โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรมาจารย์ลิเกชื่อดัง หอมหวล นาคศิริ ที่จอมพล ป. ชวนไปเล่นการเมือง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 เม.ย. 2566 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. 2566 เวลา 18.53 น.
หอมหวล นาคศิริ ขณะแสดงเป็นขุนช้าง (ภาพจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชเพลิงศพ พระอธิการหอมหวล คนฺธสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าเรไร ณ เมรุวัดเวตวันธรรมมาวาส กรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2522)

หอมหวล นาคศิริ (พ.ศ. 2442-2521) ซึ่งปั้นปลายชีวิตอุปสมบทและได้เป็น พระอธิการหอมหวล คนฺธสิริ เจ้าอาวาสวัดป่าเรไร จังหวัดนนทบุรี หอมหวลเป็นคนอำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ลิเกลูกบท มีลิเกทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่จำนวนมากเป็นลูกศิษย์ ซึ่งบางส่วนเป็นลูกหลานของหอมหวลโดยตรง

ด้วยความนิยมและการยอมรับในฝีมือของ หอมหวล นาคศิริ ลิกเกที่ร่ำเรียนไปจากหอมหวลจำนวนไม่น้อยจึงมักตั้งชื่อคณะโดยลงท้ายว่า “ศิษย์หอมหวล” เช่น บรรหาร ศิษย์หอมหวล เจ้าของฉายาลิเกคนจนเงินล้าน อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของหอมหวลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการลิเก เรื่องนี้ ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ อธิบายไว้ใน “วัฒนธรรมบันเทิงในชาติ” (สนพ.มติชน, มกราคม 2550) พอสรุปได้ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการ]

หอมหวล นาคศิริ มีภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าสู่วงการลิเกเพราะติดใจการแสดงลิเกของคณะดอกดิน เสือสง่า ลิเกทรงเครื่องผู้โด่งดัง เนื่องจากพ่อแม่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าสู่อาชีพลิเก จึงหนีตามคณะลิเกมากรุงเทพฯ หวังจะได้อยู่กับคณะดอกดิน เสือสง่า

ในช่วงแรกแม้ไม่ได้อยู่กับคณะดอกดินแต่ก็มีโอกาสอยู่กับคณะละคร และลิเกหลายคณะ…ภายหลังจากออกบวช ฝากตัวเป็นศิษย์และร่วมแสดงกับคณะดอกดิน เสือสง่า ระยะหนึ่ง แล้วกลับมาตั้งคณะลิเกแสดงประจำอยู่ที่วิกจังหวัดลพบุรี เป็นเวลา 10 ปี และย้ายมาประจำอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2…

ทศวรรษ 2490 นับเป็นยุคเชื่อมต่อระหว่างวัฒนธรรมความบันเทิงแบบเก่ากับวัฒนธรรมความบันเทิงแบบตะวันตก ลิเกลูกบทแบบใหม่ซึ่งหอมหวลคิดขึ้น สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย จึงได้รับความนิยมและมีส่วนสำคัญทำให้ลิเกยังคงเป็นวัฒนธรรมความบันเทิงที่มีพลวัตท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง การเป็นผู้นำในการปรับปรุงลิเกและความสามารถในการแสดงทำให้หอมหวลมีทั้งฐานะและบทบาทในวงการลิเก

พ.ศ. 2493 หอมหวลมีลูกน้องไม่ต่ำกว่า 300 คน มีวิกลิเกและสาขาที่ตนเองเป็นผู้ควบคุม 7 แห่ง ทองใบ รุ่งเรือง เล่าว่าเฉพาะคณะลิเกหอมหวล 1 เพียงโรงเดียวมีรายได้ 1,700-2,000 บาท ต่อคืน (โฆษณาสาร, 8 สิงหาคม 2494)

ฐานะและชื่อเสียงของหอมหวลทำให้หอมหวลเข้าสู่วงการเมือง นับตั้งแต่ นายสังข์ พัธโนทัย และนายฉาย วิโรจนศิริ เลขาส่วนตัวของจอมพล ป. นำหอมหวลเข้าพบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพล ป. พิบูลสงคราม สนับสนุนให้หอมหวลลงสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรที่จังหวัดอ่างทองในปี พ.ศ. 2500 แต่ปัญหาทางการเมืองทำให้พรรคมนังคศิลาส่งผู้สมัครคนอื่นแทน (เจนภพ จบกระบวนวรรณ, 2524 : 76, 83)

อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีสนับสนุนให้หอมหวลลงรับสมัครเลือกตั้ง สะท้อนถึงชื่อเสียง และความศรัทธาที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมีต่อหอมหวล

ความสำเร็จในการแสดงลิเก ทำให้มีผู้สมัครเข้าเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก เพราะนอกจากหอมหวลจะเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาลิเกลูกบทเป็นที่ยอมรับของประชาชนแล้ว วิธีการถ่ายทอดของหอมหวลยังทำให้ผู้ที่เข้ามาศึกษามีโอกาสพัฒนาความสามารถ อันนำไปสู่การตั้งคณะลิเกของตนเอง ทองใบ เรืองนนท์ (สัมภาษณ์, 7 ตุลาคม 2547) เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “หอมหวลจะให้ลูกน้องหรือลูกศิษย์คิดการแสดง คิดกลอนเองแล้วมาร้องให้ฟัง หอมหวลก็จะแนะนำแก้ไขติชม เพราะมีความสามารถจริงๆ”

ความสามารถเฉพาะตัวของหอมหวลดังกล่าว ทำให้ลิเกสมัยหลังส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ของหอมหวลที่แยกย้ายไปตั้งคณะลิเกของตนเอง เจนภพ จบกระบวนวรรณ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“…ลิเกทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ต่างต้องเคยผ่านสถาบันนี้ทั้งนั้น ในวงการลิเกเรารู้จักทองใบ รุ่งเรือง, บุญส่ง จารุวิจิตร, เสน่ห์ โกมารชุน, สอิ้ง ธรรมากูล, สำเภา ศรีทอง, จันทร์แรม, สมาน, สวอง, ขุนแผน กุมมารักษ์, ถนอม นวลอนันต์, ตาล กิ่งเพชร, ระเบียบ จิตรอารี, บานเย็น ดวงระยศ ฯลฯ ต่างเคยเป็นศิษย์หรือล้วนเคยผ่านคณะหอมหวลมาทั้งสิ้น คณะลิเกหอมหวลแตกแขนงออกไปมากมายเหลือคณานับไล่ชื่อกัน 3 วัน 3 คืน ก็ไม่หมด…” (2524 : 97)

กล่าวได้ว่า การเติบโตของลิเกในทศวรรษนี้เป็นผลจากรูปแบบของลิเกที่สามารถปรับให้เข้ากับรสนิยมของผู้ชมได้ โดยมีปัจจัยกระตุ้นสําคัญคือความสามารถเฉพาะบุคคล และผู้บริโภคซึ่งมีฐานะสำหรับการใช้ชีวิตด้านความบันเทิงมากขึ้นจนสามารถอุปถัมภ์ศิลปินได้ ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างวัฒนธรรม แบบจารีตกับวัฒนธรรมตะวันตก ลิเกจึงยังคงเป็นความบันเทิงที่ดำรงอยู่ได้ในกระความเปลี่ยนแปลง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 ตุลาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...