่ IMF ต้องกังวล เพราะมันทำให้สถานะเจ้าหนี้พิเศษของ IMF กลายเป็นประเด็นซับซ้อนมากขึ้น”
IMF ชี้เอกชนปล่อยกู้ประเทศรายได้น้อยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2566 สัดส่วนเงินกู้จากภาคเอกชนต่อประเทศรายได้น้อย (ไม่นับพันธบัตรต่างประเทศ) เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2553 เป็น 10% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด และหากรวมการออกพันธบัตรระหว่างประเทศ สัดส่วนเงินกู้เอกชนทั้งหมดพุ่งขึ้นเป็น 19%
Victor Mourad จากธนาคาร Citi เผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ซับซาฮารา (Sub-Saharan Africa) มีสถานะสุทธิเป็นลบ หมายความว่ารัฐบาลชำระหนี้มากกว่าที่สามารถออกพันธบัตรใหม่ได้
ประเทศต่าง ๆ จึงหันไปพึ่งสินเชื่อจากสถาบันพัฒนา เช่น ธนาคารโลก หรือสร้างนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนผลตอบแทน (total return swap) หรือการกู้หลายสกุลเงิน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง ตัวอย่างเช่น ไนจีเรียเคยใช้น้ำมันดิบ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน ขณะที่แองโกลาทำสัญญา total return swap มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ กับ JPMorgan โดยใช้พันธบัตรเอกชนเป็นหลักประกัน ส่วนโคลอมเบียและปานามาหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรสาธารณะ ด้วยการทำ dollar-bond buybacks และ private placements
แม้ดีลเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนในระยะสั้น แต่สุดท้ายประเทศเหล่านี้ยังต้องกลับเข้าสู่ตลาดทุนอีกครั้ง เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้จำนวนมากในอนาคต
ความเสี่ยงซ่อนเร้น โปร่งใสน้อย–ประเมินยาก
นักลงทุนอย่าง Elina Theodorakopoulou จาก Manulife Investment Management กล่าวว่าการขาดข้อมูลหนี้ที่ชัดเจนทำให้นักลงทุนต้องคำนวณเองและจะสะท้อนผ่าน อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น (yield premium) เพื่อชดเชยความไม่แน่นอน
ขณะที่รัฐบาลบางประเทศมองว่าดีลเหล่านี้คุ้มค่าในเชิงต้นทุน เช่น Dorivaldo Teixeira ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังแองโกลา กล่าวว่าต้นทุนของสินเชื่อแบบ swap ดังกล่าวต่ำกว่าพันธบัตรยูโรบอนด์ แม้จะเคยขาดทุนชั่วคราวกว่า 200 ล้านดอลลาร์ จากการถูกเรียกมาร์จิ้นคอลล์ระหว่างราคาน้ำมันร่วง
IMF–World Bank กังวล ปัญหาปลดล็อกหนี้เอกชน
ในที่ประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกสัปดาห์นี้ ประเด็นใหญ่หนึ่งคือ “ความยุ่งยากในการปรับโครงสร้างหนี้ภาคเอกชน” ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศอย่าง แซมเบีย และกานา ติดค้างอยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้นานกว่าที่คาดไว้
แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลและที่ปรึกษาทางการเงินประเมินต่ำไปว่าการแยกแยะโครงสร้างหนี้เอกชนจะซับซ้อนเพียงใด เพราะต้องหาว่าใครคือเจ้าหนี้จริง เงื่อนไขใดที่ใช้ และหลักประกันแบบไหนที่อาจทำให้เจ้าหนี้บางรายเข้าคิวก่อนรายอื่นได้ ซึ่งขัดกับหลักการให้ปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
อ้างอิง : reuters.com