โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IMF-World Bank เตือน “หนี้มืด” ในประเทศเกิดใหม่พุ่ง หลังหันพึ่งกู้เอกชน–ดีลซับซ้อนไร้ความโปร่งใส

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ต.ค. 2568 เวลา 13.30 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2568 เวลา 06.30 น.

ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ถูกจับตาหนัก หลังแนวโน้มการกู้เงินผ่านภาคเอกชน-โครงสร้างทางการเงินซับซ้อนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ข้อมูลหนี้หลายประเทศมืดมนลงจนยากต่อการประเมินความเสี่ยง

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 12.10 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) กำลังถูกจับตาให้เปิดเผยข้อมูลหนี้สินอย่างโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่ทำให้ประเทศมหาอำนาจและสถาบันการเงินระหว่างประเทศเห็นพ้องต้องกัน ท่ามกลางความแตกแยกในระบบการเงินโลกปัจจุบัน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาธนาคารโลก (World Bank) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสด้านหนี้อย่างถอนรากถอนโคน (radical debt transparency) ขณะที่รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ประกาศให้ความโปร่งใสทางหนี้ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศตลาดชายขอบ (frontier markets) หรือประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ กลับหันไปกู้เงินในรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การกู้จากภาคเอกชนโดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือโครงสร้างทางการเงินที่สร้างสรรค์เกินไป ซึ่งกลับทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ของประเทศเหล่านี้มืดมนลง แทนที่จะโปร่งใส

ศาสตราจารย์ Anna Gelpern จากมหาวิทยาลัย Georgetown ในกรุงวอชิงตัน กล่าวถึงแนวโน้มดังกล่าวว่า “ทุกคนพูดว่าชอบความโปร่งใส แต่ในความเป็นจริง เรากำลังเห็นเอกสารการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนถูกเปิดเผยน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤต ทำให้ความโปร่งใสทางหนี้แทบหายไปจากระบบ”

ประเทศเกิดใหม่หันพึ่งการกู้เอกชน เงื่อนไขไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

หลายประเทศ เช่น ปานามา โคลอมเบีย แองโกลา และแคเมอรูน หันไปกู้ยืมในรูปแบบที่ไม่ปกติ เพื่อลดแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่สูงถึงระดับสองหลัก เช่น การออกพันธบัตรแบบขายเฉพาะกลุ่ม (private placement) การกู้แบบใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลักประกัน (resource-backed loans) และการแลกเปลี่ยนหนี้ (debt swap) ที่มีเงื่อนไขซับซ้อน

แม้รูปแบบเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในช่วงตลาดตราสารหนี้โลกผันผวน แต่ก็สร้างปัญหาด้านความโปร่งใส เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ ระยะเวลา หรือหลักประกัน มักไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ต่างจากพันธบัตรระหว่างประเทศที่ต้องระบุเงื่อนไขอย่างชัดเจน

Reza Baqir หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาหนี้ภาครัฐของบริษัท Alvarez & Marsal และอดีตผู้บริหาร IMF กล่าวเตือนว่า “สินเชื่อที่มีการค้ำประกัน (collateralized debt) ลักษณะนี้ควรเป็นเรื่องที่ IMF ต้องกังวล เพราะมันทำให้สถานะเจ้าหนี้พิเศษของ IMF กลายเป็นประเด็นซับซ้อนมากขึ้น”

IMF ชี้เอกชนปล่อยกู้ประเทศรายได้น้อยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ณ สิ้นปี 2566 สัดส่วนเงินกู้จากภาคเอกชนต่อประเทศรายได้น้อย (ไม่นับพันธบัตรต่างประเทศ) เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2553 เป็น 10% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด และหากรวมการออกพันธบัตรระหว่างประเทศ สัดส่วนเงินกู้เอกชนทั้งหมดพุ่งขึ้นเป็น 19%

Victor Mourad จากธนาคาร Citi เผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ซับซาฮารา (Sub-Saharan Africa) มีสถานะสุทธิเป็นลบ หมายความว่ารัฐบาลชำระหนี้มากกว่าที่สามารถออกพันธบัตรใหม่ได้

ประเทศต่าง ๆ จึงหันไปพึ่งสินเชื่อจากสถาบันพัฒนา เช่น ธนาคารโลก หรือสร้างนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เช่น สัญญาแลกเปลี่ยนผลตอบแทน (total return swap) หรือการกู้หลายสกุลเงิน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง ตัวอย่างเช่น ไนจีเรียเคยใช้น้ำมันดิบ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้เงิน ขณะที่แองโกลาทำสัญญา total return swap มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ กับ JPMorgan โดยใช้พันธบัตรเอกชนเป็นหลักประกัน ส่วนโคลอมเบียและปานามาหลีกเลี่ยงการออกพันธบัตรสาธารณะ ด้วยการทำ dollar-bond buybacks และ private placements

แม้ดีลเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนในระยะสั้น แต่สุดท้ายประเทศเหล่านี้ยังต้องกลับเข้าสู่ตลาดทุนอีกครั้ง เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้จำนวนมากในอนาคต

ความเสี่ยงซ่อนเร้น โปร่งใสน้อย–ประเมินยาก

นักลงทุนอย่าง Elina Theodorakopoulou จาก Manulife Investment Management กล่าวว่าการขาดข้อมูลหนี้ที่ชัดเจนทำให้นักลงทุนต้องคำนวณเองและจะสะท้อนผ่าน อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น (yield premium) เพื่อชดเชยความไม่แน่นอน

ขณะที่รัฐบาลบางประเทศมองว่าดีลเหล่านี้คุ้มค่าในเชิงต้นทุน เช่น Dorivaldo Teixeira ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารหนี้สาธารณะของกระทรวงการคลังแองโกลา กล่าวว่าต้นทุนของสินเชื่อแบบ swap ดังกล่าวต่ำกว่าพันธบัตรยูโรบอนด์ แม้จะเคยขาดทุนชั่วคราวกว่า 200 ล้านดอลลาร์ จากการถูกเรียกมาร์จิ้นคอลล์ระหว่างราคาน้ำมันร่วง

IMF–World Bank กังวล ปัญหาปลดล็อกหนี้เอกชน

ในที่ประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกสัปดาห์นี้ ประเด็นใหญ่หนึ่งคือ “ความยุ่งยากในการปรับโครงสร้างหนี้ภาคเอกชน” ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศอย่าง แซมเบีย และกานา ติดค้างอยู่ในภาวะผิดนัดชำระหนี้นานกว่าที่คาดไว้

แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลและที่ปรึกษาทางการเงินประเมินต่ำไปว่าการแยกแยะโครงสร้างหนี้เอกชนจะซับซ้อนเพียงใด เพราะต้องหาว่าใครคือเจ้าหนี้จริง เงื่อนไขใดที่ใช้ และหลักประกันแบบไหนที่อาจทำให้เจ้าหนี้บางรายเข้าคิวก่อนรายอื่นได้ ซึ่งขัดกับหลักการให้ปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...