โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CPF เล็งลงทุนธุรกิจอาหารสำเร็จรูปในสหรัฐฯ เพิ่ม ภาษี 0 %ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ต้นทุนลดฮวบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 09.29 น. • เผยแพร่ 06 ส.ค. 2568 เวลา 02.29 น.

CPF รับมือภาษี 19 % เล็งลงทุนธุรกิจอาหารสำเร็จรูปในสหรัฐฯเพิ่ม ข้อตกลงนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ หนุนลดต้นทุนอาหารสัตว์ เสริมศักยภาพส่งออกไก่ไทย หวั่นผลกระทบหมูนำเข้าเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กล่าวในงานเสวนา “Trump’s Tariffs ไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2568

สำหรับ CPF เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางการค้าและข้อตกลงใหม่นี้ ได้วางแผนธุรกิจและกลยุทธ์ที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างความคล่องตัวและกระจายแหล่งรายได้และพอร์ตธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากนโยบายการค้าที่ไม่แน่นอน

รวมถึงมุ่งผลิตในท้องถิ่น ขายในท้องถิ่น หรือใช้กลยุทธ์ผลิตสินค้าในแต่ละประเทศเพื่อขายในประเทศนั้นๆ ให้มากขึ้น ยกเว้นประเทศไทยและเวียดนามที่ยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและนวัตกรรมเพื่อการส่งออก

นอกจากนี้บริษัทฯยังมีแผนในอนาคตที่จะลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐฯ จากเดิมที่มีโรงงานอาหารสำเร็จรูป (พร้อมทาน) หลังได้ลงทุนไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท

“ขณะนี้ CPF อยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการลงทุนเพิ่มเติมในด้านอื่นๆ เนื่องจากสหรัฐฯได้อัตราภาษีส่งออก 0% ไปยังหลายประเทศ ทำให้ตลาดสหรัฐฯน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง”

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์กล่าวว่า ต้องมีการปรับสายการผลิต สำหรับสินค้าบางประเภทที่เคยส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯเช่น เกี๊ยวกุ้ง อาจต้องย้ายฐานการผลิตไปในสหรัฐฯ แทน ทำให้ต้องมีการลงทุนในสายการผลิตใหม่ รวมถึงยังมีแผนจะลงทุนเพิ่มในสายการผลิตข้าวกล่องและพิซซ่าในประเทศไทย

นอกจากนี้บริษัทฯยังมุ่งเดินหน้าการใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และวิเคราะห์ข้อมูลในกระบวนการผลิตอาหารสัตว์และการเลี้ยงสัตว์

“ในเร็วๆ นี้ CPFจะจัดตั้งทีมนำเข้าจากสหรัฐฯ เข้ามาในเครือข่ายของบริษัท ซึ่งเป็นโอกาสเมื่อไทยเปิดนำเข้าจากสหรัฐฯ 0% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลายตัว อาทิ ผลไม้ฤดูหนาว”

นายประสิทธิ์ มีมุมมองต่อกรณีไทยปิดดีลภาษีกับสหรัฐฯในอัตรา 19 % แลกกับการที่ไทยจะเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากข้าวโพด (DDGs) นั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับแหล่งที่ใช้ในปัจจุบัน

ผลดีที่ตามมาคือ ช่วยลดต้นทุนผลิตอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย ส่วนต่างราคาข้าวโพดอาจอยู่ที่ประมาณ 1-2 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อรวมค่าขนส่งแล้ว

โดยคาดว่าประเทศไทยจะประหยัดต้นทุนได้กว่า 6,000 ล้านบาท จากการนำเข้าข้าวโพด 3 ล้านตัน และกว่า 3,000 ล้านบาท จากการนำเข้ากากถั่วเหลืองมูลค่าราว 48,000 ล้านบาท ถือว่าสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล

นอกจากนี้ ข้าวโพดและกากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯไม่มีการเผาป่า ซึ่งแตกต่างจากแหล่งนำเข้าเดิม เช่น เมียนมา และบราซิล ดังนั้นการนำเข้าจากสหรัฐฯจะช่วยให้ประเทศไทยได้แต้มคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมหาศาล

นายประสิทธิ์ กล่าวว่าจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ของไทย โดยเฉพาะไก่แปรรูป ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกโดยมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ถึง 1.5 แสนล้านบาทต่อปี และมีมาตรฐานคุณภาพระดับเดียวกับยุโรป

ทั้งนี้ข้อเสนอการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นข้อเสนอที่ทำให้สหรัฐฯพึงพอใจอย่างมาก และมีผลตอบรับที่ดีในการเจรจาภาษี เนื่องจากสหรัฐต้องการขายกากถั่วเหลืองที่เหลือจำนวนมาก เมื่อจีนยกเลิกการสั่งซื้อจากสหรัฐกว่า 22 ล้านตัน และหันไปซื้อจากบราซิลแทน

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยยังคงใช้มาตรการปกป้องเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไข คือ ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน จึงจะสามารถนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศได้ 1 ส่วน

นอกจากนี้เงื่อนไขดังกล่าวใช้ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของไทย ส่วนนอกฤดูกาลจะสามารถนำเข้าจากสหรัฐฯได้มากขึ้น

ส่วนข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่ไทยจะต้องมีการนำเข้าเนื้อสุกรเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมมีความกังวลอย่างมาก แม้ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน และเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 1% ของปริมาณสุกรทั้งหมด หรือประมาณ 10,000 ตัน

ขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายควบคุมและห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) มากว่า 30 ปี ส่วนสหรัฐฯ อนุญาตตามมาตรฐาน Codex ดังนั้นหากมีการอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสุกรที่อาจมีการใช้สารเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯมองว่าจะควบคุมยากและอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าการอนุญาตให้นำเข้าอย่างเป็นระบบ อาจเปิดช่องให้มีการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อนเพิ่มขึ้นอีก

ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุกรของไทยมีมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท ดังนั้นการนำเข้าจากต่างประเทศจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรรายย่อยและเสถียรภาพของอุตสาหกรรม

แม้แต่ CPFเองก็เลี้ยงสุกรผ่านเกษตรกรคู่สัญญาถึง 95% ซึ่งการควบคุมมาตรฐานจะทำได้ยากขึ้นหากมีสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา

นายประสิทธิ์กล่าวว่าปัจจุบัน CPFไม่มีฟาร์มหมูหรือไก่ในสหรัฐฯ หลังได้ขายฟาร์มปศุสัตว์ในสหรัฐฯออกไปแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน เนื่องจากคุณภาพไม่ดีและไม่คุ้มค่ากับการยกระดับ

สำหรับข้อตกลงเรื่องการค้ากับสหรัฐฯเรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิดมากเกินไปอาจส่งผลกระทบให้มีการเลิกผลิตในประเทศและอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...