คชาคราม | มี E-book + เปิดจองเล่ม
ข้อมูลเบื้องต้น
อ่านฟรีจบเรื่อง แต่มีเงื่อนไขอ่านฟรี : โดยส้มผักจะโพสต์ให้อ่านฟรีถึงบทสรุปเรื่อง โดยจะปลดล็อกให้อ่านฟรีอย่างน้อยวันละ 1 ตอนทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง สงวนสิทธิ์บทส่งท้าย + ตอนพิเศษ สำหรับคนที่ซื้อแบบติดเหรียญ e-book หรือหนังสือเล่มค่ะ
++
คชาคราม: นิยายพาฝันของผู้หญิงสามัญชนและผู้ชายที่ปรากฏตัวเหมือนคนธรรมดา…แต่มีเบื้องหลังเป็นคนที่โลกจับตามอง คนที่ไม่มีทางจะมองเห็นเธอ แต่เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ และบอกจะเปลี่ยนชีวิตเธอ
+++
คชาคราม | You're my blue sky
.
คชา ฟูจิวาระ ทายาทผู้สืบทอดอาณาจักรที่ทั้งโลกต้องก้มหัว
เขาเย็นชา แข็งแกร่ง และอันตรายเกินกว่าจะมีใครกล้าท้าทาย
.
ทว่าเมื่อได้พบ ขวัญชีวา หญิงสาวธรรมดาที่สิ้นหวังกับชีวิต
เขากลับเผยความอ่อนโยน และพร้อมปกป้องเธอด้วยหัวใจ
"ผู้หญิงคนนี้ของฉันใครแตะ ตาย"
.
อายันเด็กหญิงตัวน้อยผู้สดใสราวแสงตะวัน
คือสะพานเล็ก ๆ ที่เชื่อมหัวใจของเขาและเธอเข้าด้วยกัน
จนความโดดเดี่ยวค่อย ๆ กลายเป็นความอบอุ่นที่เรียกว่า ครอบครัว
.
และช้างแก้ว "คชาคราม" ของขวัญเล็ก ๆ
สัญลักษณ์ที่ยืนยันว่า ไม่ว่าฟ้าจะสูงเพียงใด
เขาจะทำให้ฟ้าครามนั้นเป็นของ…เธอ
.
- จักรวาลเดอะคิงส์คลับ แต่อ่านแยกได้
คุยท้ายตอน : การซื้อที่เด็กดีในช่วโปร จะแบ่งเป็นสองแบบนะคะ
สำหรับคนที่เคยซื้อรายตอนตั้งแต่ 5 ตอนขึ้นไปจะได้ส่วนลด 33% โดยกดรับคูปองค่ะ จะได้ในราคาราวๆ 214 บาท ส่วนคนปกติ ที่ยังไม่ได้อ่านรายตอนซื้อได้ในราคา 239.- ค่ะ ลด 28%
Dek-D : https://novel.dek-d.com/ebook/36139/
+++
Meb: https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMjAzODkxMyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM5NTk3NiI7fQ
https://novel.dek-d.com/ebook/36139/
++++
บทนำ
อ่านฟรีจบเรื่อง แต่มีเงื่อนไขอ่านฟรี : โดยส้มผักจะโพสต์ให้อ่านฟรีถึงบทสรุปเรื่อง โดยจะปลดล็อกให้อ่านฟรีอย่างน้อยวันละ 1 ตอนทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง สงวนสิทธิ์บทส่งท้าย + ตอนพิเศษ สำหรับคนที่ซื้อแบบติดเหรียญ e-book หรือหนังสือเล่มค่ะ
บทนำ: คชาคราม
…16 ปีก่อน…
เสียงอึกทึกของห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ปะปนกับกลิ่นป๊อปคอร์น ลอยคลุ้งขึ้นมาตามบันไดเลื่อน ผู้คนเดินขวักไขว่ เด็กๆ วิ่งเล่นผ่านบูธโปรโมชั่น ลดราคา ของเล่น ของกิน…ราวกับโลกวันนี้มีแต่ความสดใส
ท่ามกลางฝูงชนวุ่นวาย มีมือเล็กๆ มือหนึ่ง กำลังจูงมือผู้หญิงในชุดยูนิฟอร์มพนักงานขายเครื่องสำอาง เดินช้าๆ ไปตามทาง
เด็กหญิงในชุดกระโปรงลายดอกกุหลาบสีจางๆ ผมเปียสองข้างมัดด้วยโบว์หลุดๆ รองเท้าผ้าใบเก่าแต่สะอาด หน้าตาใสซื่อไร้พิษภัย ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ขวัญชีวา…เด็กหญิงอายุสี่ขวบ ผู้มากับแม่ในวันที่ไม่มีคนเลี้ยงอยู่บ้าน
“แม่จ๋า ขวัญอยากไปดูตรงนั้น” เสียงเล็กๆ เจื้อยแจ้ว พร้อมนิ้วที่ชี้ไปยังร้านโชว์ของแต่งบ้านที่ตกแต่งด้วยแสงไฟระยิบระยับ เธอตรงไปที่โซนร้านจิวเวลรี่ ตามประสาเด็กหญิงที่ชอบของสวยงาม
แม่เธอหันมามอง ยิ้มจางๆ “เร็วๆ นะลูก เดี๋ยวแม่ต้องเข้างานแล้ว”
ขวัญชีวาพยักหน้าหงึกๆ แล้วดึงมือแม่เบาๆ ก้าวเท้าเล็กๆ เดินนำไปจนถึงหน้าร้าน ก่อนจะหยุดยืนนิ่ง
ภายในตู้กระจกโชว์อยู่ใกล้สุดสายตา คือช้างแก้วสีฟ้าอมครามตัวจิ๋ว รูปร่างกลมมนพอเหมาะ หูสองข้างฝังเพชรเล็กๆ แก้มตุ่ยนิดๆ ราวกับกำลังยิ้มอยู่เงียบๆ อย่างรู้ใจ
แสงไฟในตู้สะท้อนกับผิวแก้วใสจนเกิดประกายวิบวับ ราวกับมันกำลังเปล่งแสง…เฉพาะให้เธอ
ขวัญชีวาโน้มหน้าลงเล็กน้อย ปลายจมูกเกือบแตะกระจก ตาโตคู่นั้นมองเขม็งเหมือนหลงมนตร์สะกด
“แม่จ๋า…ช้างน่ารักจังเลย” เสียงของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงแอร์ที่พัดเอื่อยๆ
แม่ชะโงกหน้าไปมองตามสายตาลูก “สวยจริงๆ ด้วย”
“ขวัญอยากได้…” เด็กน้อยกระซิบออกมาเหมือนกลัวว่าความอยากจะทำให้แม่ลำบากใจ มือเล็กๆ วางแปะลงบนตู้กระจกเบาๆ “อยากได้มากๆ เลยค่ะแม่…”
แม่เธอไม่ได้ตอบทันที เธอแค่มองลูกสาว แล้วโน้มตัวลง ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยไรผมออกจากหน้าผากที่ขึ้นเหงื่อบางๆ “แต่ตอนนี้…แม่ยังไม่มีเงินพอจะซื้อของแพงขนาดนี้ให้หนูนะลูก”
ขวัญชีวากะพริบตาปริบๆ เหมือนกำลังคิดตาม แล้วก็พยักหน้าช้าๆ
“ค่ะ” น้ำเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นเกินวัย เธอไม่งอแง ไม่ถามซ้ำ ไม่อ้อนขอเหมือนเด็กทั่วๆ ไป
เธอแค่ยืนมอง…เงียบๆ นิ่งนาน เหมือนแค่อยากจดจำมันไว้ในตาให้ได้นานที่สุด
แม่เธอถอนใจเบาๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อลูก “เดี๋ยวแม่พาไปหาข้าวกินนะลูก”
ขวัญชีวายิ้มให้แม่ทันที พยักหน้าแรงๆ แม้ตายังไม่ละจากช้างแก้วในตู้
เธอไม่พูดออกมา…แต่ในใจยังวูบวาบด้วยความอยากได้ เพียงแค่ไม่กล้าให้แม่รู้เท่านั้น
กระดิ่งเหนือประตูร้านดังขึ้นเบาๆ เด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามา อายุราวสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทว่าเครื่องแต่งกายกลับเรียบร้อยเกินวัย เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน กางเกงสแลคเข้ารูป รองเท้าหนังขัดมันทุกมุมอย่างประณีต ท่วงท่าการก้าวเดินสงบมั่นคง ดวงตานิ่งเฉยแต่มุ่งมั่นราวผู้ใหญ่คนหนึ่ง แม้ไม่เอ่ยถ้อยคำใด แต่พนักงานในร้านต่างหันมาทักทายเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพและท่าทีให้เกียรติอย่างคุ้นเคย
ด้านนอกกระจกหน้าร้าน ชายชุดดำร่างยักษ์สองคนยืนอยู่ตรงข้างประตู ท่าทางเคร่งขรึมเหมือนรูปสลักในบทละครอาชญากรรม แต่ทุกอิริยาบถกลับแฝงความระแวดระวัง เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่คือบอดีการ์ดอาชีพที่คอยติดตามเด็กชายอย่างห่างๆ ใกล้พอจะเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็น แต่ไกลพอจะไม่บดบังความเป็นธรรมชาติของการเลือกซื้อของ
ทว่าใครก็ตามที่ได้เห็นฉากนี้ ต่างก็รู้ได้ทันที…เขาไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไป และเขาไม่มองใคร แต่สายตากลับไปหยุดอยู่ที่…เด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังยืนมองช้างแก้ว พร้อมน้ำตาคลอเบ้าที่เธอพยายามไม่ให้ไหล…
แต่แล้วมันก็ไหล เพราะพนักงานคนหนึ่ง กำลังหยิบช้างตัวนั้นออกจากตู้เพื่อส่งให้ลูกค้าคนอื่น
เสียงสะอื้นเงียบๆ ดังขึ้น ขวัญชีวาเบือนหน้า หยดน้ำตาหยดแรกไหลลงมาช้าๆ เธอก้มหน้า ไม่พูด ไม่โวยวาย แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด เพราะมัน…กำลังจะหายไปจากสายตาเธอจริงๆ
เด็กชายหันไปพูดกับลูกค้าที่ซื้อช้างนั้น น้ำเสียงของเขาเรียบ นิ่ง และสุภาพ
“ขออนุญาตครับ ผมอยากแลกช้างตัวนั้นกับเข็มกลัดกล่องนี้จะได้มั้ยครับ” เขายื่นกล่องกำมะหยี่สีกรมเข้มหรูหราให้ลูกค้าดู แม้เป็นเพียงเด็ก แต่เขากลับเต็มไปด้วยความมั่นใจและบางสิ่ง…ที่ทำให้ใครๆ ไม่กล้าขัด
ลูกค้าหญิงทำหน้าฉงน แต่พอมองเข็มกลัดแวบเดียวก็รู้ว่า…มันมีมูลค่าสูงกว่า
“ผมจะจ่ายทั้งช้างตัวนี้…และเข็มกลัดเพชรนี้”
พนักงานพยักหน้าเงียบๆ ด้วยท่าทางที่เหมือนรู้จักเขาดี
และเมื่อเขายื่นบัตรเครดิตสีดำเงาวับออกมา…ทุกอย่างก็ไม่มีคำถาม
เด็กชายกลับออกมาจากร้านพร้อมช้างแก้วในมือ เดินตรงไปหาขวัญชีวา เด็กหญิงที่กำลังเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อตัวเองเงียบๆ แม่ของเธอขยับเข้ามาใกล้ทันที ด้วยสัญชาตญาณปกป้อง แต่เด็กชายแค่ย่อตัวลง ยื่นช้างให้ในระดับสายตาเธอ
“ช้างตัวนี้ชื่อ…คชาคราม” เสียงเขานุ่มลึก และจริงใจอย่างประหลาด
ขวัญชีวาเงยหน้ามองเขาช้าๆ น้ำตายังค้างอยู่บนแก้ม แต่ริมฝีปากขยับทวนเสียงเบาๆ
“คะ…คะ-ชา-คราม?”
“มันเคยเป็นของพี่” เขายิ้มบางๆ “แต่ตอนนี้…มันควรเป็นของน้อง รับไปสิครับ”
“ให้ขวัญ?” เด็กหญิงรับช้างแก้วด้วยมือสองข้างเมื่อเขาพยักหน้าให้ เธอทำอย่างเบามาก…เหมือนกลัวมันแตก จ้องมันตาไม่กะพริบ แล้วเงยหน้าขึ้น “ขวัญ…จะดูแลมันดีๆ ค่ะ…ขอบคุณค่ะ พี่ใจดีจังเลย”
คำพูดซื่อๆ ที่มีพลังทำลายความเย็นชาของโลกได้ในชั่วพริบตา
เด็กชายยิ้ม…รอยยิ้มที่อ่อนโยนและดูเหมือนจะจดจำเธอได้ทั้งชีวิต
ก่อนที่แม่ของขวัญชีวาจะได้พูดอะไร เขาหยิบนามบัตรใบหนึ่งจากกระเป๋า ยื่นให้ พร้อมคำพูดสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความจริงจัง เกินวัย
“ถ้าเดือดร้อน…ไปที่นี่พร้อมนามบัตรนี้ แล้วบอกว่ามาขอพบ ฟูจิวาระ รุย”
แม่ขวัญทำหน้างุนงง แต่มารยาทดีพอจะพยักหน้ารับ
เด็กชายไม่พูดอะไรอีก แค่เดินจากไปพร้อมบอดีการ์ดที่ติดตาม
เสียงรองเท้าหนังแตะพื้นหินอ่อนเบาๆ ห่างออกไปทีละก้าว…
ขวัญชีวายังยืนนิ่ง จ้องช้างแก้วในมือ
แสงไฟสะท้อนบนผิวมันวิบวับระยับ เย็น เบา…
และเหมือนมันกำลังยิ้มอยู่จริง ๆ
หลายปีผ่านไป เด็กหญิงลืมหน้าพี่ชายใจดี
ลืมชื่อของเขา ลืมแม้กระทั่งคำพูดของเขาในวันนั้น
แต่ช้างแก้วตัวนั้น…เธอไม่เคยลืมเลยที่จะให้ความสำคัญกับ…มัน
++
คุยท้ายตอน : นิยายเรื่องใหม่ของส้มผัก ฝากติดตามด้วยนะคะ ชอบไม่ชอบฝากคอมเมนต์แนะนำส้มผักด้วยนะคะ ไว้ส้มผักจะทยอยลงให้อ่านกันค่ะ เป็นแนวโรแมนติก พาฝัน เรื่องนี้จะเล่าเรื่องเน้นเส้นความรักนะคะ ก็จะมีเด็กมาเป็นสีสันของเรื่อง ส่วนจะเป็นเด็กแบบไหน ไว้มารออ่านนะคะ ฝากเก็บเข้าชั้น ขอหัวใจ ให้ส้มผักด้วยนะ เจอกันตอนหน้าค่ะ
cr. อิมเมจตัวละครเกิดจากการเจนเอไอค่ะ
บทที่ 1 (1)
+++
ยามบ่ายวันนั้น…แดดร้อนจัดเสียจนแม้แต่ผิวถนนยังแผ่ไอร้อนระอุจนแลดูบิดเบี้ยว ลมกรรโชกแรงจนเกือบพัดสายสิญจน์หลุดจากมือพระ ควันไฟจากเมรุลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า เส้นตรงสีเทาที่เหมือนจะเชื่อมโลกนี้กับฟากฟ้าไกล ครั้งหนึ่งขวัญชีวาเคยยืนส่งแม่ตรงนี้ แต่กลับไม่รู้สึกเดียวดายเท่าวันนี้
ภายในเปลวเพลิงนั้น คือย่าของเธอ ผู้หญิงคนสุดท้ายบนโลกที่อยู่เคียงข้างเธอหลังจากแม่ตาย
พิธีกรรมสิ้นสุดลง เสียงสวดมนต์เงียบงัน เหลือเพียงความเงียบ และความว่างเปล่าที่รุมเร้าหัวใจ
ญาติพี่น้องทยอยกันกลับไป ใครบางคนหิ้วกระเป๋าอย่างรีบเร่ง อีกคนกดโทรศัพท์หารถกลับบ้าน บางคนยิ้ม บางคนหัวเราะเบาๆ เหมือนเพิ่งพ้นภาระ…ราวกับไม่มีใครเสียอะไรเลยในวันนี้
ไม่มีใครหันมามองเธอ แม้แต่พ่อ ผู้ชายที่เธอเคยเฝ้ารอทั้งชีวิตให้หันมามองด้วยสายตาอ่อนโยนสักครั้งแต่สิ่งที่เธอได้รับ คือแววตาเย็นชา และความแข็งกระด้างที่ฝังอยู่ในหัวใจ
“เพราะแกนั่นแหละ ที่ทำให้แม่ฉันตาย! ฉันจะเอาแกติดคุกให้ได้!”
เสียงของอาผู้หญิงก้องในหัว พร้อมกับแรงตบที่ฟาดลงบนใบหน้าจนหน้าหัน เธอไม่ได้ยอม ตบสวนไปตามสัญชาตญาณ แต่กลับเป็นเหตุให้ถูกพ่อกระชากร่างจนตัวลอย และผลักจนล้ม
“กล้าดียังไงมาทำอย่างนี้กับน้องฉัน…กราบขอโทษอาเดี๋ยวนี้!”
“แต่อาทำขวัญก่อนนะคะพ่อ”
“ก็แกควรโดน! กราบ!”
คำสั่งเฉียบขาดดังก้อง ขวัญชีวานิ่งงัน น้ำตารื้นอยู่ในดวงตา เธอไม่อยากก้ม…ไม่อยากกราบใครที่ทำร้ายเธอ แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องบานปลาย
เธอก้มลง กราบเท้าอาหญิงที่ยืนยิ้มเหยียด ก่อนจะถูกเหยียบมือเข้าอย่างจงใจ…แรงพอให้เจ็บ
พ่อเธอเห็น…แต่เบือนหน้าหนี เดินตรงไปยังรถที่มีภรรยาใหม่ และลูกติดของเธอนั่งรออยู่ในเบาะหลัง
ขวัญชีวารีบตาม หวังจะได้กลับบ้านด้วย…บ้านที่เธอเคยอยู่
“จะขึ้นรถฉัน?” พ่อกระชากเสียง “ยังจะหน้าด้านอีกเหรอ…บ้านฉันไม่ต้อนรับแก!!”
“ขวัญไม่มีที่ไปนะคะพ่อ ถ้าไม่ให้กลับบ้าน…ขวัญจะไปอยู่ที่ไหน”
“ปัญหาของแก ไม่ใช่ฉัน!”
คำว่า "บ้าน" ที่เคยหมายถึงที่พักใจ…ในตอนนี้ ไม่มีความหมายเหลืออยู่อีกเลย
ย่าตาย…บ้านไม่มี…โทรศัพท์ก็ขาย
แม้กระทั่ง สร้อยเส้นนั้น…ที่เธอคิดว่าเป็นของดูต่างหน้าแม่…เธอก็ต้องขายมัน เพื่อแลกกับโอกาสสุดท้ายในการยื้อชีวิตย่า
ขวัญชีวาเดินไปตามถนนสายที่ไร้จุดหมาย แม้จะถูกสั่งห้ามกลับบ้าน แต่เท้ากลับพาเธอมาอยู่ที่สะพานหน้าปากซอย…สถานที่ที่เงียบราวถูกตัดขาดจากโลก
ลมแรงพัดเส้นผมปลิวพันใบหน้า เสื้อผ้าถูกแหวกกระเพื่อมเหมือนคนไร้ที่ยึดเหนี่ยว เสียงเครื่องยนต์จากถนนใหญ่ไกลออกไปทุกที ความมืดเริ่มกลืนกินแสงสุดท้ายของวัน
เธอยืนอยู่ตรงขอบสะพาน มองผืนน้ำเบื้องล่าง…นิ่งสนิทและเยือกเย็นจนน่ากลัว
เหมือนชีวิตของเธอในตอนนี้…หยุดนิ่ง ไร้ชีวิต
ขวัญชีวาไม่ได้ อยากตาย เธอแค่…ไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร
ไม่มีใคร ไม่มีเหตุผล ไม่มีแม้แต่อ้อมแขนให้กลับไปหา
เธอก้าวไปอีกหนึ่งก้าว มือที่กำกระเป๋าไหมพรมแน่น ค่อยๆ คลาย เสียงที่เปล่งออกมาเบา…แต่ชัดเจน
“ย่าจ๋า…ขวัญคิดถึงย่า…ขวัญจะไปอยู่กับย่านะ มารับขวัญด้วยนะจ๊ะ…”
แล้วร่างเล็กก็เอนลง ปล่อยตัวเองสู่ความมืดของสายน้ำเงียบงัน เหมือนไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครจะจำ
แต่วินาทีถัดมา โลกไม่ยอมให้เธอจากไปง่ายๆ
ในความเย็นเยียบของสายน้ำ มือหนึ่งคว้าเธอไว้แน่น
แขนแข็งแรง แรงดึงมั่นคง แรงกอดที่แนบแน่น…และอบอุ่นกว่าสิ่งใดที่เธอเคยรู้จัก
“ทำไมทำอย่างนี้!”
เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยอารมณ์อัดแน่นจนสะท้อนเข้ามาในหัวใจที่ใกล้ดับของเธอ
เธอไม่เห็นหน้าเขาชัด มีเพียงเงาในความมืดและ…บางสิ่งที่สว่างวาบตรงหน้า
จี้แก้วรูปช้างสีครามใส หูฝังเพชรสีฟ้า ขาเล็กๆ เหมือนกำลังก้าวและแก้มกลมมนที่ดูเหมือนกำลังยิ้มอยู่เงียบๆ
หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น ทั้งที่แทบไม่มีแรงหายใจ มันคือจี้ของเธอ จี้…ที่เธอต้องขายไปเพื่อรักษาย่า
เธอคิดว่าสูญเสียมันไปแล้ว ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก แต่เวลานี้ที่เธอสิ้นหวังกับโลกใบนี้ ช้างแก้วที่สำคัญกลับมาอยู่ตรงหน้า ในคอของคนที่พยายามจะดึงเธอขึ้นจากน้ำ
เธอนิ่งงัน สับสน แต่ก็รู้แน่ชัด…ว่านี่คือ “คชาคราม” ที่เคยเป็นของเธอ
เสียงของแม่ลอยมาอีกครั้ง เบาเหมือนลมหายใจสุดท้ายในความทรงจำ
‘ขายไม่ได้ลูก…จี้นี้สำคัญกว่าราคาที่ร้านไหนจะให้หนูนะ ถ้าวันไหนหนูลำบาก…ให้เอาไปที่ เดอะคิงส์คลับ…ก็ชื่อในนามบัตรนี่ไงจ๊ะ แม่ไปหาข้อมูลที่นี่มาแล้วนะ ถ้าเราเดือดร้อนที่นี่จะช่วยเราได้…ทุกอย่างเลย’
เธอพยายามคิดตาม ‘ถ้าหนูหิว ก็เอาไปที่นี่ ก็จะขอข้าวกินได้เหรอคะ’
‘ได้สิจ๊ะ เดอะคิงส์คลับจะหาข้าวให้หนูกินไปได้ตลอดชีวิตเลย…เพราะงั้นรักษาไว้ให้ดีนะจ๊ะ’
‘ค่ะ หนูจะเก็บไว้ เพื่อใช้แลกข้าวกินตลอดชีวิตเลยค่ะ มีค่ามากๆ’
เธอไม่เคยรู้ว่า “เดอะคิงส์คลับ” คืออะไร
ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน หรือสำคัญแค่ไหนกับชีวิตเธอ…
และคงไม่ได้รู้ตลอดไป เพราะเธอกำลังจะไปอยู่กับย่าและแม่…
แต่เหมือนจะมีคนที่ยังไม่ยอมปล่อยเธอ เขาก้มลง เปิดทางเดินหายใจ แหงนหน้า ยกคาง กดหน้าอกสลับกับเป่าปาก มือเปียกน้ำ แต่มั่นคงและแน่วแน่
“หายใจสิ…อย่าตายนะ”
ลมหายใจเธอกระตุก เปลือกตาขยับ เธอหายใจ และลืมตาขึ้น…
เพื่อสบตาใครคนหนึ่ง…ดวงตาที่เธอเหมือนเคยเห็นมาก่อน แต่กลับนึกไม่ออก เขานิ่งไปชั่วขณะ แววตาไม่ได้โล่งใจ…แต่เต็มไปด้วยบางอย่างลึกล้ำ เหมือนเขา “รู้จักเธอ” มากกว่าที่ควรจะเป็น
ก่อนเธอจะทันได้พูดอะไร เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาก็ขัดจังหวะ
“ผมเรียกรถพยาบาลแล้วครับ นายน้อย! แต่ถ้ากลัวช้า ผมเอารถมาจอดเทียบบนสะพานแล้วครับ!”
นายน้อย?
คำคำนั้นเหมือนสะกิดบางอย่างในใจ ขวัญชีวายังมึนงง แต่ไม่วายเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง เขาเบือนหน้าในวินาทีนั้น มือยกขึ้นเป็นเชิงห้าม ลูกน้องเงียบสนิททันที เธอไม่เข้าใจ…แต่เธอรู้ว่าเขา ไม่ใช่คนธรรมดา
เธอพยายามจะลุก น้ำตาไหลเพราะเจ็บ…แต่ไม่ใช่เจ็บตัว
“ถ้าจะช่วย…ก็ปล่อยให้ขวัญตายเถอะ…ไม่เหลือใครแล้ว…ไม่มีใครต้องการขวัญอีกแล้ว”
“มีสิ…” เสียงเขาสั้น เบา…แต่มั่นคง
“ใคร? ยังจะมีใครต้องการตัวซวยอย่างขวัญอีก…ไม่มีหรอกคนแบบนั้นในโลกนี้”
เขาไม่ตอบ แค่ช้อนเธอขึ้น กอดไว้ในอ้อมแขน อย่างแนบแน่น แน่นพอจะสั่นสะเทือนหัวใจเธอ แววตาเขาไม่ได้เรียบเฉยอีกต่อไป แต่วูบไหวกับคำพูดอย่างสิ้นหวังของเธอ เหมือนกับว่าเขารับรู้ความเจ็บปวดของเธอได้ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็นแค่คนแปลกหน้า
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่มีจริงและมันทำให้เจ็บยิ่งกว่าการหายใจเอาเปลวไฟเข้าไปในปอด แต่น่าแปลกที่ค่ำคืนนี้ที่โลกทั้งใบเหมือนยอมทอดทิ้งเธอกลับมีแค่เขา…คนแปลกหน้าพร้อมจี้ช้างแก้วตัวน้อยอุ้มเธอไว้แนบอก
ทั้งที่ขวัญชีวันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขามาจากไหน
ไม่รู้แม้แต่…ทำไมเขาถึงมีจี้ของเธอ แต่จากวินาทีนี้เป็นต้นไป
ชีวิตของเธอ…จะไม่มีวันเหมือนเดิม…อีกแล้ว
คุยท้ายตอน : เป็นไงบ้างคะ พอจะรู้โทนเรื่องรึยัง วันนี้ส้มผักมาลงเพิ่มให้อีกตอน คิดถึงคนอ่านหนักมากๆ เลยค่ะ ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ
บทที่ 1 (2)
++++
ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง…
ร่างบอบบางค่อยๆ จมหายลงในสายน้ำสีดำสนิท โลกทั้งใบเหมือนถูกหรี่สวิตช์จนเสียงทุกอย่างกลายเป็นเพียงเสียงฮัมทึบๆ กดทับอยู่ข้างหู เส้นผมของเธอลอยคลี่เหมือนสาหร่าย ล้อมกรอบใบหน้าซีดขาวที่ลืมตาค้าง เงาสะท้อนของผิวน้ำด้านบนสั่นไหวอยู่ไกลลิบ รางเลือนราวแผ่นฟ้าบางๆ ที่ไม่มีประตูให้เธอกลับไปไปอีก
น้ำเย็นจัดบีบรัดตัวเธอแน่นราวอ้อมแขนของใครบางคน…
ไม่ใช่ย่า…ไม่ใช่แม่…แต่เป็นความตาย!
ขวัญชีวาพยายามดิ้น ออกคำสั่งแขนขาให้ขยับ แต่ร่างกายกลับเชื่องช้าจนเหมือนเป็นของคนอื่น ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหลุดออกพร้อมฟองอากาศที่แตกพร่าขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะละลายหายไปในความมืด
หัวใจของเธอเต้น ตุ้บ…ตุ้บ…ช้าลง เบาลง กลไกชีวิตอ่อนแรงลงทีละนิด เหลือเพียงช่องว่างใหญ่น่าสะพรึงที่แผ่ขยายกลางอก พาเธอร่วงหล่นลึกลงไป…ลึกลงไป…ในบ่อดำของความสิ้นหวัง
ความคิดสุดท้ายผุดขึ้นอย่างแผ่วเบา…เชื่องช้า…เหมือนตัวอักษรที่ลอยอยู่ในน้ำ
‘แม่…ย่า…ขวัญกำลังจะไปหานะคะ…จะได้เจอกันแล้วนะ’
แล้วจู่ๆ เงาเข้มเส้นหนึ่งก็พุ่งลงจากผิวน้ำอย่างเฉียบคม เสียงน้ำแตกฮวบเป็นรอยแยกสั่นสะเทือนถึงส่วนลึกของความรู้สึก อ้อมแขนแข็งแรงสอดรัดที่เอว เธอถูกดึงเข้าหาความอุ่นที่แล่นกรีดทะลุเย็นเยียบ หน้าอกกว้างแนบกับแผ่นหลัง แรงเต้นหัวใจของอีกคนกระทบหลังของเธอ…มันแรงพอให้หัวใจเธอจำจังหวะนั้นขึ้นมาใหม่
เสียงทุ้มต่ำดังชิดหู สั่นน้อยๆ แต่หนักแน่นเหมือนคำสั่งที่อ่อนโยนที่สุด
‘อย่าตายนะ…ขอร้อง…ตายแบบนี้ไม่ได้นะ…’
แสงไฟเพดานของโรงพยาบาลขาวจ้าแต่พร่ามัวในสายตา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ เป็นสิ่งแรกที่ลอดเข้าจมูก ตามด้วยเสียง ติ๊ด…ติ๊ด…ของเครื่องวัดชีพจรที่คลอไปกับความเงียบ น้ำเกลือเย็นไหลเข้าสู่เส้นเลือด ผืนผ้าห่มสะอาดคลุมตัวเธอไว้ น้ำหนักเบานั้นทำให้เธอรู้สึกตัวว่าไม่ใช่ความฝัน…ใช่…เธอไม่ได้อยู่บนสะพานแล้ว
เธอยังไม่ลืมตา แต่ได้ยินลมหายใจอีกคนใกล้มาก ใกล้จนเหมือนนั่งอยู่ตรงข้างหู ความรู้สึกว่ากำลังถูกมองดูค่อยๆ อบอุ่นขึ้นในอกที่เพิ่งรอดจากความหนาวยะเยือก เธอขยับปลายนิ้ว ลองขยับริมฝีปากแห้งผาก ทว่าเสียงไม่ยอมออกมา
เงาใครคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตียง ครึ่งใบหน้าซ่อนในเงามืด อีกครึ่งรับแสงนวลจากไฟหัวเตียงพอให้เห็นเส้นกรามและสันจมูกสงบแน่วแน่ ดวงตาคู่นั้นนิ่ง ลึก เหมือนทะเลในคืนเดือนมืด…นิ่งพอจะดูเหมือนสงบ แต่ถ้าเพ่งนานพอ จะเห็นคลื่นกระเพื่อมบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้นั้น
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย เหมือนจะปลอบ…หรือจะสั่ง…และเสียงทุ้มลึกก็หล่นลงมาเบาๆ
“ไม่ต้องพูด…เธอปลอดภัยแล้ว…ที่นี่คือโรงพยาบาล”
ขวัญชีวาหลับตาลงราวกับร่างกายยังต้องการพัก แต่หัวใจกลับตื่น เธอถามตัวเองอย่างไม่มีเสียง…
เขาเป็นใคร ทำไมถึงอยู่ตรงนั้นในวินาทีที่เธอกำลังจะตาย
ทำไมเขาถึงมีจี้ช้างแก้วของเธอ
และทำไมกัน…เสียงของเขาถึงคุ้นในหัวใจ…คุ้นอย่างประหลาด
แต่ความคุ้นเคยนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยพอที่จะ…หลับต่อ
นอกห้องฉุกเฉิน ผนังสีอ่อนเย็นเยียบ ลูกน้องคนสนิทของเขายืนรออยู่เงียบๆ ชายหนุ่มเจ้าของแววตานิ่งขรึมยืนพิงผนัง เสื้อเชิ้ตสีอ่อนยังเปียกชื้นเป็นปื้นจากสายน้ำ เส้นผมที่เคยเนี้ยบในตอนเช้าหลุดลุ่ยเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรพราก “ความสงบเรียบ” ที่ห่อหุ้มเขาได้
มือข้างหนึ่งกำจี้ช้างแก้วที่ห้อยคอไว้แน่น ตัวเล็กใสเย็นติดนิ้ว มันไม่ใช่ตัวเดียวกับที่เขาเคยมอบให้เด็กผู้หญิงคนนั้นเมื่อหลายปีก่อน แต่เป็นตัวที่ทำขึ้นใหม่สำหรับตัวเอง ตั้งแต่วันที่ยกช้างแก้วตัวหนึ่งให้คนแปลกหน้าตัวเล็กๆ โดยไม่รู้เหตุผล
บางทีอาจเพราะเธอร้องไห้เงียบๆ บางทีเพราะเธออยากได้แต่ไม่ยอมทำให้แม่ลำบาก บางทีเพราะความน่ารักน่าสงสาร หรือบางที…เพราะเขา “มองเห็น” สิ่งที่คนอื่นไม่เห็น สิ่งที่เรียกว่าถูกชะตาและพรหมลิขิต
“นายน้อยครับ” เสียงของลูกน้องดังขึ้นอย่างลังเล “เราควรกลับได้แล้วนะครับ พรุ่งนี้เช้านายน้อยต้องบินไปญี่ปุ่น นายใหญ่กำชับว่าขาดนายน้อยไม่ได้ครับ”
คชานิ่งไปครู่หนึ่ง สายตายังมองผ่านกระจกใสไปยังเตียงที่รายล้อมด้วยแสงขาว
“ยัง” เขาตอบเบาๆ “ฉันจะอยู่ตรงนี้…อีกหน่อย แกเตรียมทุกอย่างแล้วไม่ใช่เหรอ แค่ฉันไปถึงสนามบินให้ทันก็พอ ฉันยังไม่อยากทิ้งเธอไปแบบนี้ ถ้าเธอตื่นมาแล้วไม่เจอใครเลย…คงน่าสงสาร”
ลูกน้องชะงัก เลื่อนสายตากลับมาเหมือนอยากถามย้ำ
“เธอพิเศษ…กว่าผู้หญิงคนอื่นสินะ อยากเล่าให้ผมฟังมั้ยครับ”
คชาเหลือบตามองแผ่วๆ คนถามก้มศีรษะลงทันทีเหมือนรู้ตัวว่าล้ำเส้น แม้ไม่ได้บอกว่ายกโทษให้ แต่อาการเงียบไป ก็บ่งบอกว่าให้อภัย และแววตายังเจือเศร้าอย่างประหลาดเหมือนคนเพิ่งเจอคืนฝนกระหน่ำที่ไม่ทันตั้งตัว
“ไว้จะเล่า แต่ยังไม่ใช่วันนี้” เขาพูดแล้วหยิบโทรศัพท์ส่งไฟล์รูปบัตรประชาชนของขวัญชีวาให้ “สืบข้อมูลของเธอให้หน่อย เอาให้ละเอียดที่สุด เร็วที่สุด”
“ครับ…น.ส.ขวัญชีวา อุดมเดช” อีกฝ่ายตอบรับทันที ก่อนผละตัวออกไป
คชาจึงกลับเข้าไปในห้องเงียบๆ เขายืนข้างเตียง ขยับผ้าห่มให้คลุมไหล่เธอดีขึ้น ปลายนิ้วแตะหน้าผากเบาๆ จนรู้สึกถึงไออุ่นที่กำลังค่อยๆ กลับมา เขาใช้นิ้วไล่ไรผมที่เปียกชื้นออกจากแก้มซีด ลมหายใจเขาขยับช้า เห็นรอยช้ำที่ข้างแก้มเธอ เห็นเส้นเลือดฝอยในตาแตกจากแรงสะเทือน…หลักฐานของวันที่หนักเกินควรสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบางจนเรียกว่าผอมไป
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอ…ทำไมถึงคิดอะไรโง่ ๆ กัน” เสียงนั้นเบามาก คล้ายลมหายใจที่ผุดจากก้นบึ้งของความทรงจำ เหมือนเขากำลังพูดกับตัวเอง มากกว่าจะพูดกับใคร
คืนนั้น ไม่มีใครรู้ชื่อของใคร เขาไม่เอ่ยชื่อของตนเอง และเธอก็ไม่มีโอกาสจะได้ถาม
ทว่าระหว่างหัวใจทั้งสอง กำลังมีบางสิ่งค่อยๆ ก่อตัวช้าอย่าง ทว่าแน่วแน่ เหมือนด้ายเส้นบางที่เคยผูกไว้ตั้งแต่วัยเยาว์กำลังถูกดึงกลับมา ณ วินาทีที่เธอเกือบทอดทิ้งชีวิตของตัวเอง เขาคือแรงเดียวที่พาเธอทะลุความมืดขึ้นสู่ผิวน้ำ
ครั้งนี้ เขาจะไม่เพียงฝากช้างแก้วไว้ให้เธอเหมือนเมื่อก่อน เขาจะยืนข้างเตียงนี้ เฝ้าดูเธอ เฝ้าจังหวะชีพจรเล็ก ๆ ตรงปลายข้อมือ และจากนี้ไป ไม่ว่าฟ้าของเธอจะมืดหม่นเพียงใด เขาจะเป็นคนทำให้เธอ “ปลอดภัย” เสมอ
“คะ…ชา…คราม” ขวัญชีวาเพ้อแผ่ว ๆ ริมฝีปากแห้งขยับเหมือนตามหาคำคุ้นในหัวใจ ความสงสัยเรื่องจี้ช้างแก้วที่ห้อยอยู่บนอกของผู้ชายคนนั้นพาเสียงเธอลอดออกมา “ใช่…คชาคราม…ใช่มั้ย”
คชาขยับนิ่วหน้า เงี่ยหูรอฟัง แต่คนบนเตียงก็เงียบ และหลับลึกกลับไป เขาก้มลงมองเธอชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมแตะแผ่ฝ่ามือเบาๆ เหนือปลายข้อมือ รับรู้จังหวะชีพจรที่ยังสม่ำเสมอ แล้วกระซิบให้ความเงียบฟัง
“ใช่…นี่คือคชาคราม” เสียงของเขาแผ่วอ่อนจนแทบกลายเป็นลมหายใจ “แต่ไม่ใช่ตัวที่พี่ให้เธอ…เธอเคยบอกว่าจะเก็บไว้ให้ดี ยังอยู่ใช่มั้ย…ช้างแก้วคชาครามที่พี่ฝากไว้กับเธอ”
ปลายนิ้วเขาแนบลงกับจี้เล็กในฝ่ามือ อีกตัวหนึ่งที่ทำขึ้นแทนของจริง ขณะสายตายังคงเฝ้ามองใบหน้าที่หลับใหลบนหมอนขาวสะอาด ในห้องที่มีเพียงเสียงติ๊ด…ติ๊ด…ของเครื่องวัดชีพจร คำสาบานเงียบงันกำลังก่อตัวขึ้นระหว่างสองคน และนับจากคืนนี้ไป เธอจะมีคำว่า “ปลอดภัย” คอยยืนเคียงอยู่เสมอ…และตลอดไป
+++
คุยท้ายตอน : ขอบคุณสำหรับกำลังใจและการต้อนรับอย่างอบอุ่นนะคะ ดีใจมากๆ ส้มผักเอาตอนใหม่มาส่งแล้วจะรีบออกไปข้างนอก อ่านให้สนุกนะคะ ฝากแนะนำด้วยนะ ชอบไม่ชอบ อ่านเข้าใจไม่เข้าใจบอกส้มผักหน่อยนะคะ อยากรู้ว่าคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอะไรได้บ้าง ถ้าขาดเหลือส้มผักจะได้เอาไปปรับปรุงค่ะ ขอบคุณเจอกันตอนหน้าค่ะ